สัมมนา “แหกกฎ SME ตีให้ดังสู่เวทีโลก” ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

November 21st, 2013

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2556 ที่ผ่านมา ทางบริษัท DMG ได้เปิดห้องสัมมนาในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อให้ ดร.สรณ์ จงศรีจันทร์ ผู้เขียนหนังสือ “แหกกฎ SME ตีให้ดังสู่เวทีโลก” ได้บรรยายและให้ความรู้กับผู้ประกอบการและคนทั่วไปได้เข้าฟัง พร้อมทั้งแจกลายเซ็นให้ผู้ที่ชื่นชอบและติดตาม ดร.สรณ์ จงศรีจันทร์ มาโดยตลอด

ขอบคุณสำหรับการตอบรับที่ดีที่มีให้กับ ดร.สรณ์ จงศรีจันทร์ ด้วยนะคะ แล้วรอพบกับภาคต่อของหนังสือ “แหกกฎ SME ตีให้ดังสู่เวทีโลก”ได้ในอีกไม่ช้าคะ :)

Categories: Uncategorized | No Comments

Congratulation for KEEEN’s new office

November 14th, 2013

ขอแสดงความยินดีกับบริษัท KEEEN ด้วยนะคะ สำหรับออฟฟิศใหม่ที่ได้ทำพิธีเปิดและทำบุญเมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2556 ที่ผ่านมาคะ นับเป็นอีกก้าวหนึ่งในการเติบโตของเจ้าของธุรกิจ SME ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์

เจ้าของธุรกิจ SME ท่านอื่นอย่าเพิ่งท้อนะคะ หนหางแห่งความสำเร็จอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม สู้ๆคะ :)

Categories: Uncategorized | No Comments

แบรนด์ไทย…แบรนด์เทศ (ตอนจบ)

November 12th, 2013

ผมจบในตอนแรกด้วยข้อคิดในการนำแบรนด์ไทยออกสู่ต่างประเทศข้อที่ 1 ว่าผู้ประกอบการเข้าใจในกฎ กติกา ในการนำแบรนด์ออกสู่แต่ละประเทศมากน้อยเพียงใด

และในฉบับนี้เราจะมาจบด้วยข้อคิดทั้งหมดกัน

ต้องมีความแตกต่างและโดดเด่นสุดๆ

คุณไม่ได้แข่งขันกับสินค้าที่ถูกผลิตขึ้นในประเทศไทย เพื่อนำออกไปขายต่างประเทศ

คุณต้องคิดถึงการแข่งขันในภาพใหญ่ ที่มีผู้เล่นมากถึง 200 ประเทศทั่วโลก

ผู้ผลิตแต่ละรายในแต่ละประเทศทั่วโลกล้วนมีความมุ่งมั่น ตั้งใจและใฝ่ฝันที่จะนำแบรนด์ของพวกเขาออกสู่ตลาดโลกเช่นเดียวกับคุณ ผู้ผลิตแต่ละรายคงไม่ทุ่มเทกำลังใจและกำลังกายเพียงแค่เต็ม 100%

ในความเป็นจริงผู้บริโภคในแต่ละประเทศทั่วโลกต่างก็มีโอกาสและประสบการณ์ที่ได้เห็นและได้ใช้สินค้าที่ดีมีคุณภาพ

ยกเว้นเสียแต่ไม่มีใครในโลกที่สามารถจะปลูกทุเรียนได้ จึงทำให้ผู้บริโภคในแต่ละประเทศไม่สามารถเปรียบเทียบได้ว่ารสชาติที่ดีที่สุดของทุเรียนเป็นอย่างไร

สิ่งที่คุณคิดว่าดีที่สุด อาจจะเป็นเพียงแค่ของธรรมดาที่สุดในสายตาของผู้บริโภคบางคน

จงอย่าเข้าข้างตัวเอง

ผู้ประกอบการต้องหมั่นหาข้อมูลและทำการบ้านให้มากๆ

ผมได้เคยมีโอกาสพบผู้ประกอบการที่กำลังจะเปิดร้านเบเกอรี่ในจังหวัดหนึ่ง

สองสามีภรรยาคู่นี้ ในฐานะที่เป็นผู้ร่วมสัมมนาในหลักสูตรหนึ่งของผม เขามีความภูมิใจเป็นอย่างมากว่าเค้กมะพร้าวของเขาอร่อยที่สุด และเขามั่นใจว่าสามารถส่งมาขายได้ในกรุงเทพฯ ด้วยคุณภาพเทียบชั้นกับขนมเค้กคุณภาพระดับ 5 ดาว ในโรงแรมใหญ่ๆหรือร้านเค้กดังๆในสยามพารากอน

ด้วยความปรารถนาดี ผมจึงให้เข้าทั้งสองกลับไปทำเค้กมะพร้าวที่เขาคุยนักคุยหนาว่าอร่อยที่สุด แล้วนำมาให้ผู้ร่วมสัมมนาอีก 40 คนรับประทานกันในช่วง Coffee Break ของวันรุ่งขึ้น โดยที่ผมจะไม่ป่าวประกาศอะไรออกไปก่อน เพื่อไม่ให้เกิดความลำเอียง

ในบ่ายของวันรุ่งขึ้น เมื่อมีการพักรับประทาน Coffee break เค้กมะพร้าวดังกล่าวได้ถูกเสิร์ฟให้กับผู้ร่วมสัมมนารับประทานทุกคน

บ้างก็ไม่ทานเพราะไม่ชอบทานเค้ก

บ้างก็ทานจนหมด

บ้างก็ทานนิดทานหน่อย

เมื่อทุกคนกลับเข้าห้องสัมมนา ผมก็ตั้งคำถามเพื่อให้ทุกคนยกมือว่าระดับความอร่อยของเค้กมะพร้าวอยู่ตรงไหน

สรุป…สอบตกไม่เป็นท่า

หลายๆคนตอบว่า รสชาติที่เพิ่งทานเข้าไปเป็นรสชาติแบบเค้กมะพร้าวราคาถูกที่มีขายตามข้างถนน

บ้างก็ตอบว่ารสชาติไม่ได้เป็นเค้กมะพร้าวตามที่แจ้งไว้ ดูออกจะเป็นเค้กครีมอะไรทำนองนั้น

สุดท้ายสองสามีภรรยาคู่นี้ก็ต้องคอตกและต้องล้มเลิกความคิดที่จะเปิดร้านเบเกอรี่ในฝันด้วยเหตุผลที่เขาทั้งสองเข้าข้างตัวเองมากจนเกินไป

แบรนด์หนึ่งแบรนด์อาจมีตัวตนและจุดยืนที่แตกต่างกันในความคิดของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ

ผมขอยกตัวอย่างที่ใกล้ตัวและเป็นแบรนด์ที่รู้จักในคนหมู่มาก

Red Bull

ในประเทศไทย Red Bull หรือกระทิงแดง ดูจะเป็นเครื่องดื่มสำหรับคนระดับกลางลงล่าง

ในอดีตมีภาพลักษณ์เป็นเครื่องดื่มสำหรับผู้ใช้แรงงาน มีความเป็นตัวตนของแบรนด์ในระดับชาวบ้านด้วยราคาที่ไม่แพง หาซื้อได้ง่ายแต่ Red Bull ในต่างประเทศมีจุดยืนและตัวตนที่ค่อนข้างจะตรงกันข้ามกับจุดยืนและตัวตนของ Red Bull ในประเทศไทย

มีบุคลิกที่ทันสมัย ดูกระฉับกระเฉงสำหรับวัยรุ่นที่มี lifestyle เป็นตัวของตัวเอง โดยเฉพาะคนที่ชอบความท้าทาย

จะเห็นได้ว่า กิจกรรมที่ Red Bull ในต่างประเทศสนับสนุนจะเป็นกิจกรรมที่ค่อนไปทาง Extreme มากกว่ากิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงหรือพลัง

ต้องมีความจำเป็น (Relevance) ต่อผู้บริโภคในแต่ละประเทศ

Facebook ที่มีแฟนมากถึง 600 ล้านคนเป็นตัวอย่างที่บ่งบอกถึงความต้องการที่ผู้บริโภคในแต่ละประเทศ ในแต่ละวัฒนธรรม ในแต่ละเชื้อชาติ ในแต่ละศาสนา อยากจะได้
ในขณะที่บางสินค้าจะเป็นสิ่งที่ถูกจัดให้เป็นแค่สินค้าสำหรับคนท้องถิ่น

คงเป็นเรื่องยากที่จะให้ชาวยุโรปหรือชาวอเมริกันตอบรับกับสินค้าประเภทพิมเสน การบูร ไพร ขมิ้น ว่านนางดำ พญาว่าน หรือว่านกาวเครือ

พวกฝรั่งตาน้ำข้าวคงต้องงงกับการนำเสนอสินค้าเหล่านี้ไปใช้อย่างแน่นอน

คล้ายๆกับการส่งจิ๊กโช่ หรือเต้าเจี๊ยวไปขายให้กับพวกเขา เพราะสินค้าเหล่านี้ไม่มี “ความจำเป็น” (Relevance) ในชีวิตประจำวัน

6. ต้องมีจุดยืนและตัวตนที่ชัดเจน (Positioning)

Jim Thompson มีจุดยืนและตัวตนที่ชัดเจนมากในความรู้สึกและความนึกคิดของผู้บริโภคชาวต่างชาติที่มาเที่ยวเมืองไทย หรือมาทำธุรกิจในประเทศไทย ต่างต้องแวะเข้าไปซื้อสินค้าอะไรสักหนึ่งอย่างในร้าน Jim Thompson เพื่อนำกับไปเป็นของที่ระลึก

Jim Thompson มีความหมายของแบรนด์ที่บ่งบอกถึงความเป็นไทยที่เข้ายุคเข้าสมัย มีรสนิยม ด้วยสินค้าที่มีคุณภาพและงานดีไซน์ที่เป็นเลิศ

ผมเชื่อว่าร้านขายของประเภทเดียวกันกับ Jim Thompson ยังไงก็ไม่สามารถสร้างคุณค่าและมูลค่าของแบรนด์ได้ดีเท่ากับ Jim Thompson

ที่สำคัญ Jim Thompson ไม่ได้ขายสินค้าราคาถูกแบบที่ตั้งวางขายที่หน้าวัดหรือหน้าสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ

และนี่เป็นสิ่งที่ตอกย้ำให้ผู้ประกอบการเข้าใจถึงพลังอำนาจของแบรนด์ที่แข็งแกร่งบนพื้นฐานของมูลค่าที่สูงกว่า

ผู้บริโภคไม่ได้แค่ต้องการสินค้าราคาถูกเสมอไป อย่างที่หลายๆคนคิด

แบรนด์ต้องมีความคงเส้นคงวา เสมอต้นเสมอปลาย

สินค้าประเภทเกษตรกรรมจากประเทศไทยเป็นโจทย์ที่ยากในการจัดการ

มะม่วงที่ส่งไปประเทศญี่ปุ่นในล๊อตนี้มีความหวานหอม แต่อาจจะหวานน้อยหน่อยในล๊อตหน้าที่จะส่งไปประเทศญี่ปุ่นก็เป็นได้

ความไม่แน่นอนในสินค้าประเภทเกษตรกรรมเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคในแต่ละประเทศอาจจะรับได้ เช่น เชอรี่ที่ผมเคยรับประทานซื้อจาก Tops Supermarket ในบางครั้งก็หวานมาก แต่ในบางครั้งบางคราวก็จืดสนิท เป็นต้น

ความคงเส้นคงวา เสมอต้นเสมอปลายเปรียบเสมือนความคาดหวังที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์

ในความเป็นจริงผู้บริโภคมีความคาดหวังสูงกว่าเงินที่พวกเขาจ่ายออกไป

ห้ามเชยเด็ดขาด

Kotler ได้พูดถึง 4P’s ไว้ในตำราการตลาดที่ทุกๆคนได้รู้จักในมิติของ Product, Price, Place และ Promotion

แต่ยังมีอีก 2P’s ที่ผมอยากจะฝากไว้เพื่อให้กระบวนการสร้างแบรนด์มีความแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม

P – Packaging อย่าลืมว่าผู้บริโภคมักจะซื้อสิ่งที่เห็นอยู่ภายนอกก่อนสิ่งที่ถูกซ่อนไว้อยู่ข้างใน

P – Personality ในความหมายภาษาอังกฤษคือบุคลิกภาพ แต่ผมขอเปลี่ยนให้เขาเป็น “เสน่ห์”

คงไม่มีผู้บริโภคคนใดที่จะทนกับสินค้าที่เชยไร้เสน่ห์

แนวคิดการสร้างแบรนด์ในอีกมุมหนึ่งคือ ผู้บริโภคจะซื้อบุคลิกของตัวเขาเองและต้องการให้สินค้าที่เขาซื้อสะท้อนบุคลิกและตัวตนของเขาสู่คนรอบข้าง

ถ้าคุณซื้อของเชย คุณก็จะเป็นคนเชยในสายตาของบุคคลอื่น

ท้ายสุดคงมีข้อคิดดีๆอีกมากมายในการนำแบรนด์ไทยออกสู่ต่างประเทศ แต่บทความนี้เป็นเพียงมุมมองส่วนตัวของผม เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการทั่วไป

Categories: Uncategorized | No Comments

แบรนด์ไทย…แบรนด์เทศ (ตอนแรก)

November 1st, 2013

แบรนด์ไทยสามารถเดินทางไปได้ไกลแค่ไหน มักเป็นคำถามที่หลายๆคนมีอยู่ในใจ

เพราะในชีวิตประจำวันตั้งแต่ลืมตาตอนเช้า เราก็จะเจอกับแบรนด์ระดับโลกที่คอยรุมล้อมให้เราต้องใช้

ในแต่ละเช้า แต่ละวัน ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะใช้ยาสีฟัน Colgate หรือ Close-up ที่บีบลงบนแปรงสีฟัน Oral-B หรือ Colgate อีกเช่นเคย แล้วก็เริ่มแปรงฟันที่ภาชนะอ่างล้างหน้าแบรนด์ดังอย่าง American Standard หรือ Kohler

หลังจากนั้นก็อาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกายด้วยสบู่ก้อนหรือสบู่เหลว Lux หรือ Protex

ก่อนที่จะใส่เสื้อผ้าไปทำงานก็ทาผิวด้วยโลชั่นถนอมผิว Vaseline หรือ Nivea

ผมไม่ได้บอกว่าผู้บริโภคไม่ได้ให้ความสนใจกับแบรนด์ไทย แต่ผมกำลังเปิดประเด็นของความนิยมชมชอบของผู้บริโภคไทยต่อแบรนด์ดังที่มาจากต่างประเทศและแบรนด์เหล่านี้ก็มีส่วนแบ่งการตลาดในแต่ละอุตสาหกรรมของตัวเองเป็นอันดับต้นๆ

ถึงแม้ว่าจะมีแบรนด์ไทยที่เราใช้กันในแต่ละวันเป็นจำนวนมากพอสมควร แต่แบรนด์ไทยเหล่านี้สามารถเดินทางออกนอกประเทศไปต่อกลอนกับแบรนด์ดังในระดับโลกได้มากน้อยเพียงใด

น่าเสียดายที่ทุเรียน มะม่วง มังคุด ส้มตำ ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย ต้มยำกุ้ง หรือ Cocktail ที่มีชื่อว่าไหมไทย เป็นเพียง Category แบรนด์ที่สามารถบุกทะลุทะลวงไปทุกประเทศทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Category แบรนด์เหล่านี้เป็นที่ยอมรับและชื่นชอบในมุมมองของผู้บริโภควงกว้างถึงคุณภาพ รสชาติ สรรพคุณ และประสบการณ์ที่ผู้บริโภคในแต่ละประเทศจะได้จากเสน่ห์ของความเป็น Category แบรนด์ไทย

คล้ายๆกับ Category แบรนด์ของ Hamburger, Sandwich หรือติ่มซำ ที่คนไทยก็นิยม ชื่นชอบ ฉันใดก็ฉันนั้น

แต่ Category แบรนด์เหล่านั้นมีความโดดเด่นและแตกต่างจาก Category แบรนด์ของไทยที่พวกเขาเหล่านั้นมีลึกลงไปอีกขั้นในความเป็นแบรนด์ระดับโลก เช่น McDonald, Burger King หรือ Subway เป็นต้น ที่ไม่ได้อยู่แค่ที่ Category แบรนด์อย่าง Hamburger หรือ Sandwich เพียงอย่างเดียว

เราคงไม่ดีใจไปกับการที่มีแบรนด์ไทยหลายตัวถูกวางจำหน่ายในลาว เขมร หรือ พม่า เพราะความเป็นประเทศเพื่อนบ้านเปรียบเสมือนกับการมีจังหวัดใหญ่ๆอีก 1 จังหวัด ที่มีรั้วติดอยู่กับชายแดนประเทศไทย

การไหลข้ามไปยังจังหวัดใหญ่ๆอีกจังหวัดหนึ่งจากชายแดนประเทศไทย ของสินค้าต่างๆเป็นเรื่องปกติไปแล้วของพ่อค้าแม่ขาย ตามเขตชายแดนหรือผู้นำเข้าในแต่ละประเทศเหมือนที่ผมเห็นแบรนด์ไทยอย่าง มาม่า โออิชิ นม UHT หนองโพ ไทยชูรสตราชฎา ยาสีฟันดอกบัวคู่ มีขายอยู่กันเกลื่อนกลาดในตลาดเวียงจันทร์หรือเสียมเรียบ ตอนที่มีโอกาสได้ไปเที่ยวเมื่อปีที่แล้ว

ผมกลับยกมือให้กับแบรนด์อย่าง MK สุกี้ ที่บุกไปเปิดสาขาในประเทศญี่ปุ่นได้ถึง 20 สาขาหรือแบรนด์ UOB, F&N, Petronas จากประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย ที่บุกมาเปิดตลาดในประเทศไทยและในอีกหลายๆประเทศในแถบเอเชียแปซิฟิก

ผมคงไม่พูดถึงความสำเร็จของ Red bull ที่เป็นแบรนด์ไทยไปผงาดอยู่ในต่างประเทศทั่วโลกได้อย่างสง่าผ่าเผยด้วยกลไกและเหตุผลทางการตลาดที่มีเรื่องราวให้เล่ากันเป็นฉากๆ

มีลูกค้าผมรายหนึ่งเคยถามว่า มีเอเจนซี่ไหนในประเทศไทยที่เคยสร้างแบรนด์ไทยได้ประสบความสำเร็จในต่างประเทศบ้าง

ผมตอบอย่างไม่ต้องรีรอเลยว่า…ไม่มี

เพราะมันไม่มีแบรนด์ไทยให้สร้างกันอย่าง Coke, Apple, Nike, Toyota หรือ Samsung

สินค้าของไทยส่วนใหญ่จะหนักไปทางสินค้าประเภทเกษตรกรรม และสิ่งนี้เองเป็นปัจจัยที่ไม่ได้ทำให้มิติของแบรนด์ต้องถูกสร้างขึ้นมาอย่างแบรนด์ดังระดับโลกทั่วไป ด้วยเหตุผลที่ว่า สินค้าเกษตรกรรมมีความเป็น Commodity ในตัวเองค่อนข้างสูง

สินค้าประเภท Commodity เป็นสินค้าที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญมากกว่าสินค้าประเภทอื่น เพราะถูกจัดให้อยู่ใน Security Needs ในขั้นที่ 1 ของทฤษฎี Maslow

การสร้างแบรนด์จึงไม่ค่อยมีความจำเป็นเท่ากับการสร้างแบรนด์ที่เป็นสินค้าหรือบริการที่อยู่เหนือ Security Needs ขึ้นไปอีก 4 ระดับ

คุณแยกน้ำเปล่าระหว่างแบรนด์ A และแบรนด์ B ไม่ค่อยได้หรอก หรือระหว่างน้ำตาลทรายแบรนด์ A และน้ำตาลแบรนด์ B ที่มีขายอยู่ในท้องตลาดเพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่มักจะตัดสินใจซื้อสินค้าประเภท Commodity บนพื้นฐานของราคาที่ถูกกว่า

ทำไมผู้ประกอบการไทยถึงอยากนำแบรนด์ของตนออกสู่ต่างประเทศ

1. การที่สามารถนำแบรนด์ของตนเองออกสู่ต่างประเทศได้เป็นการแสดงถึงภาพพจน์แห่งการเป็นผู้นำ ความดีเลิศในคุณภาพหรือนวัตกรรม
แน่นอนที่สุด คุณจำเป็นต้องมีสินค้าที่ดีสุดๆเพื่อไปแข่งขันในเวทีที่ใหญ่กว่าแค่ 77 จังหวัด หรือจำนวนผู้บริโภคแค่ 60 กว่าล้านคน

การแข่งขันในประเทศตนเองก็หนักหนาสาหัสอยู่พอสมควร แต่ถ้าสามารถเอาตัวรอดได้ในตลาดโลก รับรองได้ว่าต้องถูกจัดอยู่ในระดับขั้นเทพ

2. โอกาสและขนาดของตลาดในต่างประเทศที่เย้ายวนมากกว่า แค่ผลิตสินค้าป้อนสู่ผู้บริโภคในประเทศ
ผู้บริโภคกว่า 6,600 ล้านคนในกว่า 200 ประเทศ เป็นเครื่องล่อตาล่อใจให้ผู้ประกอบการต่างพากันสนใจที่จะนำแบรนด์ของตนเองออกสู่ตลาดโลก

3. การแข่งขันภายในประเทศอยู่ในระดับที่สูงมาก และไม่มีช่องว่างที่จะให้แบรนด์ของตนเองได้เล่นอีกต่อไป ในขณะที่ยังพอมีช่องว่างให้แบรนด์ของตนเองได้เบียดเข้าไปในบางตลาดในต่างประเทศ ที่มีการแข่งขันรุนแรงน้อยกว่า ด้วยความได้เปรียบของต้นทุนการผลิต แหล่งวัตถุดิบที่ดีเยี่ยม หรือความเป็นแรงงานที่เฉพาะเจาะจงกว่า

4. Economy of Scales เป็นหัวใจหลักที่ผู้ประกอบการต้องการใช้กระบวนการผลิตของโรงงานตนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเมื่อผลิตออกมามากจนเกินความต้องการของตลาดในประเทศด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า เป็นเหตุให้ต้องหาทางระบายสินค้าที่มีอยู่ไปในกลุ่มเป้าหมายที่ใหญ่และกว้างขึ้นกว่าเดิม เมื่อกระโดดขึ้นหลังเสือแล้วเป็นการยากที่จะกระโดดกลับลงมา

5. ใครๆก็อยากจะรวยมากขึ้นกว่าเดิมไม่ใช่หรือ

ข้อคิดในการนำแบรนด์ไทยออกสู่ต่างประเทศ

1. ผู้ประกอบการเข้าใจในกฎกติกาของแต่ละประเทศมากน้อยเพียงใด

หากคุณกำลังทำสินค้าส่งออกไปยังประเทศในแถบทวีปยุโรปหรืออเมริกาเหนือด้วยหีบห่อบรรจุภัณฑ์ที่สลับซับซ้อนมากมายจนเกินความจำเป็น

รับรองได้ว่าฝ่ายจัดซื้อของแต่ละห้าง คงจะปฏิเสธคุณตั้งแต่วินาทีแรก

สินค้าที่ถูกวางขายในแถบประเทศยุโรปหรืออเมริกาเหนือ จะต้องมีบทบาทแห่งความคนดีที่คอยดูแลเอาใจใส่สิ่งแวดล้อม

ไม่ใช่ใช้ทรัพยากรโลกแบบฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่าย โดยไม่คำนึงถึงต้นตอที่บรรจุภัณฑ์เหล่านั้นได้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างเช่น กระดาษที่ถูกผลิตมาจากต้นไม้

ขั้นตอนการผลิตในโรงงานของคุณที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในระดับที่สูงเกินไปหรือไม่

ผู้บริโภคสมัยนี้เขาจริงจังกับสิ่งเหล่านี้มากจนคนหลายๆคนมักจะบอกว่า ผู้บริโภคกลุ่มนี้ “เรื่องมากจนเกินไป”

การส่งสินค้าประเภทเนื้อสัตว์แช่แข็ง ยังต้องมีการแจ้งเรื่องสวัสดิการการเลี้ยงว่าสัตว์เหล่านี้ ถูกเจ้าของฟาร์มเอารัดเอาเปรียบในช่วงที่ถูกเลี้ยงในฟาร์มก่อนที่จะถูกเชือดหรือไม่

ไม่ใช่ให้สัตว์อยู่กันอย่างแออัด

ที่สำคัญเจ้าของฟาร์มจะต้องไม่ทรมานสัตว์ในระหว่างการฆ่าหรือชำแหละ เพราะสัตว์เหล่านี้จะมีความเจ็บปวดทรมานจนเกินไป

ใครที่อยู่ในสายอาชีพส่งออกเนื้อสัตว์ประเภทแช่แข็งย่อมรู้ดีว่า ทุกขั้นตอนมีความละเอียดมาก

คุณจะต้องเข้าใจในขั้นตอนศุลกากรที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศด้วย ซึ่งในแต่ละขั้นแต่ละตอน มีความสลับซับซ้อน วุ่นวายจนเอาตัวแทบไม่รอด

แต่ก็อย่าเพิ่งท้อเพราะทุกอย่างมีทางออกให้ผู้ประกอบการได้บรรลุเป้าหมายของตัวเองอยู่เสมอ

(โปรดอ่านตอนจบในฉบับหน้าครับ)

Categories: Uncategorized | No Comments

มวยนำ…มวยรอง

October 25th, 2013

ความสำเร็จของแบรนด์วัดกันด้วยอะไร

มีหลากหลายคำตอบในแต่ละมิติที่แตกต่างกันไป

คำตอบแบบเข้าข้างตัวเองคือ…

ยอดขายมากที่สุด ส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุด ไม่ได้เป็นเครื่องชี้วัดความสำเร็จของแบรนด์ หากแบรนด์แบรนด์หนึ่งยังไม่สามารถครองใจผู้บริโภคได้

หลายคนคงมีคำถามในใจว่า แล้วถ้าไม่สามารถครองใจผู้บริโภคได้ ทำไมแบรนด์แบรนด์นั้นถึงมียอดขายและส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุด

คำตอบแบบกำปั้นทุบดินและอาจจะเข้าข้างตัวเองอีกเช่นกันคือ ผู้บริโภคไม่มีทางเลือก จำใจต้องใช้ เป็นธุรกิจหรือสินค้าประเภทผูกขาดที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตจะขาดเสียไม่ได้

บ่อยครั้งผู้ประกอบการเจ้าของสินค้าหรือบริการเหล่านี้มักจะลืมไปว่า ยอดขายที่โตวันโตคืนอาจจะได้มาจากความไม่เต็มใจและความไม่พึงพอใจอย่างถ่องแท้ที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์แบรนด์นั้น

และอีกหนึ่งคำตอบในแง่มุมที่น่าสนใจ ที่ผู้ประกอบการมักจะภูมิใจบอกกล่าวกับชาวประชาทั้งหลายคือ

ขอมีบทบาทในจุดยืนทางการตลาดของแบรนด์แบบมวยรอง (Under dog) ที่มียอดขายและส่วนแบ่งการตลาดแบบเป็นรองหรือตามหลังคู่แข่ง

หลายๆคนคงจะเห็นด้วยกับแนวคิดของการตลาดแบบมวยรอง ที่มีผู้ประกอบการไม่ว่าจะอยู่ในธุรกิจประเภทใดก็ตาม ได้ใช้นิยามนี้ในการประกาศจุดยืนและตำแหน่งของแบรนด์
คนส่วนใหญ่ชอบเชียร์มวยรอง

ไม่รู้เพราะสงสารหรือเห็นใจ แต่ที่แน่ๆก็คือจ่ายมากกว่าการแทงมวยนำ

มีแบรนด์ประเภทนี้ปรากฏอยู่ให้เห็นมากพอสมควรในทั่วทุกมุมโลก ที่มีผู้บริโภคลุ่มหลงและชื่นชมไม่สนใจด้วยว่าแบรนด์ที่พวกเขาใช้อยู่จะมีส่วนแบ่งการตลาดมากน้อยเพียงใด

ตำแหน่งตัวเลขอันดับ 1 หรือ 2 หรือ 3 เป็นความภาคภูมิใจของผู้ประกอบการที่ใช้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์เพื่อการสร้างแบรนด์ในแง่มุมของการสื่อสารในความเป็นผู้นำ

ผมเชื่อว่าคุณจะมีความสุขที่จะครอบครองแบรนด์หนึ่งด้วยเหตุผลเพียงง่ายๆคือ แบรนด์แบรนด์นี้มีคุณสมบัติที่ไว้วางใจได้ มีประสิทธิภาพเหนือชั้นกว่า มีรูปร่างหน้าตาทันสมัยเหมาะสมกับบุคลิกนิสัยของผู้ใช้ และที่สำคัญเป็นแบรนด์ที่ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค สังคมและสิ่งแวดล้อม

แบรนด์ที่เป็นมวยรองมักรู้จักตัวตนของตัวเองดีกว่า ถ้าไม่สามารถครอบครองส่วนแบ่งการตลาดในตำแหน่งผู้นำได้ ตัวเองต้องสรรหาจุดยืน จุดขายและตำแหน่งของสินค้า/บริการให้แตกต่างจากคู่แข่งที่เป็นเบอร์ 1 ให้ได้

ความแตกต่างเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องถูกสร้างขึ้นบนตัวของสินค้าหรือแบรนด์เสมอไป

อาจจะเป็นเพียงคุณลักษณะเล็กๆน้อยๆที่คู่แข่งไม่มี เช่นสีสัน หรือขนาดที่มีให้เลือกหลากหลายกว่า การบริการจัดส่งถึงบ้านทั่วประเทศโดยไม่บวกค่าขนส่ง 200 บาทภายใน 48 ชั่วโมง เป็นต้น

คุณเคยคิดบ้างไหมว่าผู้บริโภคจะรู้สึกอย่างไรเมื่อตัดสินใจสั่งซื้อเครื่องออกกำลังกายราคาสองหมื่นกว่าบาทผ่านช่องทางการโฆษณาทางทีวี แต่ยังต้องเสียค่าจัดส่งอีก 200-300 บาทต่อชิ้น ทำไมไม่บวกค่าจัดส่งเข้าไปในราคาสินค้าที่จะไม่ทำให้ผู้บริโภคเกิดอาการหงุดหงิด

มวยรองมักจะทำในสิ่งที่มวยนำจะไม่ทำ

เป็นไปได้ไหมว่า ทำไปก็ไม่เกิดประโยชน์ทางด้านต้นทุน ถึงแม้ว่าตนเองจะอยู่ในฐานะของการผลิตแบบ Mass Production ก็ตาม

แต่สิ่งเล็กสิ่งน้อยที่ถูกมองข้ามเหล่านี้มักจะเป็นแรง “โดน” ใจผู้บริโภคมากกว่าคุณลักษณะทางกายภาพอื่นๆก็เป็นได้

ผมเชื่อในแนวคิดที่ว่าในทุกปัญหามักจะมีโอกาสอันยิ่งใหญ่ให้เราเดินไปไขว่คว้า

นี่คือเหตุผลว่าทำไมในโลกปัจจุบันเราจะเจอกับนวัตกรรมแนวคิดใหม่ๆที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง
ทำไมสายการบินต้นทุนต่ำจึงเกิดขึ้นมาได้

ก็เพราะยังมีกลุ่มนักเดินทางที่ไม่ได้รวยมากแต่ต้องการความสะดวกสบายในการเดินทางจากกรุงเทพฯไปยังอุดรธานีภายในระยะเวลาการเดินทางเพียงแค่ 50 นาที เพื่อไปทำธุรกิจหรือไปท่องเที่ยวในราคาที่แพงกว่าการเดินทางด้วยรถทัวร์ปรับอากาศไม่มากจนเกินไป

ในบางเส้นทางด้วยกลยุทธ์การทำโปรโมชั่นของสายการบินต้นทุนต่ำอย่างเช่นแอร์เอเชียเสนอราคาค่าตั๋วเที่ยวเดียวเพียงแค่ 1 บาทจากกรุงเทพไปหาดใหญ่ เมื่อรวมค่าภาษีสนามบิน ค่าประกันอุบัติเหตุ ตกอยู่ราว 700 กว่าบาท ก็ยังถือว่าถูกมากจนใจหายเมื่อต้องแลกกับการเดินทางข้ามคืนด้วยรถทัวร์ปรับอากาศที่บ่อยครั้งผู้โดยสารมักต้องลุ้นกับคนขับที่ไร้ซึ่งวินัย

ลองทบทวนกลยุทธ์ที่ใช้ในการทำธุรกิจในแต่ละอุตสาหกรรม

การเป็นมวยรองอาจจะไม่ใช่กลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการรายนั้นๆต้องการก็เป็นได้

กลับมาดูตัวอย่างในธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำกันอีกสักหน่อย

ถ้าคุณจะแข่งขันกับสายการบินแห่งชาติอย่างเช่น สายการบินไทย อะไรคือจุดแตกต่างที่คุณจะนำมาใช้ เพราะการบินไทยมีจุดยืนและได้วางตำแหน่งสินค้าและบริการของตนเองไว้ชัดเจนอยู่แล้ว

มีเส้นทางบินที่ครอบคลุมเมืองใหญ่ๆในโลกและที่สำคัญเส้นทางไปจังหวัดใหญ่ๆในประเทศที่ให้ความสะดวกสบาย

ถ้าคุณตั้งโจทย์เพื่อแข่งขันกับสายการบินไทย คงเหนื่อยที่จะหาช่องว่างเพื่อเข้ามายึดส่วนแบ่งการตลาดที่สายการบินไทยได้ครองไว้เป็นเวลานานเกือบ 50 ปี

ถ้าคุณลองตั้งโจทย์ใหม่แทนที่จะแข่งขันกับธุรกิจการบินทั่วไป ลองเปลี่ยนวิธีคิดมาแข่งกับรถทัวร์ปรับอากาศดู ทำอย่างไรให้ราคาไม่แพงจนเกินไป ที่ใครๆจะเอื้อมถึง และจุดขายที่สำคัญมากๆอีกจุดหนึ่งคือความรวดเร็ว

มาลำดับความสำคัญขององค์ประกอบในธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำดู

1. ราคาค่าตั๋วโดยสารถูกกว่าสายการบินแห่งชาติมากพอสมควร

2. ราคาค่าตั๋วโดยสารแพงกว่ารถทัวร์ปรับอากาศที่พอรับได้

3. สะดวกสบายกว่าด้วยระยะเวลาการเดินทางที่รวดเร็วกว่ามากๆ

4. ดูดีมีระดับกว่า

หลายๆคนมักจะบอกว่าการเดินทางโดยสารการบินต้นทุนต่ำเป็นอะไรที่ “คุ้มค่า”มากๆ

ผมว่าเราต้องเข้าใจกับความหมายของคำว่า “คุ้มค่า”

“คุ้มค่า” ไม่ได้หมายถึงการลดราคาหรือการมีสินค้าหรือบริการที่มีราคาถูกเพียงอย่างเดียว ดังนั้นการที่นักเดินทางได้รับความสะดวกสบายด้วยระยะเวลาการเดินทางที่รวดเร็วกว่า คือความคุ้มค่าที่ได้รับจากธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำ นอกเหนือจากราคาที่ถูกเพียงอย่างเดียว

หากผู้โดยสารต้องการราคาที่ถูกสุดๆในการเดินทาง ทำไมไม่หันไปใช้บริการรถร่วม บขส. ที่มีราคาค่าตั๋วโดยสารถูกที่สุด เพียงไม่กี่ร้อยบาทก็สามารถเดินทางจากกรุงเทพฯไปเชียงใหม่ได้

ความได้เปรียบของธุรกิจที่อยู่ในสถานะของมวยรองคือความคล่องตัวและความยืดหยุ่น เมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจใหญ่อย่างมวยนำที่มีขั้นตอนหยุมหยิม จุกจิก มากมาย อย่างเช่นในธุรกิจโรงแรมที่เป็นแบรนด์ระดับอินเตอร์มีเครือข่ายครอบคลุมไปทั่วโลก

คุณคงต้องเจอกับกฏระเบียบที่เคร่งครัดจากก้าวแรกที่คุณย่างเข้าไปในโรงแรมขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียง

คุณต้องเจอกับรอยยิ้มของพนักงานต้อนรับที่ยิ้มแบบไม่เต็มใจ โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นคนไทยผมสีดำ ในขณะที่เธอจะโปรยยิ้มเห็นฟัน 32 ซี่ให้กับแขกชาวต่างชาติที่บ่อยครั้งมักจะจู้จี้จุกจิกกว่าคนไทยหลายเท่า และไม่ค่อยจะทิปสักเท่าไหร่

โรงแรมมวยรองขนาดเล็กที่มีเจ้าของเป็นคนท้องถิ่นมักจะมีน้ำจิตน้ำใจที่คอยดูแลเอาใจใส่แขกคนสำคัญทุกๆคนอย่างเท่าเทียมกัน

ผู้บริโภคทุกคนมีความคาดหวังสูงกว่าความเป็นจริง และนี่คือสาเหตุหลักของความสำเร็จในธุรกิจมวยรองที่ยกให้ผู้บริโภคเป็นที่ตั้งอยู่เสมอและคอยตอบสนองความต้องการที่จู้จี้จุกจิกได้อย่างชาญฉลาดกว่า ความหยิ่งยโสโอหังของธุรกิจใหญ่ๆทั่วไป

โปรดติดตามบทความดีๆต่อได้ในอาทิตย์หน้านะคะ :)

Categories: Uncategorized | No Comments

Sungroup – company’s middle management incentive trip in China

October 24th, 2013

เมื่อวันที่ 10-14 ตุลาคมที่ผ่านมา ทางดร. สรณ์ จงศรีจันทร์ และคุณจำลอง เจ้าของธุรกิจ Sungroup ได้นำทีมผู้บริหารระดับกลางของบริษัทไปท่องเที่ยวที่เมื่องต้าลี่ ลี่เจียง ประเทศจีน :) ช่วงนี้อากาศดีและเหมาะแก่การท่องเที่ยวเป็นที่สุดเลยคะ

Categories: Uncategorized | No Comments

October 7th, 2013

ธนาคารกสิกรไทย จากัด (มหาชน) ดำเนินการจัดงานเสวนา ภายในงาน “SME 101 : เริ่ม สร้าง ต่อยอดให้อยู่รอด” เพื่อเป็นการเสริมความรู้ และสร้างแรงบันดาลใจ อีกทั้งเป็นการขอบคุณลูกค้าธนาคารที่ให้ความไว้วางใจ และใช้ผลิตภัณฑ์ในกกลุ่ม K-SME Card โดยงานดังกล่าว เรียนเชิญลูกค้าจานวน 400 คนเข้าร่วมงานนี้

โดยงานนี้จัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม 2556 ณ โรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพฯ ห้อง Grandball Room :)

Categories: Uncategorized | No Comments

“แหกกฎ SME ตีให้ดังสู่เวทีโลก” โดย ดร. สรณ์ จงศรีจันทร์

October 7th, 2013

ออกมาแล้วนะคะ สำหรับหน้าตาของหนังสือเพื่อชาว SME ทุกท่าน อย่าลืมจับจองกันได้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปนะคะ :)

Categories: Uncategorized | No Comments

เชิญเข้าร่วมงานเปิดตัวหนังสือ “แหกกฎ SME ตีให้ดัง สู่เวทีโลก” โด ยดร.สรณ์ จงศรีจันทร์

October 7th, 2013

ขอเชิญท่านผู้สนใจเข้าร่วมงานเปิดตัวหนังสือ “แหกกฎ SME ตีให้ดัง สู่เวทีโลก” โดย ดร.สรณ์ จงศรีจันทร์ ในวันพุธที่ 9 ตุลาคม 2556 เวลา 14.00 น.-17.00 น.ณ ห้องประชุมพุทธคยา ชั้น 22 อาคารอัมรินทร์พลาซ่า

“แหกกฎ SME ตีให้ดัง สู่เวทีโลก” เป็นหนังสือที่ดีและมีประโยชน์มากๆสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจ SME จุดประกายความคิดให้ SME ลุกขึ้นมาสู้ศึกในสังเวียนธุรกิจการค้า

อย่าพลาดนะคะ สำรองที่นั่งได้ที่ 02 -685 2255

Categories: Uncategorized | No Comments

GMM-Z – ART OF THINKING SEMINAR & WORKSHOP, 14 SEPTEMBER 2013

September 23rd, 2013

Dr. Sohn Chongsrichan conducted Art of Thinking Seminar & Workshop for GMM-Z Executives and Managers on 14 September 2013 at Grand Center Point Hotel, Terminal 21, Sukhumvit Road.

Categories: Uncategorized | No Comments