แบรนด์เปรียบเสมือนศาสนา จริงมั้ย?? ตอนจบจ้าาา…
February 20th, 2009
อ่านกันไป 3 ตอนแล้ว รู้สึกยังไรกันบ้างคะ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็บอกกันได้นะคะ (ส่งกันมาเยอะๆนะ)
ตอนสุดท้ายนี้ถือว่าเป็นตอนที่สำคัญมากเลยนะคะ อ่านจบแล้วอย่าลืมนึกถึง product ของตัวเองกันดูนะคะ
ว่ายังทำอะไรได้อีกรึป่าว เรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้นได้ทุกที่…ทุกเวลาคะ สู้ๆ นะคะ เป็นกำลังใจให้เสมอคะ
——————————————————————————————————————

Brand Versus Religion
แบรนด์เปรียบเสมือนศาสนาจริงมั้ย (ตอนจบ)
ฉบับนี้เป็นตอนที่ 4 หรือ ตอนจบของหัวเรื่องดังกล่าว
ขอทบทวนอีกทีเพื่อจะได้ไม่ลืมกัน
1.ความมีศรัทธาและความเลื่อมใส
2.ความมีอยู่ทุกหนทุกแห่งในขณะเดียวกัน
3.เป็นผู้นำทางศาสนาที่ฉลาด
4.ความบริสุทธิ์ ถ่องแท้ และความเป็นของจริง
5.คุณงามความดีและใจบุญสุนทาน
6.สถานที่สักการะ
7.รูปบูชา
ถ้าลองถอดรหัสความสำเร็จของแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในระดับ
โลกหรือในระดับท้องถิ่น
จะเห็นว่าแบรนด์เหล่านี้ มักจะมี DNA ของคุณลักษณะเหล่านี้ ไม่
มากก็น้อย
ยังมีคุณลักษณะของแบรนด์ที่เปรียบเสมือนศาสนาอยู่อีกข้อ
8.ความอัศจรรย์
ศาสนาให้ความอัศจรรย์
เมื่อคุณเดือดร้อน ทุกข์ยาก ศาสนาย่อมเป็นที่พึ่งทางกายและใจ
ทางกาย…วัดไม่เคยปฏิเสธให้คุณเข้าไปหลบฝน หลบแดด หรือ
แม้กระทั่งให้คุณได้หลับได้นอนโดยเฉพาะในต่างจังหวัด
บ่อยครั้งเราจะเห็นชาวบ้านเข้าไปพึ่งพิง ศาลาวัดในยามค่ำคืน
สิ่งนี้เปรียบเสมือน สิ่งที่จับต้องได้ (Tangible) หรือประโยชน์ สรรพคุณที่เห็นด้วยตาเปล่า (Physical Benefit)
ทางใจ… เมื่อคุณโศกเศร้า เพียงแค่ได้ยินคำสอนของพระสงฆ์ เสียงสวดมนต์ คาถาอาคมอะไรต่างๆ คุณก็สบายใจขึ้นมาโดยทันที
จากหน้าตาอันหม่นหมอง กลับดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา
คุณเห็นโอกาสในการดำเนินชีวิตต่อไปได้อีกในอนาคต
ชีวิตยังมีความหวัง
แบบนี้น่าจะเรียกว่าเป็นความรู้สึกและการมีอารมณ์ร่วม (Emotion) ที่ดีหรือเปล่า?
Brand Promise & Product Benefit
ทุกแบรนด์โดนสร้างขึ้นมาบนพื้นฐานของ “ความอัศจรรย์” กันแทบทั้งนั้น
แบรนด์สร้างความหวังและผู้บริโภคก็มีความหวังต่อแบรนด์ในขณะเดียวกัน
ความหวังคือความอัศจรรย์ในรูปแบบของ Product Benefit
ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบของ Functional หรือ Emotional ก็ตาม
ความอัศจรรย์ถูกสร้างขึ้นในตัวสินค้า/บริการที่ถูกถ่ายทอดไปสู่ผู้บริโภคโดยผ่านกระบวนการ “การสื่อสาร” ที่มีโฆษณา ประชาสัมพันธ์ Direct mail CRM กิจกรรมทางการตลาดอื่นๆเป็นเครื่องมือ
ลองคิดดูว่า ในชีวิตประจำของคุณ มีความอัศจรรย์ที่ถูกส่งจากแบรนด์โดยผ่านหน้าจอทีวีถึงตัวคุณวันละเท่าไหร่?
“Colgate Total 12 … เหมือนมีผู้เชี่ยวชาญทำความสะอาดฟันประจำบ้าน ช่วยลดคราบพลัคได้ถึง 98%
น่าอัศจรรย์ที่มีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลสุขภาพปากและฟันอยู่ใกล้ตัวเรา
ที่สำคัญผู้เชี่ยวชาญคนนี้ราคาไม่แพงอีกด้วย
ความอัศจรรย์สำหรับคุณผู้หญิงส่วนใหญ่ที่อาจดูเกินวัยไปสักหน่อย ที่มีคุณนัท มีเรีย และ คุณซอนญ่า คูลลิ่ง เป็นรูปบูชาในการสื่อสารของสินค้าตัวนี้
“Olay Total Effect 7 in 1 ทำให้คุณสวยปิ้งจนไม่ต้องไปทำ Treatment (ให้เสียเงินเสียทองและยุ่งยาก)
เหมือนกับเดินเข้าไปในวัด และคุกเข่าขอพรกับเจ้าอาวาสฉันใดก็ฉันนั้น
เพียงแค่เจ้าอาวาสบอกว่า
“โยม แค่เอาน้ำมนต์นี้ไปล้างหน้าทุกเช้าต่อเนื่องกัน 1 สัปดาห์ หน้าโยมก็จะเต่งตึงขึ้นมาทันทีนะ”
มีความหวังขึ้นมาทันที เห็นมั้ย!
ส่วนคู่แข่งของรายข้างบนนี้ เขาก็มีสิ่งอัศจรรย์ผ่านหน้าจอทีวีออกมาให้สาวๆได้มีความหวังเช่นเดียวกัน
“9 ใน 10 ของผู้หญิงได้เปลี่ยนมาใช้ Pond Age Miracle”
Pond Age Miracle ต้องมีความอัศจรรย์ ถ้าไม่ดีจริงคงไม่มีใครหันมาทดลองใช้เด็ดขาด
IPod ไม่ใช่เป็นผู้ริเริ่มเครื่องเล่นเพลงในระบบ MP3 ที่สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก
IPod สร้างนวัตกรรมในรูปแบบของ “ความอัศจรรย์” ที่ทำให้ปัจจุบันเป็นแบรนด์ที่มียอดขายกว่า 60% ของโลก ในรูปแบบของเครื่องเล่น MP3 แบบพกพา
IPod สร้างความอัศจรรย์โดยสามารถบรรจุเพลงได้ถึง 20,000 เพลง ในรุ่น 80 GB
อะไรกันนักกันหนา
หูก็มีเพียงแค่ 2 รู ฟังกี่ปีถึงจะหมด
ไม่เคยมีแบรนด์ไหนที่จะคิดนอกกรอบแบบ IPod
Steve Jobs คงรู้ว่าไม่มีใครโหลดเพลงถึง 20,000 เพลงเข้าไปหมดหรอก
แต่สิ่งอัศจรรย์นี้ คือ ผู้นำและความแตกต่าง
สิ่งอัศจรรย์นี้ คือ Trend
สิ่งอัศจรรย์นี้ คือ การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ทุกอย่างของธุรกิจ
สิ่งอัศจรรย์ย่อมทำให้เกิดการกล่าวถึง
ใครลองใส่หูฟังที่ไม่ใช่สีขาวดูสิ
รับรองได้ว่า อาจจะดูเชยไปทันที
ความอัศจรรย์ของแบรนด์ไม่ได้ทำให้แบรนด์แค่แตกต่างเพียงอย่างเดียว
แต่เกิดปรากฎการณ์ที่ต้องเขียนไว้ในตำราหลายๆเล่ม
สาวกของ IPod เองก็ชอบให้คนรอบข้างรู้สึก “อัศจรรย์” กับตัวเขาเองด้วย
ความอัศจรรย์เท่ากับเท่ห์ เก๋ มีรสนิยมเสียจริงๆ
ความอัศจรรย์มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง
วันก่อนเห็นโฆษณาของ Nok Air
“3 บาท ทำอะไรได้บ้าง”
แต่อยู่ก็มีใครบางคนออกมาบอกว่า
“3 บาท ไปฮานอยได้” (แต่มีค่าภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นๆตามมาด้วย)
สุดๆไปเลย
ถูกกว่านั่งสามล้อจากสยามสแควร์ซอย 1 ไปสยามสแควร์ซอย 2 เสียอีก
ความอัศจรรย์นี้ ทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวของเวียดนามเจริญเติบโตขึ้นมาได้ทันที
เพราะเส้นทางการบินระหว่างกรุงเทพ-ฮานอย เคยถูกผูกขาดกับสายการบินหนึ่งเพียงสายการบินเดี่ยว
ค่าตั๋วสนนราคาก็หมื่นกว่าบาท
คงไม่คุ้มค่านักที่จะไปเดินเล่น
แต่วันนี้ ถูกกว่าไปสมุยเสียอีก
ผู้บริโภคมีโอกาสมากขึ้นอีกนิด เพราะความอัศจรรย์ของค่าตั๋วที่ถูกสุดๆ
เพื่อนอย่าง Air Asia ก็ไม่ยอมน้อยหน้า
บาทเดียวครับบาทเดียว
กรุงเทพ-อีสาน อะไรสักที่
ผมขอแนะนำว่า ความอัศจรรย์ควรจะเป็น DNA ของแบรนด์ทุกๆตัว
ผู้บริโภคมีความคาดหวังต่อแบรนด์ของคุณอยู่ตลอดเวลา
สิ่งที่เป็นความอัศจรรย์ของคุณในวันนี้ก็อาจจะเป็นเพียงแค่อดีตสำหรับคู่แข่งในวันพรุ่งนี้
ความอัศจรรย์ลอกเลียนแบบกันได้
ไม่มีใครเป็นเจ้าของความอัศจรรย์นั้นได้เพียงคนเดียว ต่อให้คุณเก่งแค่ไหนก็ตาม
ความอัศจรรย์จะทำให้ผู้บริโภคเกิดความ Surprise เพียงชั่วครั้งชั่วคราว
ดังนั้นจงหมั่นหาความอัศจรรย์เพื่อเป็นเชื้อในการฟูมฟักให้แบรนด์ของคุณมีภูมิคุ้มกันอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
ท้ายที่สุดผมยังชื่นชมต่อความอัศจรรย์ของแบรนด์ต่างๆในปัจจุบันที่ยังทำให้ผมเกิดความอัศจรรย์อย่างเช่น
“หน้าขาวได้ภายใน 7 วัน”
“ฆ่าเชื้อโรคในห้องน้ำได้ถึง 99.99%”
“คิดเลขได้เร็วกว่าเพราะทุกศักยภาพเป็นจริงได้ อย่าลืมทานวันละ 2 เม็ด”
“หอมนานได้ 7 สัปดาห์”
ขอให้อัศจรรย์นี้อยู่คู่ควรกับแบรนด์ของคุณตลอดไป
จบบริบูรณ์ของแบรนด์เปรียบเสมือนศาสนาครับ
**************************************************************************
สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์ สรณ์ จงศรีจันทร์
ที่ได้เขียนบทความดีๆเป็นความรู้แก่ทุกคนคะ ^___^
Categories: Articles Anything | Tags: Brand Versus Religion



[...] ไปตามตอนจบของเรื่องนี้กันต่อดีกว่าคะ >> แบรนด์เปรียบเสมือนศาสนา จริงมั้ย?? ต… [...]
โฮ้สสสส…
เต็มอิ่มเลยคับ ขอบคุณบทความดีๆ นะขอรับกระผ๊ม
การนำศาสนามาเทียบกับแบรนด์เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแบรนด์ให้ประสพความสำเร็จนั้นแจ๋มจิงๆครับ
คอยติดตามต่อไปคราบบบ อาจารย์ทั้งสอง..
อืม … เต็มอิ่ม … เหมือนอย่าง … ที่ … คุณ ExtrA … ว่าไว้ข้างต้นครับ
เลย … ต้องขอใช้เวลา … “ย่อย” … ซักนิดนึง
การนำแบรนด์ … มาเปรียบเทียบ … กับ … ศาสนา … ถือว่า … มีมุมมอง
ที่น่าสนใจ … และ … ผม … ก็เห็นด้วยทุกประการ … และ … รู้สึกอัด -สะ
จอ -รอหัน -กา -รัน -ยอ (อัศจรรย์ … นั่นแหละครับ … พอดียืมมุกมาจาก
พี่ๆวง Black Head … ครับ) ใจ … พร้อมกับ … คิดว่า … สามารถนำคุณ
ลักษณะหลายอย่างๆไปใช้บ้าง … ครับ
ผมขอเสริม … ด้วย … การมองกลับย้อน … จาก Brand V.S. Religion…
มาเป็น Religion V.S. Brand …ครับ
ประเด็นที่ 1 ทุกวันนี้ หลายศาสนาเกิดการเสื่อมศรัทธา เพราะสาเหตุจาก
คนในศาสนา … โดยเฉพาะนักบวชของศาสนา … ซึ่งเปรียบเสมือน …
ตัวแทนของศาสนานั้นๆ … หรือ … ถ้าเปรียบกับแบรนด์ … ก็อาจจะ
อนุมานได้ … ประมาณว่า … Brand Ambassador … นั้นเอง …
ดูตัวอย่าง … ไม่ไกลไม่ใกล้ … ขอกราบอนุญาต … ยกศาสนาพุทธในเมือง
ไทยของเรา … นี่เอง … ครับ … ซึ่งผมเชื่อว่า … ทุกวันนี้ … มีคนจำนวน
มากในสังคมที่ศรัทธาในพุทธศาสนาน้อยลงอย่างมาก … ซึ่งสาเหตุหลัก
ส่วนหนึ่งคงมาจาก … พระภิกษุบางรูป (แต่มีจำนวนพอสมควร) … อาทิ
เช่น … เร็วๆนี้ … ก็ … เจ๊ดาว … และ … พลพรรคพระเก้งเณรกวาง …
(มีรูปหนึ่งโดนแอบถ่ายคลิป … เห็นเต้าเป็นเต้า … อล่างฉ่าง … น่า …
(กรุณาเติมคำในช่องว่าง)) …
หลายแบรนด์ๆ … ก็เช่นกัน … ที่โดนคนของแบรนด์ … ซึ่งก็คือ …
พนักงานของแบรนด์นั้น … นั่นเอง … ที่ทำให้ศรัทธา … หรือ …
ความชื่นชอบชื่นชม … ที่มีต่อแบรนด์นั้นๆ … ลดลง … ผมว่า … ตัวอย่าง
คงเห็นได้ชัด … จากกรณีแบรนดืที่อยู่ในธุรกิจบริการ … ซึ่งผมคงจะไม่
ต้องยกตัวอย่าง … นะคะ … คุณคะ …
… พูดไป … ก็ … ต้องบอกด้วยว่า … ที่บ้านผมเอง … ก็มีปัญหาอยู่บ้าง
เหมือนกัน … ก็เลยได้มุมมองนี้มาครับ
ยังมีอีก 3 ประเด็นในการนำ Religion V.S. Brand … ไว้ติดตามต่อ
…ที่นี้ … ที่เดียวครับ
ประเด็นที่ 2 ทุกวันนี้ คนที่ระบุว่าตนเองไม่นับถือ “ศาสนา” ใดมีมากขึ้น
เรื่อยๆ ซึ่งเราก็จะได้ยินได้ฟังจากรายงานข่าวมาเป็นระยะๆ โดยล่าสุดถ้า
ผมจำไม่ผิดจะเป็นรายงานข่าวจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจำนวนคนที่ระบุว่า
ตนเองไม่นับถือศาสนาใดเลย … มีเพิ่มอย่างมากกกก … (แต่ผมจำไม่ได้
ว่าเท่าไหร่ครับ … แฮ่ๆ)
ฉันใดก็ฉันนั้น … ผมก็เชื่อว่า … ทุกวันนี้ … คงจะมีคนจำนวนหนึ่ง … ที่
ไม่ยึดติดกับแบรนด์ใด … คือ … มีอาการอย่าง … ที่ … อาจารย์สรณ์เคย
สอนไว้ว่า … คนเหล่านี้ … เป็นเหมือน … ทหารรับจ้าง … คือ … พร้อมที่
จะอยู่กับใคร(แบรนด์)ใดก็ได้ … ที่ให้ค่าจ้าง (ราคา,ส่วนลด) ที่ดีที่สุด …
ซึ่งคนจำนวนนี้ … ก็ … คงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ … เหมือนกับ … คนที่ระบุว่า
ตนเองไม่นับถือศาสนาใด …
สิ่งที่ผมอยากจะสื่อในประเด็นนี้ … คือ … ไม่ใช่ว่า … เราจะเลิกสร้าง
แบรนด์ … กันแล้วนะครับ … ถึงแม้ว่า … เหล่าบรรดา “ทหารรับจ้าง”
จะเพิ่มขึ้นทุกวัน … ผมมองว่า … ในสถานการณ์เช่นนี้ … แบรนด์ต่างๆ
… จะยิ่งต้องทำตัวให้ชัดเจน … โดยเฉพาะอย่างยิ่ง … เรื่องของ …
จุดยืน (Positioning) … และ … บุคลิกภาพ (Personality) …. รวมถึง
จะต้องสามารถระบุ … กลุ่มผู้ที่ชื่นชอบศรัทธาแบรนด์ของตนให้ชัดเจน
…และรักษาพวกเขาเหล่านั้น … อย่างดีที่สุด … ครับ
เหลือ 2 ประเด็น … ครับ … อย่างไรก็ดี … ผมขอแจ้ง ปล. … ไว้ล่วงหน้า
ว่า … กระดาษแผ่นเล็กๆ …ที่ … ผมจดประเด็นที่เหลือไว้ … ได้อันตรธาน
หายไปจากโต๊ะทำงาน ของผมแล้ว … อย่างไรก็ดี … สสารไม่สูญหายไป
จากโลกนี้ … ความคิดก็เช่นกัน … ไม่สูญหายไปไหนครับ … เพียงแต่ …
ผมจำได้แค่ประเด็นเดียวครับ … พี่น้อง … ยังไง … ก็ … จะพยายามนึก
ให้นอกนะครับ … ถ้านึกไม่ออก … ก็จะพยายามคิดให้ออก … แต่ถ้ายัง
คิดไม่ออก … งานนี้ … ก็ … ออกมาได้แค่ 3 ประเด็น … ครับ
อากาศร้อน … ปลาทองขายดี … ครับ (^ ^”)
งืมมมม ว้าว เสริมด้วยนิดนึง
แบรนด์เปรียบเสมือนศาสนา จริงมั้ย?? >>> ชอบๆๆคราบบ
แต่ทว่า
แบรนด์เปรียบเสมือนลัทธิ จริงมั้ย?? >>> อันนี้สิเห็นหลายๆแบรนด์มีตัวตนอย่างนี้ง่ะไม่ปลื้มเลย คุคุคุ
โอ้สสส… เป็นกำลังใจให้ท่าน A รวบรวมลมปราณมาเมนท์ต่อนะคราบบบ
สวัสดีน้อง Admin, คุณ ExtrA และทุกท่านครับ ^ ^
หายไปหลายวัน … เนื่องจาก … ป่วยเป็นไข้ … ครับ (T_T)
ช่วงนี้ … อากาศแถวบ้านผม … ร้อนสุดๆครับ … เลย … ไม่สบายซะเลย
ยังไง … ก็ … ดูแลสุขภาพด้วยนะครับ …
ขอขอบคุณกำลังใจจากคุณ ExtrA ครับ … ขอส่งกำลังใจให้คุณ ExtrA ใน
การทำงานและการสร้างแบรนด์ครับ ^ ^
ประเด็นที่เหลืออยู่ … อีก …1 ประเด็น … อาจจะไม่ค่อยเกี่ยวกับการสร้าง
แบรนด์ซักเท่าไหร่นัก … แต่อยากจะบอกเล่าให้ฟัง … ครับ
ประเด็นที่ 3 ธรรมกาย … กับ … การตลาด … เชื่อว่า … แทบจะทุกท่าน
คงจะรู้จักวัดธรรมกาย … และ … เชื่อว่าคงจะมีหลายท่านที่ทราบว่า …
วัดธรรมกายได้นำหลักการตลาด … มาใช้ในการดำเนินงาน … ของ …
ทางวัด … ตัวอย่างรูปธรรมที่เห็นชัดเจน … คือ … การได้รับรางวัลที่ 2
ในการประกวดแผนการตลาดดีเด่นแห่งประเทศไทย … จากโครงการ
ที่มีชื่อว่า … “ชักชวนประชาชนเข้าวัดพระธรรมกายระหว่างปี 2527 –
2529” … ผมเอง … ไม่แน่ใจว่า … วัดธรรมกาย … มีแผนการสร้าง
แบรนด์หรือไม่อย่างไร … แต่ทุกวันนี้ … ผมคิดว่า … ถ้ามองธรรมกาย
ในแง่มุมการเป็นแบรนด์แล้ว … ก็ถือว่า … เป็นแบรนด์ที่มีความเข้ม
แข็งระดับหนึ่ง … เพราะมีผู้คนรู้จักมากมาย (Awaeness) … และ …มี
สาวก (Loyalty) ไม่น้อย … ทั้งภายในประเทศไทย … และต่างประเทศ
(ผมเคยไปเจอสาขาของวัดธรรมกายที่แอฟริกาใต้ด้วยครับ) …
สำหรับประเด็นนี้ … ผมอยากจะขอจบด้วยแนวคิดบางประเด็น … จาก
รองเจ้าอาวาสวัดธรรมกาย … ซึ่งเคยให้สัมภาษณ์ ไว้ … ผมจำคำให้
สัมภาษณ์แบบละเอียดคำต่อคำไม่ได้ … จำได้แต่แนวคิดหลัก … ของ …
คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าว … ว่า …
ถ้ามองศาสนาพุทธในแง่การตลาด … จะพบว่า … ตัว Product ดีมาก …
แต่ขาดการทำตลาดและการทำประชาสัมพันธ์ … ทางวัดจึงนำการตลาด
มารับใช้พุทธศาสนา …