เปิดตัวศูนย์ K SME Care : Knowledge Center แล้วคะ

March 31st, 2009

วันนี้ขออัพเดทเรื่องราวดีๆที่เป็นประโยชน์สำหรับทุกคนนะคะ รับรองว่าไม่ใช่เรื่องอื่นไกลที่ไหนเลย

เป็นข่าวคราวที่น่ายินดีด้วยกับ K Bank นะคะ ที่ได้เปิดตัวศูนย์ K SME Care : Knowledge Center

ศูนย์นี่ตั้งอยู่ที่ ชั้น 2 อาคารจามจุรีสแควร์ (Residence Zone) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้และ

ให้คำปรึกษาในการดำเนินธุรกิจสำหรับเอสเอ็มอีที่ครบวงจรเป็นแห่งแรกของธนาคารพาณิชย์ไทย

ในศูนย์นี้นะคะ จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่…..

1. Business Intelligence เป็นคลังความรู้ทางธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการ SME  ที่ควรทราบ

เปิดให้บริการกับบุคคลทัวไปที่มีธุรกิจอยู่แล้วหรือกำลังเริ่มทำธุรกิจ เน้นให้ข้อมูลและคำปรึกษา

- SME Guru การให้คำปรึกษา โดยผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันต่างๆที่มีชื่อเสียง ซึ่งผู้ประกอบการ

สามารถนัดหมายเวลาล่วงหน้า เพื่อเข้าปรึกษาเป็นพิเศษแบบตัวต่อตัวได้คะ

- Knowledge Conner มุมความรู้ที่มีข้อมูลข่าวสาร เหตุการณ์ต่างๆ หนังสือเฉพาะทาง หรือพูด

กันง่ายๆก็คือ เหมือนห้องสมุดขนาดเล็ก ที่รวบร่วมข้อมูล หนังสือ ฯลฯ ที่จำเป็นสำหรับ SME

- Online Zone มุมที่สามารถค้นหาข้อมูลต่างๆ พร้อมทั้งบทวิจัยที่เป็นประโยชน์ ผ่านฐานข้อมูลทั่วโลก

2. Business Training เป็นการพัฒนาศักยภาพ SME ด้วยการจัดสัมมนา อบรม และกิจกรรมต่างๆ

ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้ที่ทำธุรกิจ แบ่งออกเป็น  3 หลักสูตรด้วยกันคะ

- Start-Up Business สำหรับผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจ

- Business Owner สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการต่อยอดธุรกิจให้มั่นคง ยั่งยืนขึ้นไปอีก

โดย SME Guru (อ.สรณ์ จงศรีจันทร์ ของเราอยู่ในกลุ่มนี้ด้วยนะคะ คิกคิก)

- Lifestyle หลักสูตรอบรมทั่วไป โดย วิทยากรชั้นนำ

3. Business Network การสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ ผู้ประกอบการสามารถเข้ามา PR

แลกเปลี่ยนข้อมูลทางธุรกิจกันได้ โดยมีระบบ Online เข้ามาเสริมทัพให้การติดต่อง่ายขึ้น

- SME Society ชุมชนเพื่อคนทำธุรกิจ

- Business Matching สร้างคู่ค้า (ไม่ใช่คู่รัก ตามข่าวลือนะจ๊ะ) หาพันธมิตร

- SME Network Club Meeting จุดนัดฝัน

งานนี้ต้องขอขอบคุณ K Bank จริงๆนะคะ ที่ทำให้โครงการนี้เกิดขึ้นและยังดูแลสมาชิก

SME กันอย่างดี พวกเราจะได้มีพื้นที่ดีๆ อย่างนี้ ไว้ใช้ประโยชน์ในการทำธุรกิจต่อไปคะ


สำหรับใครที่สนใจสามารถติดต่อ K SME Care Knowledge Center ได้ที่อาคารจามจุรีสแควร์ ชั้น 2

ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการเลยนะคะ หรือโทร.0-2160-5203-4

รับรองว่ามีสาวๆ เสียงน่ารักๆ ใสๆ รอรับโทรศัพท์ พร้อมกับแนะนำบริการกันอย่างเต็มที่แน่นอนคะ

หรือเข้าไปที่เว็บไซด์นี้ก็ได้จ้า  www.ksmecare.com ทางแบงค์จัดไว้ให้ชาว SME อย่างเราๆใช้กัน

Categories: Articles Anything | Tags: | 2 Comments

เก็บตก Art of Creative Thinking @ BKK จ้าาา …

March 31st, 2009

จบไปแล้วสำหรับการสัมมนาสนุกๆตลอด 4 วันเต็ม ในหัวข้อเรื่อง “ศิลปะในการคิดให้แตกต่าง”

เมื่อวันที่ 20-21 & 27-28 มีนาคม ณ โรงแรม ซัมเมอร์เซ็ต พาร์คสวนพลู กรุงเทพฯ จ้าา……….

สำหรับใครที่พลาดไปก็ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะ เพราะว่าสมองของพี่ๆผู้ร่วมสัมมนาแต่ละคน

ล้ำขึ้นไปกันอีกหลายก้าวเลยคะ เพราะว่าได้โดนนวด…นวด…นวด จนไม่รู้จะเอาไอเดียดีๆ ไปเก็บไว้ที่

ส่วนไหนของสมองแล้ว มันเยอะจนลนออกมาเต็มห้อง อิอิ อ.สรณ์ ของเราก็ใช่ย่อย เปิดมาแต่ละเรื่อง

ไม่สามารถคาดเดากันได้เลยทีเดียว สงสัยว่าจบงานนี้ทุกคน IQ เพิ่มขึ้นกันอีกตรึม (ลองไปวัดกันดูนะ)

ไปดูบรรยากาศโดยรวมกันเลยดีกว่า ว่าพี่ๆแต่ละคน กระหายที่จะเรียนคอร์สนี้กันแค่ไหน…. go go go

พี่หมุก (MUKI ผู้ผลิตเบาะรถยนต์) มาถึงเป็นคนแรกเลยคะ ตามมาด้วยพี่เซ้ง สุดหล่อ แห่ง Centure

ใครอยากได้เฟอร์นิเจอร์ คุณภาพดี ราคากันเอง ติดต่อได้นะคะ รับรองแถมซาลาเปาด้วย 1 ลูกคะ อิอิ

คอร์สนี้มีผู้ร่วมสัมมนาทั้งหมด 25 คนพอดิบพอดีคะ แบ่งเป็น 5 กลุ่ม ไม่ขาดไม่เกินจ้าา ห้องพร้อมแล้ว

คนเรียนพร้อมแล้ว เราชะแว็บไปดูทางอาจารย์ผู้สอนของเรากันบ้างดีกว่าว่าพร้อมแค่ไหน แตนแต่นแต้น

พร้อมไม่พร้อมก็ต้องพร้อม ก็เล่นโด๊ปองุ่นหมดไปหลายต้นแล้ว เลยได้ฉายาว่า “อ.องุ่น” นั่งเอง คิกคิก

ทางด้านผู้ช่วยอีก 2 คนก็พร้อมเช่นกัน ทั้งพี่อ้อ (มือขวา) และ พี่กำธร (มือซ้าย) ขมักเขม้นกันแต่เช้าเลยนะ

เราไปดูตอนเริ่มเรียนกันดีกว่า แต่ละคนสนุกสนานกันน่าดู หน้าตาเบิกบาน ไอเดียกระฉูด กระจายเต็มห้อง

สงสัยว่างานที่ให้ทำคงจะง่ายไปหน่อย พี่ๆแต่ละคนเลยยังมีเวลามายิ้มสู้กล้อง ไม่ยอมกันเลยทีเดียวนะเนี่ย

พองานเสร็จก็ถึงเวลาเบรกกันแล้ว ไปดูสิว่าของว่างหน้าตาน่ากินแค่ไหน (คำเตือน: ระวังน้ำลายไหนนะจ๊ะ)

กินกันไป นั่งคุยกันไป ปรึกษา แนะนำธุรกิจกัน นอกจากได้ความรู้แล้ว ยังได้เพื่อน ยังได้ธุรกิจกันด้วยนะเนี่ย

งั้นขอยืมคำที่อาจารย์ชอบใช้มาย้ำอีกทีละกันคะ “โชคชะตาพาให้เรามาเจอกัน โชคชะตาพาให้เรามาช่วยกัน

รวมกันเรารอด แยกกันเราวอด” คตินี้หวังว่าคงทำให้รักกันมากขึ้น ช่วยเหลือกันและกันมากขึ้นนะคะ  :)

และแล้วเรื่องที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น อุดรบุกกรุงอีกครั้งครับท่านผู้อ่าน ไม่ใช่สิๆ แขกรับเชิญของเรามาไกลจาก

อุดร น้าแว่น (นายกอุดรเจ้าเก่า) และ พี่แครง (ณ Imprezion) เครื่องลงถึงพื้นปุ๊บก็รีบบึงมาสังเกตการณ์ทันที

มาพร้อมกับขนมปังอีกกว่า 30 ชิ้น เพื่อเพื่อนๆชาวกรุงเทพฯโดยเฉพาะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ อร่อยมากๆเลย

กลับมาเรื่องศิลปะในการคิดกันต่อ พี่ๆแต่ละคนไม่ยอมกันเลยทีเดียว แย่งกันพรีเซนต์งาน ขายไอเดียกันสุดฤทธิ์

ซึ่งแต่ละคนก็เจ๋งจริงๆ ฟังไปขำไป หัวเราะใหญ่เลย โดยเฉพาะมวยคู่เองอย่าง พี่หนึ่งสุดหล่อ VS พี่เปิ้ลสุดสวย

ที่ไม่ยอมกันเลยทีเดียว ยกนี้กรรมการขอให้ “เสมอ” หรือเปิดโหวดก็ได้นะคะ พี่หนึ่ง กด 1 พี่เปิ้ล กด 2 คะ 555+

พักยกไปสอดส่องโรงแรมนี้กันบ้างดีกว่า.. บรรยากาศโดยรวมถือว่าโอเคเลยคะ สวยงาม เก๋ไก๋ดีคะ แถมยังไม่

มีผู้คนวุ่นวาย เป็นโรงแรมที่เงียบๆไม่พลุกพล่านเหมือนบางที่ ตกแต่งได้สวยงาม พื้นที่กว้างขวางดี เวิร์คจริงๆ

พี่ๆแต่ละคนหน้าดำครำ่เครียด คิดกันจนหัวฟู ตั้งใจทำงานกลุ่มกันตลอดทั้ง 4 วันที่ผ่านมา เพื่อจะได้นำวิธีคิดที่ได้

จากวันนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันและใช้ในการทำงานทำธุรกิจกันด้วยคะ อย่าลืมนะคะ!!! ปัญหาคือ “โอกาส” คะ :)

หลังจากเรียนเสร็จก็จะมีพี่ๆก็จะเข้ามาปรึกษา ขอรับคำแนะนำ ในหลายๆเรื่อง จาก อ.องุ่นของเรานะคะ

ในภาพเป็นพี่เซ้ง พี่เปิ้ล และ พี่ตี๋ จาก Centure (อนาคตเฟอร์นิเจอร์สำนักงานแบรนด์ดังคะ) สู้ๆ..สู้ๆ..

สุดท้าย คือ โฉมหน้าผู้ผ่านการคัดเลือกจากเวทีการประกวดความคิดให้แตกต่าง โดย อ. สรณ์ จงศรีจันทร์

แต่ละคนแอ๊บแบ๊วกันอย่างน่ารัก เหมือน Hi5 ของเด็กๆวัยรุ่นสมัยนี้กันเลยทีเดียว CheeeeeeeeeZeeeeee !!!!

จบการสัมมนาที่น่าประทับใจ ตามต่อได้ใหม่ในครั้งหน้า แต่จะเป็นที่ไหนนั้น เราขออุ๊บส์…เอาไว้ก่อนจ้าาา

ปล. พี่ๆ คนไหน ที่ได้แวะเวียนเข้ามาอ่าน กรุณา comment ทักทายกันบ้างนะคะ จะได้รู้ว่ามีพี่ๆคนไหนบ้าง

ที่แวะเวียนมาเยียมคะ มาพูดคุยทิ้งข้อความกันไว้ได้นะคะ อันไหนช่วยได้จะรีบช่วยทันทีเลยคะ

ขอบคุณที่ติดตามนะคะ

จีจี้ ^____^

Categories: Gossip Anything | Tags: | 3 Comments

บรรยากาศ Art Of Service @ อุดรเด้อ ^___^

March 21st, 2009

วันที่ 14-15 มีนาที่ผ่านมานี้ เซ่งหลีไท่ได้เป็นเจ้าภาพในการอบรมสัมมนาศิลปะการบริหาร

ณ โรงแรมเจริญโฮเต็ล (โรงแรมภายใต้การสั่งการ/บัญชาการของท่านนายกแว่น เจ้าเก่า!!)

งานนี้มีแขกรับเชิญอีก 2 บริษัท จ้าา คือ  imprezion บริหารงานโดย ซ้อแครง , ยู่อี่ โดยพี่คุง

ดำเนินการสอนโดยวิทยากรท่านเดิม อาจารย์ สรณ์ จงศรีจันทร์ หรือ อาจารย์องุ่นนั่นเองคะ

งานนี้สนุกสนานกันถ้วนหน้า ทั้งระดมมันสมองเสนอไอเดีย การพรีเซนต์ ดูเคสของจริงเจ๋งๆ

อยากรู้ว่าสนุกกันแค่ไหน ไปดูรูปขำๆฮาๆกันดีกว่าคะ​ ………

น้าแว่น (นายกอุดร – เซ่งหลีไท่) / พี่แครง imprezion / พี่ย้ง UE

พนักงานของทั้ง 3 บริษัท สนุกสนาน สามัคคีร่วมกันทำกิจกรรมต่างๆ อย่างตั้งใจ

อ.องุ่น แอบ แอ๊บแบ้ว (โพสท่ากับองุ่นโชว์ว่า อ.องุ่นของแท้จริงๆนะจ๊ะ) อิอิ

พี่แครงและน้องสาว เอ้ยยย…ไม่ใช่ๆ ลูกสาวคนโต น้องหลิว (ไม่ใช่น้องหลุยส์จ้า)

ปิดท้ายการอบรมครั้งนี้ด้วยการถ่ายรูปหมู (อุ๊ยส์..ไม่ใช่สิ รูปหมู่จ้าา)

ติดตามตอนหน้าได้ในเร็วๆนี้นะจ๊ะ อิอิ

^______^

Categories: Gallery Anything | Tags: | 1 Comment

เอาบุญมาฝากทุกคนนะคะ ^___^

March 18th, 2009

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (13 มีนาคม) หลังเลิกคอร์ส Art Of Creative Thinking ได้มีโอกาสไปทำบุญด้วยนะ

ไปทำบุญปล่อยปลา ปล่อยเต่า ปล่อยหอย แต่ไม่ปล่อยไก่นะคะ ฮาฮาฮา ผู้ร่วมทริปนี้มีดังนี้ อ.สรณ์ของเรา

น้าแว่น (นายกอุดร ผู้ว่าอุดร ฯลฯ) พี่แครง (ซ้ออิม) พี่เอ๊กซ์ (minako 289) พี่เอ (ข้าวฮาง) และ จีจี้เองจ้าา

พวกเราได้บุกตลาดใจกลางเมืองอุดร เผื่อไปเลือกซื้อสัตว์ทั้งหลายผู้โชคดีกัน คุณป้าคนขายน่ารักมากเลย

นั่งตักนั่งนับน้องปลาดุกน้อยๆ 200 ตัวให้พวกเรา พ่อเต่าลูกเต่าอีก 2 ตัว และครอบครัวหอยอีก 9 กิโลแหนะ

เรียกกันว่าแทบจะเหมาป้ามาทั้งหมดเลย ช่วยๆกัน ป้าจะได้กลับบ้านเร็วๆไวไว อิอิ อ๋อ….ลืมบอกไปว่า……

ป้าเค้าเจ๋งมาเลย อย่างกันแอบเรียนศิลปะในการคิดมาเลยแหนะ มีใบสวดมนต์อุทิศส่วนกุศลแถมมาให้ด้วย

ให้พอดีคนเลย จะได้ไม่ต้องสวดผิดสวดถูก ชอบมากๆ อยากรู้ต้องลองแวะไปร้านป้าดูนะ ไปไม่ถูกก็โทรหา

น้าแว่น นายกอุดรได้เลยจ๊ะ ไปดูบรรยากาศกันเลยดีกว่าว่าจะอิ่มเอิบบุญกันขนาดไหน  ^_________^

บุกตลาด… ช่วยป้าเหมาน้องสัตว์ทั้งหลาย ดูก็รู้ใครตัวตั้งตัวตี อิอิ

ณ วัดบ้านจิกจ้า… พร้อมปล่อยกันเต็มที่เลย

สุดท้ายนี้ขอให้ทุกคนได้บุญกันถ้วนหน้านะคะ ถ้ามีเวลาก็ไปทำบุญกันบ้างนะคะ ชาติหน้าเราจะได้เจอกันอีกคะ

จีจี้ ^___^

Categories: Gossip Anything | Tags: | 3 Comments

Art Of Creative Thinking @ Udon

March 15th, 2009

ประเดิมคอร์สใหม่ Creative Art Of Thinking @ Udon เป็นที่แรก เมื่อวันที่ 12-13 มีนาคมที่ผ่านมานี้

ผู้เข้าอบรมร่วม 30 กว่าคน  แน่นเอี้ยดเต็มห้องเลย ที่โรงแรมเจริญศรีแกรนด์ (บริการประทับใจอย่างสุดซึ้ง)

ซึ้งไม่ซึ้งต้องลองแวะเวียนไปใช้บริการดู แล้วจะไม่กลับไปใช้บริการอีกเลย 555+ แย่ตั้งแต่วันแรกที่เข้าไปถึง

ไม่มีความกระหายที่จะบริการเลย น่าเสียดายจริงๆ อุส่าห์เป็นถึงโรงแรมห้าดาวระดับจังหวัดนะเนี่ย  >_<”

เข้าเรื่องดีกว่า… พี่ๆที่ร่วมสัมมนาในครั้งนี้หลายคนอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตากันดีอยู่แล้ว แต่ละคนดังๆ (จริงๆนะ)

ระดับจังหวัดและประเทศทั้งนั้น  อิอิ ทั้งพี่อ๋อย พี่ น้องและครอบครัว LNS AUTO ,  น้าแว่น (นายกอุดร) เซ่งหลีไถ่ ,

ซ้ออิมหรือพี่แครง (Imprezion) , พี่สมเกียรติ Esteem , พี่ X  289 , พี่เอ ฮาง , พี่ฝน พี่หนึ่ง ศรีไทยใหม่ , พี่คุง UE ,

พี่แตน Ultimate Desire  และอีกหลากหลายคนนะคะ แต่ละคนล้วนใจจดใจจ่อตั้งหน้าตั้งตารอวันนี้กันมานาน

อ.สรณ์ของเราก็ไม่ทำให้ผิดหวังอีกแล้วคะ สนุกตั้งแต่เริ่มยันจบ วันแรกจนวันที่สอง นั่งจ้องกันตาค้าง ปากค้าง

ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมสนุกๆ หนังมันส์ๆ เคสเจ๋งๆ ที่ไม่เคยได้เห็นที่ไหนมาก่อน แต่ละคนงัดไม้เด็ดออกมาโชว์

กันอย่างหมดเปลือก บวกกับการพรีเซนต์ที่ไม่ยอมน้อยหน้ากันเลยทีเดียว งานนี้ไอเดียกระจายเต็มห้องไปหมด

อย่าลืมเอาไปใช้เอาไปดัดแปลงกับธุรกิจของตัวเองนะคะ รับรองได้อะไรใหม่ๆที่เป็นประโยชน์แน่นอน 101%

มาดูรูปเก็บตกกันดีกว่า…

บรรยากาศในห้องดูเป็นกันเอง ทุกคนสนุกสนานในการช่วยกันคิดช่วยกันทำ

โฉมหน้าสมาชิกของแต่ละกลุ่มจ้า … เก่งๆกันทั้งนั้นเลย

อาจารย์สอนวิธีแอ๊บแบ๊วอย่างถูกวิธี (มีพรีเซนเตอร์ให้ดูด้วย อิอิ) ลองไปหัดทำกันดูนะจ๊ะ

extra – p’klang – code name A ลองดูว่า Before & After ของการแอ๊บแบ๊วเป็นยังไง ใครเนียนสุด

เจอกันใหม่ตอนหน้าจ้าา.. เรื่องอุดรไม่จบแต่ตอนเดียวหรอ คิกคิก ^____^

Categories: Gossip Anything | Tags: | 2 Comments

“4Cs” Tool by Y & R :)

March 10th, 2009

หลายคนอาจจะเคยได้ยิน เคยเห็น หรือคุ้นๆ กันมาบ้างกับคำว่า 4Cs 

แต่แน่ใจกันแล้วรึป่าวคะ ว่าที่รู้อยู่…เป็นเรื่องที่เข้าใจถูกแล้วจริงๆ

ลองมารู้จักกับเครื่องมือสุดมหัศจรรย์ที่มีชื่อว่า “4Cs” กันดีกว่าคะ 

จะได้เข้าใจตัวเอง และเข้าใจผู้บริโภคด้วยว่า เค้ากำลังคิดอะไรอยู่

 

4Cs [Cross Cultural Consumer Characterization]

 

หนึ่งในเครื่องมือทางการสื่อสารของ Y&R 

ที่ทำให้เข้าใจตัวตนและแก่นแท้ของผู้บริโภคมากขึ้น เพราะเมื่อรู้จักว่าคนที่เรากำลังจะสื่อสารด้วย มีความรู้สึก นึกคิด และคาดหวังอย่างไรในชีวิต ก็จะสามารถนำทางให้แบรนด์เข้าถึงจิตใจของพวกเขาโดยง่าย ซึ่งเป็นการเข้าถึงผู้บริโภคที่ลึกกว่าการกำหนดลักษณะทางกายภาพ 

อาทิ เพศ อายุ การศึกษา ถิ่นที่อยู่อาศัย 

อย่างที่นิยมใช้กันเป็นพื้นฐานในการทำกลยุทธ์สื่อสารทั่วๆ ไป

 

ต้นกำเนิด 4Cs 

4Cs ไม่ใช่สิ่งที่ Y&R กำหนดขึ้นมาเองอย่างไม่มีที่มาที่ไป 

หากยึดหลักการจากทฤษฎี Maslow ในเรื่องความต้องการของมนุษย์ ซึ่งไม่เพียงแต่ความต้องการพื้นฐานอย่างปัจจัย 4 แต่ยังมีความต้องการทางด้านจิตใจที่แตกต่างและซับซ้อนเป็นลำดับขั้นขึ้นไปอีก

 

 

ทาง Y&R ได้ทำการศึกษามาแล้วว่า มนุษย์บนโลกนี้

สามารถแบ่งออกได้เป็น 7 ลักษณะ จึงได้เรียกว่า Cross Cultural Consumer Characterization เพราะลักษณะทั้ง 7 แบบนี้ สามารถนำไปวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายได้ ไม่ว่าจะเป็นชนชาติไหน อายุ เพศ การศึกษา ระดับรายได้ หรือศาสนาใดก็ตาม 

 

 

7 ตัวตน 7 คุณค่า 7 ลักษณะบุคคล

 

1. Resigned ไม่ใช่วัยเกษียณ แต่เป็นคนที่รักสบาย  

ฟังชื่อแล้วคงคิดว่า กลุ่มนี้คนวัยย่างเข้าเลข 5 เลข 6 คงมายืนออรอเป็นสมาชิกกันเพียบ แต่จริงๆ แล้ว ไม่เกี่ยวกับอายุสักเท่าไร 

แม้ว่ากลุ่มผู้สูงวัยมีแนวโน้มจะเป็นคนลักษณะนี้กันมาก 

เพราะเป็นวัยที่ผ่านโลกมาเยอะแล้ว ไม่ต้องการขวนขวายอะไรอีก แต่คนอายุน้อยๆ ที่เป็นเด็กเกิดมาในกองเงินกองทอง พ่อแม่พี่น้องประคบประหงมเป็นไข่ในหิน จนไม่คิดอยากจะกระตือรือร้นทำอะไร ก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ได้ 

 

ชาว Resigned ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ไม่ชอบการแข่งขัน พอใจกับสิ่งที่เคยชิน และติดอยู่ในกรอบเดิมๆ ที่คุ้นเคยและมั่นใจว่าเหมาะกับตัวเองแล้ว

การเสนอสินค้าใหม่มากๆ กับคนกลุ่มนี้ จึงค่อนข้างยาก เพราะไม่มีธรรมชาติชอบลองของแปลกใหม่ การเลือกใช้วิธีการ หรือบุคคลที่คุ้นเคย ก็อาจเป็นหนึ่งในวิธีสื่อสารให้หันมาสนใจได้

 

2. Struggler สู้และเสี่ยง เพื่อชีวิตที่ดีกว่า  

กลุ่มนี้ไม่ได้จำกัดแต่เฉพาะผู้ใช้แรงงานที่ชีวิตหาเช้ากินค่ำเท่านั้น แต่ข้าราชการ พนักงานออฟฟิศ หรือแม้กระทั่งนักธุรกิจหลายรายก็อาจกลายเป็นคนกลุ่ม Struggler ได้เช่นกัน หากยังรู้สึกว่า สิ่งที่ตนเองประสบอยู่ไม่ใช่ที่ต้องการ รู้สึกอึดอัด อยากหนี อยากไปให้พ้น ดิ้นรน ต่อสู้ในทุกวิถีทาง และคิดว่าโชคหรือดวงเป็นตัวนำพาไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าได้

 

สิ่งที่ช่วยเสริมพลังในการสู้ชีวิต อย่างเครื่องดื่มชูกำลังที่มาในรูปแบบต่างๆ   หรือหนทางสู่ชีวิตใหม่ที่แจ่มใสแม้จะเป็นเพียงภาพฝัน อย่างการดูหมอ ห้อยพระเครื่อง พกจตุคามรามเทพ ซื้อหวยรัฐแทงหวยล็อค การจับรางวัล ชิงโชคฯลฯ นับเป็นของโปรดของกลุ่มนี้ นอกเหนือจากการดูโทรทัศน์ ประเภทหมัดมวยพะบู้ต่อสู้เพื่อชัยชนะ รายการตลกโปกฮาขำกลิ้ง ไม่ก็รายการที่มีเรื่องราวไม่ตอกย้ำชีวิตรันทด หรือถ้าย้ำก็ต้องพลิกผันเห็นตอนจบแบบสุดแฮ้ปปี้เอ็นดิ้ง เพื่อดึงพวกเขาออกจากโลกความจริงที่แสนปวดร้าว และให้ความหวังว่าความสุขในวันหน้ายังเป็นไปได้

การยกย่อง ชื่นชม ให้เกียรติพวกเขา

จะสามารถทำให้เปิดใจสร้างสัมพันธ์กับพวกเขาได้ง่าย

 

3. Mainstreamer คนธรรมดาในโลกแห่งความจริง   

กลุ่มนี้ เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศไทย (จากผลการสำรวจและวิจัยเรื่อง 4Cs ของประชากรในประเทศไทย ที่ Y&R จัดทำขึ้นเมื่อปี 2548 มีจำนวนถึง 34%) เป็นคนรักครอบครัว ต้องการความมั่นคงในชีวิต มีบ้านก็เพื่อครอบครัวเป็นสุข ไม่ใช่เพื่อหน้าตาหรืออวดรวย ชอบอยู่กันเป็นกลุ่มก้อน กลมเกลียว ในหมู่ ญาติพี่น้องมิตรสหาย ไม่ชอบฝืนกฎเกณฑ์ทางสังคม ไม่ก้าวร้าว เพราะกลัวจะไม่ปลอดภัย กลัวความโดดเด่นกว่าคนอื่นจะทำให้พวกพ้องหมั่นไส้

พวกนี้อ่อนไหวต่อคำติฉินนินทาของคนในสังคมค่อนข้างมาก

 

ของที่ใช้ก็ต้องมีคนใช้แล้วบอกต่อ หรือเห็นคนอื่นใช้จึงจะมั่นใจ จึงชอบเลือกแบรนด์ยอดนิยมเท่านั้น สินค้าแปลกใหม่ ใช้ได้เฉพาะกลุ่ม จึงยากที่จะควักเงินจากกระเป๋ากลุ่ม Mainstreamer เพราะกลุ่มนี้ ไม่กลัวซ้ำ ไม่กลัวเสี่ยว กลัวอย่างเดียว คือกลัวแปลกกว่าชาวบ้าน

 

4. Aspirer เชิดไว้ ชูไว้ ไม่มีวันตกเทรนด์    

ถ้าใครที่รู้สึกว่า ข้าวของเครื่องใช้ ที่ดูสวยเก๋ แต่พอไม่มียี่ห้อดังแปะอยู่ ก็รู้สึกว่าไม่มั่นใจ ไม่กล้าใช้ขึ้นมาซะงั้น คุณอาจถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Aspirer ก็ได้ เพราะสมาชิกกลุ่มนี้ 

รักหน้าตาและศักดิ์ศรีของตัวเองหนียวแน่นยิ่งกว่าสิ่งใดในโลก ยอมทุ่มเทเงินทองและเวลาเพื่อซื้อความโดดเด่นในสังคม ไม่จำเป็นต้องเป็นไฮซ้อไฮโซหรือเสี่ยป๋าฐานะดี แต่เป็นได้ทุกวัยทุกฐานะ แล้วก็ทุ่มเกินกว่าหรือเท่าที่ตัวมี เพื่อความเริ่ดที่เหนือกว่าในกลุ่มคนที่ตัวเองอยู่ด้วย 

 

นอกจากข้าวของต้องดูดีแล้ว มีดีก็ต้องโชว์ กลุ่มนี้จึงชอบแสดงออก โชว์พาว(เวอร์) อวดให้รู้ว่าฉันมีดีนะยะ อะไรที่ไหนที่เก๋เดิ้น กระแสกำลังอิน พบพวกเธอพวกเขาได้ที่นั่น ในชุดเสื้อผ้าที่ล้ำนำเทรนด์ บ้านหรือคอนโดก็ต้องเก๋ๆ ตกแต่งเริ่ดๆ เพื่อนเห็นจะได้มาปาร์ตี้ดี๊ด๊า และกิ๊วก๊าวซูฮกในความล้ำเฟี้ยวเปรี้ยวปริ้ดส์เข็ดฟัน 

 

ถ้าเพื่อนเผลอหลุดว่า เข็มขัดเธอเอ้าท์แล้วนะ ระวังเถอะ พรุ่งนี้เธอจะมาพร้อม เสื้อผ้า หน้า ผม กระเป๋ารองเท้าเข็มขัด ครบเซ็ต แต่แบบว่ารูดปรื้ดส์ส์ส์จ่ายไปก่อน เดือนหน้าจนกินแกลบค่อยมาว่ากัน (ขอแกลบแบรนด์เนมด้วยนะ) ของอย่างนี้ Aspirer ยอมกันไม่ได้

 

5. Succeeder มั่นคงในใจ อำนาจในมือ  

ไม่จำเป็นต้องรวยร้อยล้านจึงจะเป็นกลุ่ม Succeeder แม่ค้าขายเสื้อผ้าตามตลาดนัด หรือคนขายปาท่องโก๋ก็เป็นได้ เพราะการประสบความสำเร็จขึ้นอยู่กับตัวเรา

ที่คิดว่ามาตรฐานของความสำเร็จอยู่ตรงไหน 

 

แน่นอนว่าผู้บริหารส่วนใหญ่จะคิดว่าตนเองอยู่ในกลุ่มนี้เมื่อได้ขึ้นมารั้งตำแหน่ง 

แต่จริงๆ แล้วลักษณะของ Succeeder อาจจะติดตัวมาตั้งแต่เด็กๆ ตอนเล่นไล่จับก็ไปกำหนดว่าคนนั้นต้องไล่ก่อน หรือเป็นคนที่ไปยืนเป็นตัวหลักเตรียมเป่ายิ้งฉุบก่อนที่เพื่อนๆ จะตกลงแบ่งฟากกันเสียอีก พอเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ก็มักจะเป็นคนตัดสินใจ เป็นคนเลือก และเลือกสิ่งที่ดีให้ตัวเองเสมอ เพราะถือว่าเป็นการตอบแทนความสำเร็จในเรื่องใดๆ ก็ตามที่ตนได้ทำไว้ ความทะเยอทะยานสู่ความก้าวหน้าก็เป็นได้มากกว่าคนอื่น เพราะรู้แก่ใจว่าเป้าหมายในชีวิตของตัวเองเป็นอย่างไร 

 

การสื่อสารถึงคนกลุ่มนี้ ถ้าทำให้พวกเขาเข้าใจว่าสิ่งที่เราจะเสนอ บ่งบอกสถานภาพ ความเชื่อมั่น การควบคุม การยอมรับ การได้รับสิทธิพิเศษ หรือความสำเร็จที่เหนือกว่า เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทุกคนจะมีกันได้ง่ายๆ ก็จะทำให้เคลิ้มและหลงในความเก่งของตัวเองได้ในระดับหนึ่งทีเดียว

 

6. Explorer ใหม่ แปลก แหวกไว้ก่อน 

ขี้เบื่อ และชอบท้าทาย คงเป็นนิยามสั้นๆ สำหรับคนกลุ่มนี้ 

ไม่จำเป็นต้องเป็นวัยรุ่น หรือขับโฟร์วีล จึงจะเป็นกลุ่ม Explorer เพราะคำนี้ ไม่ได้แปลว่ารักการผจญภัยเท่านั้น แต่คือการเสาะแสวงหาสิ่งใหม่ๆ ให้ความตื่นเต้น แปลกแหวกจากชีวิตเดิมๆ 

 

คนกลุ่มนี้จะไม่ค่อยหยุดนิ่ง คอยรับฟังข่าวสารเสมอ เพราะไม่ต้องการตามใคร อะไรมาใหม่ แม้ไม่เคยได้ยินชื่อ ก็ไม่ต้องรอให้ฮิต ไม่ต้องรอคำวิจารณ์จาก 18 สถาบัน วิ่งรี่ไปจับจองเป็นเจ้าของแต่เนิ่นๆ เสียแล้ว พอคนเริ่มใช้ ก็เบื่อพอดี เปลี่ยนไปใช้ของที่ใหม่กว่า ท้าทายกว่า

 

เพราะขี้เบื่อ และบ้าพลัง จึงอยู่กับที่ไม่ได้ การท่องเที่ยวเดินทางได้กลายมาเป็นของโปรด เพราะมีอะไรใหม่ที่ไหน Explorer จะตามไปดู! ชอบอะไรที่ท้าทาย เป็นผู้นำในอีกลักษณะ ไม่ใช่ผู้บงการ แต่นำในเรื่องใหม่ๆ ก่อนจะเป็นเทรนด์เสียอีก 

 

สินค้าใหม่ๆ ที่มีความแตกต่างอย่างโดดเด่น หรือสินค้า Gadget จะโดนกลุ่มนี้มาก เรียกว่าลองตลาดได้สบาย แม้จะไม่ได้รู้จักกว้างขวาง แต่เขาซื้อแน่ และยอมขาดทุนแม้จะรู้ว่า ของที่ออกใหม่ๆ มักจะแพง แต่ก็คุ้มค่ากับการได้ลองก่อน ถ้ารอจนติดตลาด จะไปสนุกอะไร

 

7. Reformer รักตัวเอง รักโลก รักเหตุผล   

เวลาที่บอกลักษณะของ Reformer คนอยากจะอยู่ในกลุ่มนี้กันมาก เพราะดูเป็นคนดี มีสมอง มีความเป็นตัวของตัวเองสูง แต่จริงๆ แล้วทุกกลุ่มก็มีลักษณะที่ดีและด้อยต่างกันไป

อย่าง Reformer อาจจะดูเป็นคนดีของโลก แต่บางครั้งก็ไม่เอาสังคมเหมือนกัน หากเขารู้สึกว่า สังคมนั้นฟอนเฟะ หรืออาจทำอะไรขวางๆ ถ้าเขารู้ว่า กระแสที่คนฮิต เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง หรือกำลังทำให้โลกและสภาพแวดล้อมแย่

 

เป็นคนมั่นใจในตนเอง จึงยึดมั่นกับเหตุผลของตนเองเป็นหลัก

อาจยอมเสียเวลาเป็นอาทิตย์ๆ เพื่อเปรียบเทียบราคาและสิ่งที่ได้จากสินค้าต่างยี่ห้อ ก่อนตัดสินใจซื้อ ไม่สนใจว่าจะต้องเป็นสินค้ามียี่ห้อหรือราคาแพง หากตัวเองพิจารณาและพบว่า มันใช้ได้ หรือมันดูดี เขาจะตัดสินใจเอง โดยที่อิทธิพลของคนอื่นหรือสิ่งแวดล้อมจะเบี่ยงเบนเขายาก เนื้อหาสาระที่จะสร้างศรัทธาให้คนกลุ่มนี้จึงสำคัญ

 

พวก Reformer จะไม่สนใจเทรนด์ และเข้มแข็งต่อแรงวิจารณ์ สินค้าที่เป็น niche market จึงมีโอกาสของเข้าถึง reformer ได้ง่ายกว่ากลุ่มอื่น เพียงแต่ต้องโน้มน้าวให้คนกลุ่มนี้เชื่อข้อมูลที่คุณมีเท่านั้น 

 

มีแค่ 7 แบบ แต่ยังแอบแตกต่าง

หลายคนอาจจะคิดว่า ถ้ามีแค่ 7 ลักษณะ แล้วทำไมคนเราจึงดูแตกต่างหลากหลายเหลือเกิน นั่นเป็นเพราะ ไม่ใช่แค่ลักษณะเด่นของแต่ละคนที่บอกว่ามีตัวตนอย่างไรเท่านั้น แต่ลักษณะรอง ซึ่งเป็นลักษณะแบบอื่นๆ ที่เข้ามาผสมผสานเป็นเงาของบุคคลนั้นๆ จะเข้ามาเสริมให้แต่ละคนมีความแตกต่าง 

 

รู้ได้อย่างไรว่า เราเป็นคนแบบไหนใน 4Cs ??

การศึกษาว่าผู้บริโภคเป็นลักษณะใดใน 4Cs ไม่ได้เกิดจากการเดาสุ่ม หรือตีขลุมว่าคนคนนั้นต้องเป็นแบบนี้ แต่ทาง Y&R มีช่องทางที่สามารถวัดตัวตนของผู้บริโภคได้จากคำถาม 41 ข้อ ซึ่งใช้กันทั่วโลก พร้อมวิธีการคำนวณและตีความจากคำตอบ อันเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของ Y&R ที่ทำให้ได้ผลออกมาในทางสถิติว่า ผู้ที่ตอบแบบสอบถาม มีลักษณะหลักเป็นแบบใด ลักษณะรองเป็นแบบใด

โดยนำผลที่ได้ มาดูคุณค่า และลักษณะเด่น ก่อนนำมาใช้ในการกำหนดกลุ่มเป้าหมายเพื่อการสื่อสารของสินค้าแต่ละแบรนด์ต่อไป

 

อยากรู้จักตัวตนของคุณมากขึ้น แวะเข้าไปตอบคำถามทั้ง 41 ข้อ และผลวิเคราะห์คำตอบได้จากเว็บไซต์ http://www.4cs.yr.com ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องแปลคำถามภาษาต่างชาติแล้วไม่เข้าใจ ทาง Y&R ประเทศไทยจัดทำแบบสอบถามภาษาไทยไว้ให้คุณรู้จักตัวคุณเองได้ง่ายขึ้นแล้ว บางที คุณอาจจะพบว่า ที่บางครั้งยังไม่เข้าใจตัวเอง หรือไม่รู้ว่าตัวเองทำไมชอบแบบนั้น ไม่ชอบแบบนี้ นั่นอาจจะมาจากคุณค่าที่มากับลักษณะ 1 ใน 7 ของคนแบบ 4Cs ก็ได้ 

อย่าลืมไปลองเล่นกันดูนะคะ จะได้รู้ว่าคุณเป็นคนประเภทไหนคะ :)

**ขอขอบคุณเรื่องราวดีๆ จาก   นะคะ**

ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจเพิ่มเติมของ  ได้ที่ >>>>>   http://www.yr.co.th/

Categories: Articles Anything | Tags: | 2 Comments

Brand Academy # 6 @ Chonburi

March 5th, 2009

ไปทะเลกันดีกว่าาา…. ลมสบายๆ…. แดดอุ่นๆ ใช่แล้วคะ ตอนนี้อยู่ที่พัทยา จ.ชลบุรีคะ

กับ Brand Academy # 6 ณ โรงแรม Best Western Bella Villa Cabana คะ

โรงแรมน่ารักดี มีสระว่ายน้ำอยู่ตรงกลาง ห้องกว้างขวาง สบายดีคะ

(แล้วจะเอารูปมาให้ดูเพิ่มเติมนะคะ)

มาถึงพัทยาแต่เช้ามาเตรียมพร้อมสำหรับการสอนวันที่ 5-6 มีนาคมคะ

ลองดูบรรยากาศโดยรวมของการสัมมนาในครั้งนี้กันดีกว่าคะ

มาดูบรรยากาศในห้องสัมมนากันดีกว่า ว่าตั้งใจเรียนกันแค่ไหน…

พักผ่อนกันตามอัธยาศัยตอนเบรก 15 นาที 

หวังว่าวันนี้พี่ๆคงได้ความรู้ไปกันอย่างเต็มอิ่ม อย่าลืมเอาไปใช้ด้วยนะคะ ^____^

Categories: Gallery Anything | Tags: | 2 Comments

บรรยากาศ K-SME # 8 @ กรุงเทพฯ จ้าาา ^___^

March 5th, 2009

Categories: Gallery Anything | Tags: | 1 Comment

อุดร “บุก” กรุง!!!

March 5th, 2009

สวัสดีตอนเที่ยงวันนะคะ

ทานข้าวกันรึยังเอ่ย?? อย่าลืมทานกันเยอะๆนะคะ จะได้มีแรงเยอะๆ ไปผจญกับสิ่งต่างๆในภายภาคหน้า

มื้อนี้ขอนำเสนอข้าวกล้องงอก ของคนไทย โดยคนไทย เพื่อคนไทยนะคะ (ขอค่าโปรโมทด้วยคะ อิอิ) :P

ใครที่สนใจว่าทำไมต้องข้าวกล้องงอก และ ข้าวกล้องงอกคืออะไรลองแวะเวียนไปอ่านได้ตามลิ้งค์นี้นะคะ


 
 
 

จะได้รู้ว่าข้าวกล้องงอกมีดีอะไร ทำไมอยู่ๆก็ดังขึ้นมาได้ ขอขอบคุณเรื่องดีๆโดยแฟนพันธ์แท้ของเว็บ Code Name A นะคะ 

————————————————————————————————————————–

มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าว่า…ทำไม อุดร “บุก” 

เมื่อวันจันทร์ช่วงบ่าย นายกสมาคม Dharmaciation (น้าแว่น) ได้เดินทางมาเยือนกรุง พร้อมด้วยซ้ออิม (พี่แครง Imprezion)

ลงเครื่องปุ๊บ…เธอมาพร้อมกับลอดช่องกล่องโต หนัก 4 กิโล ไม่รวมน้ำแข็งที่ละลายเป็นน้ำอีก งานนี้เพื่อพี่ๆน้องๆ K-SME ทุกคน

แหม…เสียดายจัง (ร้องให้เป็นเพลงด้วยนะ) ยังไม่ได้กินเลย ส่งมาให้ใหม่ด้วยนะคะ (ล้อเล่น..แต่คิดจริงจัง) มาถึงก็รีบไปจัดการ

ภาระกิจส่วนตัว กว่าจะเสร็จก็ช่วงเย็น พาเข้าพักโรงแรมสุดเก๋ นามว่า All Seasons Hotel Sathorn สวยมากๆ เก๋สุดไปเลยจ้าาา

ไม่เชื่อลองแว็บไปเบิ่งดูได้ http://www.allseasons-sathorn.com   บริการดี และราคายังดีอีกด้วย ใครมีโอกาสลองแวะไปได้นะ

check in เสร็จเรียบร้อยพา 2 สาวไปดินเนอร์ต่อที่ร้าน Secret Garden & Sweet Cafe อาหารอร่อยม๊ากมาก เค้กก็สุดยอดของโลก

บรรยากาศก็ดี๊ดี สั่งกันอย่างลืมตัวเลย กินกันจนอิ่มท้องกางเลย อิอิ ลองแวะไปดูรีวิวของร้านได้ ที่นี่ Secret Garden & Sweet Cafe

อิ่มแล้วก็แวะไปซ่าส์กันต่อที่ธนาคารกสิกรไทยสำนักงานใหญ่ แวะเวียนไปเยี่ยมพี่ไช้ พี่เก่ง พี่แมน และเจอกับอ.สรณ์ ที่วันนี้

มีสอน K-SME รุ่น 8 เลย อยู่กันจนเลิก 3 ทุ่มกว่า และกลับไปนั่งคุยกันต่อที่ lobby bar ของโรงแรม พี่เก่งสุดหล่อตามมาด้วย

แต่ที่ต้องมอบโล่ให้คือ พี่ไช้ นักร้องหนุ่มเสียงดีของ K-Bank ที่อุส่าห์ขับรถตามมาตอนดึ๊กดึก ดึกมากๆนะ หลังจากตีแบดเสร็จ

กว่าจะแยกย้ายกันกลับบ้านก็เที่ยงคืนกว่าละ แทบสลบ แต่ก็มีความสุขมากๆ เม้าส์กันมันจริงๆ ฮาฮาฮา

(พี่เก่ง พี่ไช้ ใครหล่อกว่ากันเนี่ย??)

 

พออีกวันก็มารับ 2 สาวไปสนามบิน ว๊าาาาา…เสียดายมาก็เร็ว กลับก็เร็ว ไม่ไหวๆ คราวหน้าขอนานๆกว่านี้หน่อยนะจ๊ะ คิดถึงๆ

 

แล้วพบกับเรื่องอัพเดทใหม่ๆสนุกๆ ได้อีก ที่นี่ ที่เดียวเท่านั้นนะจ๊ะ

จีจี้ ^___^

Categories: Gossip Anything | Tags: | 2 Comments

“ทำไม๊…ทำไม…ต้องสร้างแบรนด์กันด้วย!!”

March 5th, 2009

ช่วงนี้หลายๆคนอาจจะคิดว่าทำไม ใคร..ใคร ก็พูดถึงกันแต่เรื่องแบรนด์ หรือว่าตอนนี้เป็นช่วง แบรนด์ฟีเว่อร์ แต่จะว่าไปก็ไม่น่าใช่…

อาจจะเป็นเพราะภาวะช่วงนี้ เศรษฐกิจแบบนี้ เลยทำให้ผู้ประกอบการเกิดการตื่นตัวมากยิ่งขึ้น เพื่อที่ว่าธุรกิจจะได้เดินต่อไปได้ไม่สะดุด

ผู้ประกอบการหลายๆคนอาจจะคิดว่า… ธุรกิจของฉันเปิดมาก็ตั้งนานแล้ว…ไม่เห็นจำเป็นต้องมีแบรนด์ก็อยู่ได้ ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย…

ลองหยุดซักคิดซักนิดนึงนะคะ หันมาคิดทบทวน แล้วลองตรวจดูอาการของธุรกิจตัวเองกันบ้าง แล้วจะรู้ว่าทำไมถึงต้องสร้างแบรนด์!!!

 

 

“ทำไมต้องสร้างแบรนด์ โดย อ.สรณ์ จงศรีจันทร์

การสร้างแบรนด์ ถือเป็นความจำเป็นที่ผู้ประกอบการ SMEs ในยุคของโลกแห่งการแข่งขันจำเป็นจะต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากแบรนด์จัดเป็นอาวุธชิ้นสำคัญที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและ ยอดขาย  ซึ่งนั่นก็หมายความว่าผลกำไรและความมั่นคงทางธุรกิจก็จะตามมา ถึงแม้ว่าเรื่องของการสร้างแบรนด์จะเป็นเรื่องที่นักการตลาดกล่าวถึงและอธิบายกันมาเป็นเวลานาน แต่ก็ยังมีผู้ประกอบการ SMEs จำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ทราบถึงความสำคัญของการสร้างแบรนด์ วิธีการสร้างแบรนด์อย่างแท้จริง

 

ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจในเรื่องของแบรนด์อีกครั้งหนึ่ง คุณสรณ์ จงศรีจันทร์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Brand และที่ปรึกษาโครงการ K-SME Care  จึงได้อธิบายถึงความสำคัญของการสร้างแบรนด์ วิธีการสร้างแบรนด์ พร้อมกรณีตัวอย่าง SMEs ที่ประสบความสำเร็จจากการสร้างแบรนด์ว่า ก่อนที่จะกล่าวถึงความสำคัญของการสร้างแบรนด์ ผู้ประกอบการ SMEs จะต้องเข้าใจในความหมายของคำว่าแบรนด์เสียก่อน

 

ผู้ประกอบการ SMEs โดยส่วนใหญ่มีความเข้าใจว่า แบรนด์ คือ การมีชื่อเพราะๆ มีโลโก้สวยๆ แค่นั้น ซึ่งแท้ที่จริงแล้วสิ่งที่ผู้ประกอบการเข้าใจเรียกว่า เครื่องหมายการค้า ซึ่งเครื่องหมายการค้ากับแบรนด์นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง 

 

แบรนด์ คือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นองค์ประกอบสำคัญอันทำให้สินค้ามีตัวตนขึ้นมา เช่น น้ำหนึ่งขวดก็จะประกอบด้วยยี่ห้อ แพ็กเก็คจิ้ง สโลแกน สีสันต่างๆ กลิ่นซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ 

 

เพราะฉะนั้นแบรนด์ คือทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัว โดยเฉพาะในรอบตัวของธุรกิจที่ผู้บริโภคจะตัดสินใจยอมเสียเงินมาซื้อ เพื่อได้ประสบการณ์นั้นๆ 

 

หากพูดถึงประสบการณ์ ถ้าจำได้ก็จะมีตัวอย่างของการทำลายแบรนด์ให้ได้เห็นอย่างชัดเจนนั่นคือ รถญี่ปุ่นยี่ห้อหนึ่งที่มีผู้หญิงเอาฆ้อนทุบกระจกแตก การกระทำแบบนั้นเป็นการทำลายแบรนด์ ดังนั้นแบรนด์จึงใหญ่กว่าโลโก้และชื่อเพราะๆ แต่มันเป็นองค์ประกอบที่ทำให้เกิดความรู้สึก ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆในธุรกิจ เพราะแบรนด์เป็นตัวสร้างประสบการณ์  

 

ทำไมผู้บริโภคถึงติดยี่ห้อนั้นมากกว่ายี่ห้อนี้ 

 

ทำไมต้องดื่มน้ำอัดลมแบรนด์หนึ่งมากกว่าอีกแบรนด์หนึ่ง  

 

สุดท้ายแล้วก็กลับมาที่ประสบการณ์ ซึ่งเป็นบันไดขั้นสุดท้ายที่ผู้บริโภคจะได้ และนี่คือสิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการ SMEs มองข้าม

 

ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักมองเพียงแค่ว่าสินค้าของตนดีมีคุณภาพ ราคาถูก จึงไม่สนใจเรื่องการมีแบรนด์เพราะคนต้องมาซื้อ แต่พวกเขาลืมไปว่ากระบวนการสร้างแบรนด์นั้นมีหลายขั้นตอน ซึ่งขั้นตอนทั้งหลายเหล่านั้นเป็นที่มาของประสบการณ์ที่ผู้บริโภคอยากได้จากสินค้าของผู้ประกอบการ เช่น หากผู้ประกอบการทำธุรกิจสปาและมีพนักงานนวดที่เก่งมาก แต่พอเข้าไปในร้าน ร้านกลับไม่สะอาด อุปกรณ์ไม่น่าใช้ ซึ่งตรงนี้คือสิ่งที่ผู้ประกอบการมักจะมองข้ามเพราะคิดว่า ตนมีของดีผูกหางสุนัขขายได้ ความคิดเหล่านั้นเป็นความคิดตั้งแต่สมัยการค้าแบบเรือสำเภา แต่วันนี้มันไม่ใช่แล้ว

 

การสร้างแบรนด์ในวันนี้จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ P 2 P ชัดเจนขึ้นนั่นคือ Positioning กับ Personality  ซึ่งทั้ง 2 P นี้แบรนด์จะเป็นตัวกำหนด เช่น หากพูดถึงรถยนต์มินิ Positioning คือ รถเล็กจากค่ายยุโรปที่มีสีสันจัดจ้าน แปลกแหวกแนวที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร ให้ความปราดเปรียว Personality คือ  เปรี้ยว เท่ เก๋ ทำไมคนไม่ซื้อรถยนต์ยี่ห้ออื่นขับ ทั้งๆ ที่ก็มี 4 ล้อเหมือนกัน อีกทั้งราคายังถูกกว่า  ซึ่งแต่ละแบรนด์จะต้องมี P 2 ตัวประกอบอยู่ด้วย 

 

เพื่อก่อให้เกิดความแตกต่างกันระหว่างสินค้าของเราและสินค้าของคู่แข่ง การใช้กลยุทธศาสตร์ด้านการตลาดแบบเดิม 4 P : Product Price Place Promotion คงไม่เพียงพอ เพราะการค้าในโลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว 

 

ดังนั้นแบรนด์คือสิ่งที่แยกแยะสินค้าที่เหมือนกันออกจากกัน 

 

คำถามประการต่อมาที่ว่า แล้วทำไม SMEs ต้องสร้างแบรนด์ คำตอบง่ายนิดเดียว หลายคนบอกว่ายอดขายของตนเองดี เมื่อถามกลับไปว่าดีขนาดไหน เขาก็บอกว่าเดือนละล้านบาท แล้วคุณเคยคิดบ้างไหมว่าถ้าคุณสร้างแบรนด์ เดือนหนึ่งคุณสามารถทำยอดขายได้ถึง 4 ล้านบาท ดังนั้นเหตุผลที่ผู้ประกอบการ SMEs ต้องสร้างแบรนด์คือ แบรนด์สามารถผลักราคาที่เคยขายอยู่ให้สูงขึ้น รวมทั้งจะทำให้สินค้าธรรมดากลายเป็นสินค้าที่มีความแตกต่างจากคู่แข่ง 

 

จากการสำรวจตลาดพบว่า สินค้ากว่า 90% ของ SMEs เป็นสินค้าที่ไม่มีความแตกต่าง ส่งผลให้ผู้ประกอบการ SMEs ไม่สามารถขายสินค้าของตนได้  

 

เมื่อผู้ประกอบการ SMEs มีความคิดที่จะสร้างแบรนด์ ปัญหาประการต่อมาที่ผู้ประกอบการมีความกังวลก็คือ เรื่องของงบประมาณในการสร้างแบรนด์ 

 

ผู้ประกอบการโดยส่วนใหญ่มักคิดว่าการสร้างแบรนด์ต้องว่าจ้างบริษัทเอเยนต์ซี่ที่มีความเชี่ยวชาญและใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้เงินถึงขนาดนั้นก็สามารถสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักได้ ดังกรณีตัวอย่างของลูกค้าธนาคารกสิกรรายหนึ่งที่หมดเงินไปกว่า 20 ล้านในการจ้างเอเยนต์ซี่เพื่อการสร้างแบรนด์ ซึ่งก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร หลังจากนั้นลูกค้ารายนี้ได้มีโอกาสมาเข้าโครงการ K SMEs Care และเข้าอบรมคอร์ส Brand Academy กับธนาคารกสิกรไทยก็ได้แนวทางในการสร้างแบรนด์ด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำลง

 

สำหรับตัว SMEs แล้วจะให้ลงทุนเป็นหลักล้านหรือสิบล้านคงเป็นไปได้ยาก ดังนั้นคุณต้องเริ่มที่การสร้างตัวตนของสินค้าให้ชัดเจนและโดดเด่นเสียก่อน ซึ่งก็เปรียบได้กับดอกไม้ที่สวยงามก็จะมีผึ้งและแมลงบินเข้ามาตอมดอกไม้ของคุณ ดังเช่นตัวอย่างของแบรนด์เสื้อยืดแบรนด์หนึ่ง ซึ่งเป็นสินค้าที่มีมากว่า 50 ปี โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าตามต่างจังหวัด ตลาดหลักก็อยู่ที่ต่างจังหวัด ประสบการณ์ของผู้บริโภคที่รับรู้คือ สินค้ามีคุณภาพ แต่ไม่ชวนซื้อ 

 

แต่มาวันนี้หลังจากที่มีการปรับปรุงแบรนด์ขึ้นมาใหม่ ด้วยการลงทุนไม่มากเท่าไหร่กับการปรับเปลี่ยนแพ็คเก็จจิ้ง ป้ายยี่ห้อ ซึ่งเป็นเงินจำนวนไม่มาก หากเทียบกับการทำโฆษณา ในขณะเดียวกันก็ยังใช้วัตถุดิบ เทคโนโลยีการผลิต และโรงงานเดิม แบรนด์เสื้อยืดแบรนด์นี้ก็สามารถทำตลาดได้กว้างขึ้น ณ วันนี้ มีจำหน่ายอยู่ทั่วประเทศไม่ว่าจะเป็น ท็อปซูปเปอร์มาเก็ต คาร์ฟูร์ บิ๊กซี และกำลังจะขยายสู่เทสโก้โลตัส โดยการที่แบรนด์นี้มีตลาดที่กว้างขึ้นได้นั้น เขาไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณาเลย เนื่องจากสินค้าเขามีความโดดเด่นและดีอยู่แล้ว จะทำก็เพียงแค่ปรับปรุงในเรื่องของรูปแบบเท่านั้น และนั่นคือ Positioning และ Personality ที่ชัดเจนขึ้น

 

จากกรณีนี้ ย่อมเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าการสร้างแบรนด์มีความสำคัญมากเพียงใด โดยที่ไม่ต้องกังวลถึงเรื่องงบประมาณ ดังนั้นสิ่งที่อยากจะแนะนำผู้ประกอบการ SMEs ก็คือ ผู้ประกอบการจะต้องให้ความสำคัญกับตัวตนและจิตวิญญาณของสินค้า หลายคนอาจจะมองข้ามว่าสินค้าของตนดีแล้วก็ไม่สนใจเพราะคิดว่าขายได้ เพราะธุรกิจแข่งขันกันหนักขึ้น ไม่มีใครครอบคลุมและครองตลาดได้คนเดียว การค้าเสรีที่เปิดกว้างขึ้น ทำให้ต้องเข้าใจถึงการแข่งขัน ดังนั้นถ้าไม่สร้างตัวตนและจิตวิญญาณ สินค้าก็จะโดนกลืนหายไปในที่สุด “ใครก็แล้วแต่ที่ไม่มีแบรนด์ คนๆ นั้นจะจมน้ำ และถ้าใครมีแบรนด์เขาจะลอยให้เห็น” โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจอย่างในปัจจุบัน

Categories: Articles Anything | Tags: | No Comments