ไขกุญแจสร้างโอกาส
April 19th, 2009
ไขกุญแจสร้างโอกาสตามกรอบ “คิดให้ใหญ่ แต่พอดี”
- กูรูชี้ช่องทางเอสเอ็มอีมองให้เห็นข้อได้เปรียบที่มีอยู่
- แนะสำรวจความพร้อมของธาตุทั้ง 4 “D-R-E-K”
- สร้างโอกาสด้วย 10 P ไม่ใช่แค่คำตอบเพื่อความอยู่รอด แต่จะก้าวไปถึงความมั่นคง
- Passion & Focus คาถาสู่ความสำเร็จ บนกรอบหลักคิด “คิดใหญ่ แต่พอดี”
แม้ว่าสภานการณ์ในภาพรวมในปีนี้จะเรียกได้ว่าเป็นปีแห่งความโศกเศร้า แต่มองในอีกมุมหนึ่งสามารถเรียกได้ว่าเป็นปีแห่งโอกาส โดยเฉพาะสำหรับผูประกอบการเอสเอ็มอีซึ่งมีข้อได้เปรียบในเรื่องของความคล่องตัวที่สูงกว่าบริษัทใหญ่ๆ ซึ่งในมุมมองของ สรณ์ จงศรีจันทร์ ประทานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ และกรรมการผู้อำนวยการการสร้างแรงบันดาลใจ กลุ่ม บริษัท ยังก์ แอนด์ รูบิแคม แบรนด์ มองว่า ข้อดีของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอยู่ที่การมีความคลองตัวในทุกๆ มิติ. ไม่ว่าจะเป้นขนาดขององค์กร จำนวนพนักงานหรือบุคลากร คู่ค้า และตลาดเป้าหมาย
เพราะฉะนั้น เมื่อกลับมาตั้งต้นมองความเป็นเอสเอ็มอีจะเห็นได้ว่าความคล่องตัวเป็นสิ่งสำคัญมากในธุรกิจ เพราะมีการบริหารจักการที่ไม่ใหญ่จนเกินไป ทำได้การดูแลธุรกิจในกรอบเล็กๆ ทีทำอยู่เป้นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่าง ผู้ประกอบการดีลเลอร์รถมอเตอร์ไซค์
ซึ่งอยู่13ปี สาขาในจังหวัดอุดรธานี เพราะฉะนั้น สมรภูมิรบจึงอยู่ในจังหวัดอุดรธานี นั้นหมายความว่าในจังหวัดเดียวที่ผู้ประกอบการทำตลาดอยู่เป็นพื้นที่ๆสามารถเห็นความเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมพื้นที่เล็กๆ เท่านั้น ซึ่งหมายถึงความได้เปรียบ เมื่อเปรียบเทียบกับการตลาดที่ใหญ่ในระดับประเทศ หรือในระดับโลก ซึ่งผู้ประกอบการฯ จะต้องติดตามความเคลื่อนไหวในตลาดที่กว้างใหญ่
“ในภาษาของผมเรียกว่า กินทีละคำ เอสเอ็มอี สามารถทำธุรกิจได้อย่างพอดีตัว ลองนึกภาพถ้าเราต้องประคองไข่ไว้ถึง 76 ฟองเพื่อไม่ให้แตก หมายถึงการต้องดูแลธุรกิจที่มีมากถึง 76 จังหวัด ย่อมจะทำได้ลำบาก แต่ถ้าเรามีไข่ไว้บนมือได้สบาย ทำให้ดูแลได้ไม่ยาก” สรณ์อธิบายเพิ่มอีกว่า การที่มองว่าในช่วงนี้เป้นโอกาสของเอสเอ็มอี เพราะเป็นโอกาสของเอสเอ็มอี เพราะเป็นโอกาสให้ถอยกลับมาตั้งต้นใหม่เพื่อให้เข้าใจถึงหลักการต่างๆ ที่ต้องแปลงให้เป็นการปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม
เรื่องแรก Differentiation การทำให้ตัวเราเองแตกต่างได้หรือเปล่า เพราะการจะอยู่ในธุรกิจได้นั้นต้องมีความแตกต่าง เปรียบเสมือนเป็นหัวรถจักรที่จะดึงให้ตู้รถขบวนท้ายๆ ตามมาเพราะการที่เศรษฐกิจนิ่งๆ ลงมาหน่อย จะทำให้สมองของเราได้เปิดกว้างที่จะรับในสิ่งใหม่ๆ และได้คิดว่า สิ่งที่เป็นอยู่ยังไม่ดีพอ ทำให้เราต้องผลักดันตนเองขึ้นไป เป้นโอกาสให้นิ่งเพื่อหาความแตกต่าง การทบทวนเรื่องบุคลากร และสร้างศักยภาพขององค์กร ยกตัวอย่าง ผู้ประกอบการฯ ที่ลดจำนวนพนักงานลง แต่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา “และบอกได้เลยว่า ในช่วงนี้ยังเป็นโอกาสของการใช้ต้นทุนที่ต่ำที่สุดในการจับปลามากที่สุด เพราะวัสถุดิบต่างๆราคาไม่แพงมาก เพราะถนนกำลังว่าง เราควรจะขึ้นไปวิ่งเพราะถ้ารถติด เราจะไปถึงที่หมายได้ช้าลง”
เรื่องที่สองคือ Relevance
การที่ผุ้ประกอบการต้องมีสินค้าที่จำดป็นต่อการดำเนินชีวิต ไม่ว่าผู้ประกอบการจะทำอะไรออกมาในวันนี้ จะต้องทบทวนว่าลูกค้าเป้าหมายอยากซื้ออยากใช้หรือเปล่า ยกตัวอย่าง เพจเจอร์ซึ่งไม่ใช่สิ่งจำเป็นของผูริโภคอีกแล้ว เพราะมีโทรทัพมีถือมาแทนที่ หรือธุรกิจไปรษณีย์ต้องปรับมาส่งสินค้าแทนการส่งจดหมายที่น้อยลงอย่างมาก สิ่งที่ไม่จำเป็นนั้นมาควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงของผูบริโภคทำให้ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงและนำมิตินี้เข้ามาด้วย
เรื่องที่สามคือ Esteem ความชื่นชอบต่อตัวสินค้าหรือบริการ หมายความว่าผู้บริโภคต้องรักเรา ซึ่งการรักมาจากที่สินค้าต้องมีความแตกต่าง ไม่มีใครเหมือน ให้ประโยชน์ใช้สอยได้เห็นผล เรื่องสุดท้ายคือ Knowledge การทำให้คนรู้จักเรา เพราะไม่ว่าจะดีแค่ไหนไม่มีคนรู้จักก็ไม่มีประโยชน์ “การทำธุรกิจของเอสเอ็มอีวันนี้ เพื่อให้อยู่รอดได้และแข้งแกรงแล้ว จะต้องนำธาตุทั้ง 4 คือ D-R-E-K มาผสมผสานในการทำธุรกิจ”
10 P คาถาสู่ความสำเร็จ
นอกจากนี้ ยังต้องประกอบด้วย 10 P คือ
1.Passion คือความลุ่มหลง ผู้ประกอบการจะท้อถอยไม่ได้ยิ่งสภาวการณ์อย่างนี้ ต้องถามตนเองว่ารักในสิ่งที่กำลังทำอยู่หรือเปล่า เช่น หลายๆ รายที่ต้องรับช่วงกิจการต่อจากครอบครัว ทั้งที่ต้นเองไม่ได้อยากทำธุรกิจนั้นเลย
2. Product คือการกลับมาทบทวนตัวเองใน 4 ธาตุที่กล่าวไปแล้ว ด้วยการที่ต้องมีสินค้าที่แตกต่าง จำเป็น คนรักและรู้จัก
3. Positioning เมื่อสินค้าที่ชัดเจนแล้ว ต้องดูว่าได้วางตำแหน่งที่ชัดเจนหรือเปล่า หรือการมีจุดยืนที่แตกต่าง ซึ่งแตกต่างจากจุดขาย แต่เป็นเรื่องที่เชื่อมต่อกัน เช่น มีจุดยืนของการเป็นบูติกโฮเต็ลเล็กๆ แต่มีจุดขายที่เป็นเมโทรโฮเต็ลซึ่งอยู่ในเมืองมีห้องพักอยู่สบาย หรือ “โออิชิ” มีจุดยืนที่แตกต่างด้วยการเป้นชาเขียวแท้ต้นตำรับจากญี่ปุ่น แต่มีจุดขายที่การเป็นสินค้าเพื่อสุภาพที่ดี ซึ่งจุดขายสามารถเปรียบเหมือนดีเอ็นเอหรือรหัสพันธุกรรม
4. Personality การเลือกบุคลิกภาพที่ต้องการให้กับสินค้า เปรียบเสมือนเสน่ห์
5. Price การวางราคา ซึ่งมีข้อคำนึงว่า ไม่ควรวางราคาต่ำ เพราะลูกค้ามักจะมองว่า “ของถูกคือของไม่ดี” เพราะฉะนั้นต้องวางราคาสินค้าให้สูงกว่าตำแหน่งที่สินค้าอยู่ แต่เป็นไปอย่างเหมาะสม โดยสอดบัตรไปกับบุคลิกภาพ เพื่อสร่งความคาดหวังให้กับลูกค้า เอื้อมขึ้นไปและอยากได้
6. Place ในช่วงเวลานี้ ผู้ประกอบการต้องมั้นใจว่าช่องทางที่มีอยู่นั้นถูกต้อง เช่น พฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปจับจ่ายใน โมเดิร์นเทรด ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตาม เช่น ถ้าขายสินค้าอุปโภคบริโภค จำเป็นต้องหาช่องทางเข้าไปจำหน่ายในโมเดิร์นเทรด หรือถ้าต้องการขายอยู่ในท้องถิ่น ก็จำเป็นต้องสร้างความชัดเจนให้ตนเอง เพราะผู้ประกอบการจำเป็นต้าพาตนเองไปให้ถึงผู้บริโภค โดยต้องคิดเสมอว่า “ปลาอยู่ไหน จับที่นั้น” เช่น ถ้าขายถุงยางอนามัย ช่องทางที่จะเข้าไปคืออาบอบนวด ต้องเข้าไปทำการตลาดในนั้น เป็นต้น
7. People ในสภาวการณ์ขณะนี้ ผู้ประกอบการจึงต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพ เหมือนกับว่า “เรือลำนี้ ต้องไม่หนักเกินไป” ไม่อย่างนั้นจะจมได้ เพราะผู้ประกอบการไม่น้อยมักจะเลือกรับคนจำนวนมากเข้ามา แต่สุดท้ายไม่สามารถบริการได้ทั่วถึง
8. Pink cow หมายถึงการสร้างความแตกต่าง เพราะตามปกติวัวสีขาว แต่เมื่อเราเป้นวัวดีชมพูย่อมทำให้เกิดความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดเจน
9. Promotion การกระตุ้นให้เกิดความต้องการ หรือการสร้าง awarenessให้เกิดขึ้นให้ได้ และสุดท้าย
10.prosperity เมื่อสามารถทำให้ทุก P ใด้ผลแล้ว ในที่สุดจะก้าวไปสู่ความมั่งมีศรีสุข
Passion เป็นการพูดถึงแรงใจที่ผู้ประกอบการทุกคนต้องมีส่วน P อื่นๆ ที่ตามมาเป็นเรื่องแรงกายหรือเรื่องที่ต้องทำให้ได้”
สรณ์ เน้นถึงการไปสู่ความสำเร็จ อย่างไรก้ตาม การไปสู่ความสำเร็จได้นั้น สิ่งที่ผู้ประกอบการนั้นต้องทำคือ “โฟกัส”สำหรับทุกเรื่องที่ต้องทำ เพราะผู้ประกอบการฯ มักจะทำธุรกิจหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน ทั้งๆที่ไม่มีความสามารถเพียงพอในการบริหารจัดการให้ได้ดีในทุกธุรกิจ และเมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจวิกฤต ทำให้ได้รับผลกระทบมาก ดดยเฉพาะมักจะให้เกิดกระแสหรือโลภ โดยไม่โฟกัส เปรียบเหมือนการจับปลาหลายมือ เพราะฉะนั้นจะต้องให้ความสำคัญแต่ละเรื่องสำเร็จก่อน แล้วจึงไปทำในเรื่องอื่นๆต่อไป
สรณ์ทิ้งท้ายว่า แต่การจะก้าวไปวันนี้ ต้องไม่ลืมหลักคิด
“คิดใหญ่ แต่พอดี” ซึ่งหมายความว่าผู้ประกอบการฯ ต้องมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่เอาไว้เพื่อจะก้าวไปถึง แต่ในการก้าวไปจะต้องเป็นไปตามความสามารถและศักยภาพของตนเอง
Categories: Articles Anything | Tags: ไขกุญแจสร้างโอกาส



ชอบแนวคิดของอาจารย์ที่ว่า “คิดใหญ่แต่พอดี” ซึ่งหมายความว่าผู้ประกอบ
การฯ ต้องมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่เอาไว้เพื่อจะก้าวไปถึง แต่ในการก้าวไปจะ
ต้องเป็นไปตามความสามารถและศักยภาพของตนเอง ครับ และยึดถือหลัก
PASSION และ FOCUS ในการทำงานครับ …
ขอขอบคุณน้องจีจี้ที่นำบทความดีๆมาแบ่งปันให้อ่านนะครับ …
g ja 53 years na ja not 13 ja