A MIRACLE OF NUMBER (part 2)
February 8th, 2009
มหัศจรรย์บนตัวเลข (ตอนที่ 2)
A MIRACLE OF NUMBER
โดย อ. สรณ์ จงศรีจันทร์
อิทธิพลของตัวเลขต่อความรู้สึกของผู้บริโภค
ตัวเลขมีอิทธิพลต่อเราทุกคนตั้งแต่กำเนิด คุณพ่อคุณแม่ของเราพยายามอยากได้วันเวลาที่ดีเพื่อให้เราเกิดมาดูโลก เพื่อให้เราได้ประสบความสำเร็จ โชคดี เจริญรุ่งเรืองไปตลอดชีวิต บางคนเกิดในเวลาที่ดี วันที่ดี และปีที่ดี เปรียบเสมือนมีแรงบรรดาลใจในการดำรงค์ชีวิตที่เต็มไปด้วยความหวัง แปลกแต่ก็จริง ที่ผู้บริโภคทั่วไปก็จะมีความรู้สึกและประสบการณ์ที่ดีหรือไม่ดีต่อสินค้าหรือบริการที่เขาเผชิญอยู่บนพื้นฐานของการดำรงค์ชีวิต
ตัวเลขให้ความสุขและความหวังกับผู้บริโภค
ทุกๆสินค้าหรือบริการในโลกล้วนแล้วแต่ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นมาเพื่อสร้างความสุขและความหวังแก่ผู้บริโภค มีเพียงไม่กี่สินค้าหรือบริการที่อาจจะสวนทางแนวความคิดนี้ เช่น โรงศพ พวงหรีด ดอกไม้จัน เป็นต้น
ความสุขและความหวังที่เกิดขึ้นบนตัวเลขจะเห็นได้จากแทบทุกอุตสาหกรรมโดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเรือนร่าง รูปร่างหน้าตา ความสวยความงาม สินค้าบำรุงความงามในปัจจุบันต่างใช้ตัวเลขเข้ามาจับความต้องการและความรู้สึกของผู้บริโภค ดังตัวอย่างเช่น “คุณจะดูอ่อนวัยเหมือนสาวอายุ 20 หลังการใช้ต่อเนื่องเพียงแค่ 14 วัน” ตัวเลข 20 มีความหมายสำคัญมากสำหรับผู้หญิงกลางคนที่ใบหน้าอาจดูเหี่ยวย่นไปบ้าง และไม่เต่งตึงเท่าที่ควร ตัวเลข 20 ที่ใช้ในการสื่อสารช่างมีความหมายในตัวเองชัดเจนเหลือเกิน เพราะสาวใดที่มีอายุประมาณ 20 ปี ก็คือสาวที่น่าจะดูสดใสในรูปร่างหน้าตา ผิวพรรณ อะไรทำนองนี้ ตลอดถึงบุคคลิกที่กระชุ่มกระชวย ปราดเปรียว ว่องไว ใครๆก็อยากจะเป็นคนอายุประมาณนี้กันทั้งนั้น
ในขณะเดียวกัน ความหวังที่ผู้หญิงวัยกลางคนจะสามารถสัมผัสได้กับการย้อนเวลากลับไปเป็นเด็กสาวรุ่นวัย 20 ปี ก็ไม่น่าจะยากจนเกินไป หรือไม่นานจนเกินรอ เพราะความอ่อนวัยจะกลับไปสู่เด็กสาววัย 20 ปีนั้น ใช้เวลาเพียงแค่ 14 วันเท่านั้นเอง เชื่อหรือไม่ก็เป็นอีกประเด็น แต่ประเด็นที่น่าสนใจ คือกลับไปสู่วัยสาว 20 ปี ในแค่เวลา 14 วันเท่านั้น
ผู้บริโภคทุกคนไม่ว่าจะรวยจะจนล้วนแต่ต้องการไขว่คว้าหาความสุขกันทั้งนั้น และความสุขก็ย่อมจะเกิดจากความหวัง ถึงแม้ว่าจะลมๆแล้งๆก็ตาม ในอดีตเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา คนในระดับฐานะปานกลางซึ่งอาจจะลงไปล่างได้อีกซักนิดนึงก็มีความหวังขึ้นมาทันทีในการเดินทางโดยสายการบินที่รู้จักกันในนามของสายการบินต้นทุนต่ำ สมัยหนึ่งการเดินทางไป-กลับจากกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ มีราคาค่าตั๋วโดยสารจากสายการบินแห่งชาติประมาณ 4-5 พันบาท แต่อยู่ดีๆวันดีคืนดี ผู้โดยสารก็สามารถเดินทางไป-กลับกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ด้วยค่าตั๋วโดยสารที่ลงโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์เริ่มต้นที่ 99 บาท (เที่ยวเดียว) ภายใต้เงื่อนไขบางอย่างที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่สามารถรับได้ และตัวเลข 99 บาทนี้เอง ที่ทำให้ความหวังของผู้บริโภคในหลายจังหวัดทั่วประเทศโดยเฉพาะกรุงเทพฯสามารถบินไปชื่นชมและเป็นบุญตาของความอลังการและความงดงามของมหกรรมพืชสวนโลกที่จัดขึ้นในจังหวังเชียงใหม่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ตัวเลขไม่เพียงให้ความหวังกับผู้บริโภค แต่ทำให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคมมากยิ่งขึ้น และท้ายสุดนำไปถึงการแข่งขันที่ทำให้คู่แข่งต้องปรับกลยุทธ์ทุกรูปแบบเพื่อสามารถรักษาส่วนแบ่งการตลาดของตัวเองเอาไว้ด้วย นี่คือเหตุผลหนึ่งที่สายการบินแห่งชาติของเราจำเป็นต้องสร้างแบรนด์สินค้าอีกตัวนึงขึ้นมาในแนวคิดของสายการบินต้นทุนต่ำออกมาสู้ เพราะรู้ว่าตัวเลขของคู่แข่งที่เป็นสายการบินต้นทุนต่ำเจ้าแรกทำให้ผู้บริโภคไม่อาจจะปฏิเสธได้ในการเสาะแสวงหาความสุขใส่ตัวในรูปแบบของการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อเปิดหูเปิดตาของตัวเองให้มากขึ้น ไม่เพียงแต่ 99 บาทจากกรุงเทพไปภาคเหนือ ภาคอีสาน หรือภาคใต้ แต่ปัจจุบันตัวเลขที่แสนยั่วใจยังนำพาผู้บริโภคคนไทยให้ไปไกลถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ปีนัง กัมพูชา โคตาคินนาบาลู หรือมาเก๊าเป็นต้น
เมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ได้มีโอกาสเห็นโฆษณาของสายการบินนี้อีกในหน้าหนังสือพิมหัวสีฉบับหนึ่ง แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า เขาให้ความหวังกับผู้บริโภคโดยเสนอราคาเริ่มต้นที่ 9 บาท!!ในงาน THAI AIRASIA TRAVEL FAIR ตัวเลข 9 บาทนี้แสนจะมหัศจรรย์เพราะยังถูกกว่าการเดินทางโดยรถไฟฟ้า BTS 1 สถานีที่มีราคา 10 บาท ในระยะทางแค่ประมาณครึ่งกิโลเมตรและอยู่ในกรุงเทพฯเท่านั้น
ตัวเลขทำให้สังคมเป็นอยู่ดีขึ้น
ถ้าสังเกตป้ายตามท้องถนนไม่ว่าจะในกรุงเทพฯหรือในต่างจังหวัด เราต่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่โดนตัวเลขมาขัดใจหรือกีดขวามความสุขในบางโอกาส แต่ตัวเลขเหล่านี้ที่ทำให้ชีวิตของคนส่วนใหญ่ในสังคมมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นและมีวินัยกันมากขึ้นด้วย เช่น ห้ามขับเกิน 120 กม./ชม. บนถนนมอเตอร์เวย์ หรือ ห้ามเกิน 60 กม./ชม. ในเขตตัวเมือง ตลอดจนป้ายห้ามจอดในหลายๆถนนที่บอกถึงการห้ามจอดตั้งแต่เวลา 06:00-20:00 น. เพื่อให้สังคมและชุมชนแต่ละแห่งดีขึ้นมาอีกซักหน่อย คิดแล้วก็ตลกดีที่เราทุกคนก็ต่างเคารพในตัวเลขเหล่านี้และอย่าไปสนใจคนบางกลุ่มที่ยังคงละเมิดในตัวเลขเหล่านี้อยู่
สังคมที่ดีไม่ได้มาจากวินัยการจราจรเพียงอย่างเดียว ผู้บริโภครู้สึกดีที่หลายๆสินค้ามีการโฆษณาหรือแจงบนฉลากสินค้าของตัวเองว่า “วัตถุดิบที่ใช้ในสินค้าตัวนี้ทำมาจากวัตถุดิบที่ถูกนำมารีไซเคิล 100%” หรือ “สินค้าตัวนี้ทำมาจากส่วนผสมของพืช 100% และไม่มีการนำสัตว์มาเป็นตัวทดลองในการผลิต” หรือ “สินค้าตัวนี้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปลอดมลพิษ 100%” ดังนั้นคำว่า 100% จากผู้ผลิตสินค้าเหล่านั้นหมายถึงเจตนารมณ์ ความมุ่งมั่น และความรับผิดชอบต่อสังคม ที่ผู้บริโภครู้สึกได้จากสินค้าหรือบริการ ที่ย่อมนำไปสู่ความจงรักภักดี การบอกต่อ การใช้ซ้ำในหลักทฤษฏีขั้นพื้นฐานในการสร้างแบรนด์นั่นเอง ผู้ผลิตบางรายมีแต่ความเชื่อในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆที่เรียกว่า “นวัตกรรม” ใหม่ๆออกสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และนี่เป็นสิ่งที่ดีแต่คงต้องคำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมไว้ด้วย โดยเฉพาะความรู้สึกดีๆที่ผู้บริโภคจะตอบสนองกลับมาที่สินค้าหรือบริการในที่สุด
![]()
ตัวเลขใช่ว่าจะมีอิทธิพลต่อผู้บริโภคเสมอไป
แบรนด์ที่ดีย่อมไม่สะทกสะท้านต่อการแข่งขันและย่อมไม่กลัวต่อตัวเลขที่คู่แข่งจะนำออกมาเล่นในรูปแบบของ การลด แลก แจก แถม ราคาไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของกลยุทธ์ทางการตลาดเสมอไป ตราบใดที่แบรนด์ๆนั้นมีภูมิคุ้มกันที่ดี เคยสังเกตไหมว่าเมื่อเราจะแวะเข้าไปเติมน้ำมันเมื่อไฟเตือนกำลังบอกว่าน้ำมันในถังใกล้หมดเต็มทีแล้ว บนถนนบางสายจะมีปั๊มน้ำมันหลายยี่ห้อที่อยู่เรียงรายกันเต็มไปหมด ห่างกันก็ไม่เกินห้าร้อยเมตร ก็มีให้เห็นอยู่ถมไป หน้าปั๊มจะมีตัวเลขของราคาน้ำมันที่แสดงอย่างชัดเจนตามกฏหมาย หลายแบรนด์มีราคาแพงกว่าบางแบรนด์ แต่ถึงอย่างไร ผู้บริโภคก็จะแวะเข้าไปเติมในปั๊มที่มีตัวเลขบนป้ายที่แพงกว่าอยู่ดี เพราะผู้บริโภคจะได้ความเชื่อมั่น ความคุ้นเคย ความสะดวกสบาย ความเป็นมิตรไมตรีในด้ายการบริการ ห้องน้ำที่สะอาดกว่า ร้านสะดวกซื้อที่มีสินค้าหลากหลายจัดเป็นระเบียบ ที่โดยรวมๆเรียกว่า “ประสบการณ์แบบครบวงจร” ที่คู่แข่ง บนถนนเส้นเดียวกันอาจมีไม่ครบ ดังนั้นตัวเลขที่แสดงค่าถึงความถูกในตัวสินค้าอย่างน้ำมันก็ไม่มีความหมายเพราะผู้บริโภคยังต้องการประสบการณ์อื่นๆมาทดแทน
ประสบการณ์เหล่านั้นคืออะไร??
ในอีกด้านที่ไม่ใช่ตัวเลขบนราคา ยังมีตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับจำนวนสาขา เช่นสถานีบริการนี้มีสาขากว่า 1500 แห่ง ที่แสดงถึงความเป็นเจ้าตลาดที่ครอบครองส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุด และผู้บริโภคจะได้ประสบการณ์ของความสะดวกสบาย ในการเข้าถึงพร้อมกับคุณภาพมาตรฐานของประสบการณ์ที่สามารถได้รับจากทุกๆสถานีบริการกว่า1500 แห่งทั่วประเทศเช่นกัน
ตัวเลขอาจจะมาจากประสบการณ์เกือบ 30 ปีที่บริษัทนี้ได้ถือกำเนิดขึ้นมาในประเทศไทยที่แสดงถึงความน่าเชื่อถือ
ตัวเลขอาจจะมาจากการเปิดบริการ 24 ชม. ที่ให้ความสะดวดสบายเช่นเดียวกับจำนวนสาขาที่มีเกือบทุกๆที่ในประเทศไทย ในขณะที่คู่แข่งอาจจะเปิดแค่ช่วงเช้าหรือช่วงค่ำๆเท่านั้น
ตัวเลขอาจจะมาจากคุณภาพ 5 ดาวที่รับประกันถึงความมีประสิทธิภาพของน้ำมันต่อเครื่องยนต์จากคุณภาพน้ำมันแท้ 100% ตลอดจนการบริการแบบ 5 ดาว ที่ยิ้มแย้มแจ่มใส และมีการยกมือไหว้ทุกครั้ง รวมถึงความกระฉับกระเฉง ว่องไว ไม่ปล่อยให้ผู้บริโภคต้องรอนานจนเกินไป
เหล่านี้คือตัวอย่างของมหัศจรรย์บนตัวเลขที่มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคในเชิงประสบการณ์ของแบรนด์ไม่มากก็น้อย
Categories: Articles Anything | Tags: A MIRACLE OF NUMBER | No Comments





