Made in … VS Made by …

March 11th, 2011

สมัยตอนที่ผมเป็นเด็ก เวลาคุณพ่อคุณแม่ซื้อของอะไรมาฝากจากต่างประเทศ ด้วยความเป็นเด็กที่ชอบของขวัญ ของฝากและที่สำคัญของฟรี ไม่ว่าของสิ่งนั้นจะเป็นอะไร เชื่อได้ว่าใครๆที่เป็นเด็กต่างก็มีความสุขกันทั้งนั้น

ผมลองแอบนึกถึงนิสัยส่วนตัวเมื่อสมัยที่ยังเป็นเด็กอีกอย่างคือเมื่อได้รับของจากใครผมมักจะรีบพลิกดูหรือมองหาว่าของสิ่งนั้นผลิตขึ้นในประเทศอะไรที่ใต้กล่องหรือที่บริเวณใดบริเวณหนึ่งในโบรชัวร์ที่สอดแทรกมาในกล่อง

เมื่อเจอกับคำว่า Made in USA, Made in Germany หรือ Made in Japan ประเทศยักษ์ใหญ่ประมาณนี้ก็จะรู้สึกดีเป็นพิเศษ ที่คนคนนั้นช่างมีรสนิยม มีฐานะที่ยอมซื้อของแพงให้กับผม ผมรู้สึกว่าได้รับเกียรติจากคนๆนั้นมาก

ไม่ว่าของที่อยู่ในกล่องหรือในถุงจะเป็นอะไร หรือจะเหมาะสมกับตัวของผมหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้คงไม่ใช่ประเด็นใหญ่ แต่ที่รู้ๆคือของเหล่านี้เป็นของที่ดี มีราคาและมีคุณภาพในระดับขั้นแนวหน้า

ในอดีตค่านิยมของผู้บริโภคจะติดอยู่กับประเทศมหาอำนาจเพียงไม่กี่ประเทศ อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ประเทศในแถบทวีปยุโรปหลายประเทศ หรือประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น

ถ้าใครอยู่ในยุค Baby Boomer คุณจะรู้ดีว่าเมื่อตอนที่คุณยังอยู่ในช่วงวัยรุ่น คุณมีความใฝ่ฝันอยากไปเรียนต่อปริญญาตรีหรือปริญญาโทที่ประเทศใด?

ก็ประเทศที่ได้กล่าวมาข้างบนไม่ใช่หรือ?

ประเทศเหล่านี้ประสบกับความสำเร็จอย่างสูงในด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี สังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นกลุ่มประเทศที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ได้ถูกพัฒนาให้ถึงจุดที่เจริญก้าวหน้ากว่ากลุ่มประเทศอื่นโดยสิ้นเชิง

ใครที่เรียนจบจากประเทศเหล่านี้เป็นผู้ที่มีความรู้ มีความสามารถ มีเกียรติและศักดิ์ศรี

ที่แน่ๆคนที่สามารถไปเรียนต่อในประเทศที่เจริญก้าวหน้าเหล่านี้ได้ ที่บ้านจะต้องมีฐานะดีใช้ได้ เพราะค่าครองชีพและการกินอยู่มีอัตราสูงกว่าประเทศไทยหลายเท่า

แล้วคุณจะรู้สึกอย่างไรเมื่อคุณได้รับของขวัญที่ Made in China, Made in Thailand หรือ Made in Cambodia

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจคงเปรียบกับการได้รับของที่ผลิตจากประเทศมหาอำนาจไม่ได้
เป็นไปได้ไหมที่ภาพลักษณ์ของประเทศเปรียบได้กับภาพลักษณ์ของแบรนด์

เป็นไปได้ไหมที่ความสำเร็จ เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าในเชิงเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมของแต่ละประเทศจะเป็นตัวบ่งบอกถึงสถานะ ความแข็งแกร่งและค่านิยมของแต่ละประเทศนั้นๆด้วย

ความนิยมชื่นชอบต่อของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ตามหลักการสร้างแบรนด์อย่างพื้นฐานเกิดขึ้นจาก

ความเป็นที่ยอมรับในสังคมหมู่มากและคุณภาพที่อยู่ในระดับเหนือมาตรฐาน
เป็นไปได้ไหมที่ประเทศในแถบเอเชียยังไม่ได้ถูกยกค่านิยมให้ขึ้นไปเทียบเท่ากับมหาอำนาจต่างๆอย่างในอดีต

หนีออกจากการเป็นตัวประกันดีกว่า

ปัจจุบันผู้ผลิตในประเทศไทยหลายรายได้ย้ายสถานะตัวเองจากผู้ผลิตเพียงอย่างเดียว (OEM – Original Equipment Manufacturer) มาเป็นผู้สร้างแบรนด์ (OBM – Original Brand Manufacturer) การมีบทบาทเป็นผู้ผลิตเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถสร้างผลกำไรอย่างเป็นกอบเป็นกำได้ ทุกอย่างมักจะจบด้วยกลยุทธ์ของราคาที่จะต้องถูกสุดๆและจะต้องถูกกว่าโรงงานผลิตของคู่แข่ง แต่คุณภาพยังคงต้องดีได้ตามมาตรฐานที่ถูกกำหนดจากผู้สั่งซื้อ

ผู้ผลิตเพียงอย่างเดียวมักเจอกับปัญหาทางด้านเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วแบบว่าเครื่องจักรที่เพิ่งลงทุนซื้อไปเมื่อปีกลายที่แล้ว ปัจจุบันขีดความสามารถในการผลิตของเครื่องจักรนั้นๆกลับถูกจำกัดอยู่ในวงแคบๆ ที่ไม่เอื้อประโยชน์ในการสร้างสรรค์งานที่มีความซับซ้อนมากขึ้นตามความต้องการของผู้บริโภคได้

จากนั้นไม่นานพนักงานขายเครื่องจักรเครื่องที่คุณซื้อไปเมื่อปีกลาย ก็เดินกลับมาหาคุณใหม่อีกรอบ โดยมีข้อเสนอที่จะขายเครื่องจักรรุ่นใหม่ที่มีขีดความสามารถสูงกว่าเครื่องปัจจุบันที่คุณมีอยู่ในโรงงาน ด้วยสนนราคาที่ทำให้คุณต้องคิดหนักในการหาเหตุผลไปทำเรื่องกู้เงินจากธนาคาร เพื่อมาถอยเครื่องจักรตัวใหม่ที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่าแต่ลืมไปว่าเครื่องจักรตัวเก่าเพิ่งผ่อนไปได้แค่ปีกว่า ยังเหลือเวลาอีกตั้งหลายปีถึงจะผ่อนหมด

ผู้บริโภคจะแคร์อะไร?

คุณเคยทราบไหมว่า iPhone และสินค้าอีกหลายๆตัวของ Apple ผลิตจากประเทศอะไร?
หลายคนคงทราบดี แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ทำหน้างงๆ

“เอ้า ไม่ใช่ผลิตในสหรัฐอเมริกาหรือ”?

นี่คือประเด็นที่น่าสนใจในการรับรู้ของผู้บริโภค

Apple เป็นแบรนด์ที่ทรงอิทธิพลในระดับต้นๆของโลก

Apple เป็นแบรนด์ที่มีภาพลักษณ์ของความก้าวล้ำนำสมัย

Apple เป็นแบรนด์ที่สร้างความตื่นเต้น ความน่าประหลาดใจให้แก่ผู้บริโภคอยู่อย่างตลอดต่อเนื่อง

Apple เป็นแบรนด์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

และสินค้าหลายตัวของ Apple แบรนด์นี้เองก็ถูกผลิตขึ้นในประเทศจีน

Made in China but Made by Apple

แล้วทำไมผู้บริโภคถึงยังซื้อสินค้าที่หลากหลายจาก Apple

เพราะผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นและศรัทธาในแบรนด์ Apple มากกว่าประเทศที่เป็นผู้ผลิตสินค้าแบรนด์นี้

ถ้า Apple จะนำสินค้าบางตัวไปผลิตที่อินเดียก็คงจะไม่ใช่เรื่องใหญ่เพราะผู้บริโภคต้องการครอบครองแบรนด์มากกว่าจะสนใจว่าสินค้าตัวนั้นจะถูกผลิตจากประเทศอะไร?

ไม่ว่า Apple จะว่าจ้างโรงงานในประเทศใดให้ผลิตสินค้าอะไรก็ได้ภายใต้แบรนด์ Apple ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นว่าสินค้าเหล่านั้นจะได้รับการดูแลเอาใจใส่ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ด้วยคุณภาพที่เหนือความคาดหวังจากทีมงานของ Apple

แล้วจะไปแคร์อะไรกับประเทศผู้ผลิตล่ะ?

Blackberry ที่คนไทยใช้กันอย่างเมามันส์ในปัจจุบัน ก็ถูกผลิตขึ้นจากโรงงานในประเทศฮังการี

รองเท้ากีฬา Adidas ที่ขายกันอยู่คู่ละหลายพันบาทบางรุ่นถูกผลิตขึ้นจากโรงงานในประเทศอินโดนีเซียหรือประเทศจีน

คอมพิวเตอร์แบรนด์ดังที่คนรู้จักทั่วโลกก็ถูกผลิตจากประเทศจีนกันอย่างแพร่หลาย

แบรนด์ไทยมีขีดจำกัด

ถ้าจะพูดถึง Category แบรนด์ ชาวโลกไม่มีใครไม่รู้จักต้มยำกุ้ง ผัดไทย รถตุ๊กตุ๊ก

ถ้าจะชมแบรนด์ไทยที่ประสบความสำเร็จในตลาดโลกคงต้องยกมือให้กับแบรนด์กระทิงแดง (Red Bull), CP, Thann เป็นต้น

และความเป็นแบรนด์ไทยในระดับประเทศที่ชนกับแบรนด์ดังจากต่างประเทศก็หนีไม่พ้นแบรนด์อย่างเช่น Smooth-E, Scotch, Greyhound, Oishi, Black Canyon, MK Suki ที่น่าตลกคือมีผู้บริโภคจำนวนหนึ่งยังไม่ทราบด้วยซ้ำไปว่าเป็นแบรนด์ของคนไทย

แบรนด์เหล่านี้ล้วนแต่มีส่วนแบ่งการตลาดที่สูงพอๆกับแบรนด์ดังๆในแต่ละอุตสาหกรรมที่มาจากฝั่งประเทศตะวันออก

ความภูมิใจของคนไทยที่สามารถตีตรา Made in Thailand ลงบนตัวสินค้าได้คงมีอยู่ในวงแคบๆและถูกจำกัดอยู่ในสินค้าประเภทเกษตรกรรม อย่างเช่น ข้าวหอมมะลิ ผลไม้ หรือแม้กระทั่งธุรกิจการท่องเที่ยวที่มีความชัดเจนในจุดยืนแห่งความเป็นประเทศไทยที่อุดมไปด้วยเสน่ห์บนสโลแกน “Amazing Thailand”

Categories: Articles Anything | No Comments

ธรรมะเอนี่ติง ณ วัดถ้ำกลองเพล

March 1st, 2011

สวัสดีคะ วันนี้นำข่าวสารและสิ่งดีๆมาร่วมแบ่งปันกันอีกครั้งนะคะ

โดยอาจารย์สรณ์และกลุ่มธรรมะเอนี่ติงได้เดินทางไปยังวัดถ้ำกลองเพล เพื่อไปกราบท่านหลวงปู่ขาวและร่วมทำบุญ บริจาค

ภาพครอบครัวอาจารย์สรณ์ จงศรีจันทร์ คะ

และครั้งนี้ข้าวธรรมได้สนับสนุน ร่วมทำบุญด้วยคะ โดยคุณปัง เจ้าของข้าวธรรมได้เดินทางมาร่วททำบุญด้วยนะคะ

แล้วครั้งหน้าจะเก็บภาพโครงการดีๆมาฝากอีกนะคะ Have a nice day คะ ^^

Categories: Uncategorized | No Comments

ประมวลภาพการเดินทางไปกราบสักการะร่างหลวงตามหาบัว ณ วัดป่าบ้านตาด

February 17th, 2011

เป็นที่ทราบกันดีถึงการมรณะภาพของ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด ที่ได้ละสังขารเมื่อเวลา 03.53 น. ภายในห้องปลอดเชื้อกุฎิหลวงตา รวมศิริอายุ 97 ปี 5 เดือน 18 วัน 77 พรรษา

ทางกลุ่มธรรมะ เอนี่ติง นำโดยอาจารย์สรณ์ จงศรีจันทร์ ได้เข้าร่วมกราบสักการะร่างของหลวงตาบัว โดยภาพที่เห็นเป็นห้องที่หลวงได้ละสังขารไป

นอกจากนี้ทางคณะยังได้มีการทำบุญตักบาตรด้วยข้าวธรรม ของคุณปังด้วยนะคะ

ต้องขอบคุณคุณทุกท่านที่ได้เข้าร่วมคณะในครั้งนี้นะคะ ได้อิ่มเอมบุญกันไปถ้วนหน้า และยังได้มีดอกาสกราบสักการะร่างของท่านหลวงตาด้วย

อยากเชิญชวนให้ชาวแบรนด์เอนี่ติงทำบุญกันเยอะๆนะคะ ทำบุญแล้วก็อย่าลืมทำทานกันด้วยนะคะ การแบ่งปันเป็นสิ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นะคะ พรุ่งนี้เป็นวันมาฆบูชาก็อย่าลืมไปวัดกันนะคะ ^^

Happy Long Weekend คะ

Categories: Gallery Anything | No Comments

กลุ่มธรรมะเอนี่ติง ร่วมกันบริจาคอุปกรณ์การเรียน อาหาร สิ่งของจำเป็นสำหรับเด็กโรงเรียนบ้านนาคลอง จ.อุดรธานี

February 15th, 2011

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่าน ทางกลุ่มธรรมะเอนี่ติง (Dhamma Anything) ได้ร่วมกันนำอุปกรณ์การเรียน อาหาร สิ่งของที่จำเป็น ไปบริจาคให้กับเด็กๆที่โรงเรียนบ้านนาคลอง อ.เมือง จ.อุดรธานี

อาจารย์สรณ์ จงศรีจันทร์ ประธานกลุ่มธรรมะเอนี่ติง (Dhamma Anything) เป็นผู้นำการบริจาคสิ่งของให้กับทางโรงเรียน

ภาพบรรยากาศอันชื่นมื่นที่เต็มไปด้วยความดีใจของทั้งผู้ให้และผู้รับ ชั่งเป็นภาพที่สวยงามจริงๆนะคะ ถึงแม้ว่าพวกเราจะเป็นเพียงคนกลุ่มเล็กๆที่มองเห็นถึงความลำบากของเค้าทั้งหลาย แต่แค่เพียงเท่านี้ก็ชั่งเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับพวกเขามากมาย โดยครั้งนี้ทางคุณปัง เจ้าของธุรกิจข้าว ธรรม ได้นำข้าวสารธรรม มาร่วมบริจาคด้วยคะ

สิ่งที่ท่านได้เห็นอาจจะเป็นเพียงแค่การให้เล็กๆน้อยๆ แต่สำหรับเด็กๆที่โรงเรียนบ้านนาคลองแล้ว มันเป็นสิ่งที่มีค่าต่อพวกเขาเป็นอย่างมาก

ทุกวันนี้พวกเราทุกคนมีความสุขสบายอยู่ในเมืองใหญ่ แต่เด็กน้อยเหล่านี้ ผู้ซึ่งอดอยาก ขาดโอกาส ขาดอุปกรณ์ ขาดสิ่งอำนวยความสะดวกที่ควรจะเป็น อยากให้ทุกท่านหันกลับมามองถึงผู้ที่ด้อยโอกาส เพียงแค่เศษเสี้ยวของเงินพวกท่าน ก็สามารถให้ชีวิตและอนาคตกับเด็กๆเหล่านี้ได้แล้ว

กลุ่มธรรมะเอนี่ติง (Dhamma Anything)ของเราจะยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ เราจะร่วมกันต่อไป ร่วมกันทำสิ่งดีๆคืนให้กับสังคม ให้กับผู้ด้อยโอกาส

หากท่านใดที่สนใจอยากมีส่วนร่วมในการร่วมสร้างสิ่งๆดีเพื่อสังคม สามารถติดต่อได้นะคะ ทางกลุ่มธรรมะเอนี่ติง (Dhamma Anything) ยินดีที่จะเป็นสื่อกลางในการร่วมทำความดีค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญบริจาคในรูปแบบไหน เพียงแค่รู้สึกว่าอยากให้ รู้จักการให้ แค่นี้ท่านก็จะได้เป็นมนุษย์ที่แท้จริงแล้วคะ ขอให้สิ่งดีๆกลับคืนไปสู่ทุกท่านนะคะ ^^

Categories: Gallery Anything | Tags: | No Comments

รุ่งโรจน์ VS ร่วงโรย (ตอนจบ)

January 24th, 2011

ยังเหลืออีก 3 มิติของแกน Energized Differentiation (พลังของความแตกต่างที่ไม่หยุดนิ่ง)

2 ตอนที่แล้วได้พูดถึง 1. Vision (วิสัยทัศน์) 2. Difference (ความแตกต่าง) 3. Distinctive (ความโดดเด่น)

4. Invention (มีนวัตกรรมใหม่ๆ)

ความสำเร็จของแบรนด์ในวันนี้ อาจจะกลายเป็นความพ่ายแพ้ในวันพรุ่งนี้ได้อย่างง่ายดาย

มีน้อยแบรนด์มากในโลกที่สามารถครองความเป็นที่หนึ่งในด้านยอดขายและครองความเป็นที่หนึ่งในใจของผู้บริโภค

ผู้บริโภคเป็นเผ่าพันธุ์ที่แปลกประหลาด

ขี้เบื่อง่าย ความจำสั้น ดื้อยา ไม่จงรักภักดี ชอบมีกิ๊ก (กับแบรนด์คู่แข่ง) ที่สำคัญชอบของถูกและดี
ความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงทุกวินาที

ความต้องการของผู้บริโภคเข้มข้นขึ้นทุกวินาทีเช่นกัน

คุณยังจำฟิล์มถ่ายรูปได้ไหม มีรูปให้คุณถ่ายได้แค่ 24 รูปหรือ 36 รูป ราคาร้อยกว่าบาทในอดีต มีราคาแพงพอสมควร

เดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่ไม่รู้จักคำว่าฟิล์ม คงไม่ต้องพูดถึงความสามารถของคนรุ่นใหม่ที่จะใส่กระฟิล์มเข้าไปในกล้องถ่ายภาพแบบรุ่นเก่าที่ต้องใช้ฟิล์ม

ผมรู้สึกว่าการถ่ายรูปในอดีตมีความเป็นศิลปะมากกว่า เป็นไปได้ไหมว่าคุณจำเป็นต้องตั้งใจจริงๆในการเล็งไปที่เป้า หาแสงให้พอเหมาะ และ focus ให้แม่น เพื่อที่จะได้ผลลัพธ์ออกมาโดยผ่าน View Finder อย่างที่ตาได้เห็น

เชื่อได้ว่าไม่มีใครสุ่มสี่สุ่มห้ากดชัตเตอร์กันอย่างไร้สติ เพราะค่าฟิล์มมีราคาแพง ค่าล้าง อัด ขยายรูปก็มีราคาแพง จึงเป็นเหตุผลให้คุณจำเป็นต้องใช้ความละเอียดรอบคอบในการถ่ายรูปแต่ละใบ เมื่อเทียบกับกล้องระบบ Digital ที่ใช้ Memory Card เป็นตัวช่วยบันทึกภาพแทนฟิล์ม

Memory Card ที่มีขายในท้องตลาดบางรุ่น บางความจุสามารถเก็บรูปที่มีความละเอียดแบบต่ำได้เป็นแสนรูปก็มี

นั่นแปลว่าคุณนึกอย่าถ่ายภาพอะไรที่ขวางหน้าก็สามารถกดได้แหลก ไม่ต้องเกรงใจ บางคนลืมไปด้วยซ้ำว่าได้เคยถ่ายภาพอะไรไว้ใน Memory Card นั้น รู้แต่ว่าถ่ายภาพยังไงก็ไม่มีวันเต็มในกล้อง Digital ของตัวเองที่ได้ซื้อมาตั้งแต่วันแรก

นวัตกรรมของกล้อง Digital ที่มี Memory Card มาแทนกล้องที่ต้องใช้ฟิล์ม เกิดมาด้วยเหตุผลของความสะดวกสบายที่ผู้บริโภคโหยหา

แบรนด์ต่างๆลุกขึ้นมาเอาใจผู้บริโภค ผู้ซึ่งเป็นคนควักเงินออกมาจากกระเป๋าเพื่อจ่ายเงินเดือนให้กับ CEO และพนักงานทุกคนที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์นั้นๆ

นวัตกรรมที่ดีต้องมี Relevance (ความจำเป็นและความเหมาะสม) ต้องตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค และที่สำคัญต้องโดดเด่นและแตกต่าง

นวัตกรรมที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาโดยปราศจาก Relevance จะจบอยู่ที่ตู้โชว์สินค้า ไม่มีใครเรียกหา ไม่ได้สร้างรายได้ให้กับเจ้าของแบรนด์

สินค้ามีวงจรชีวิตแต่แบรนด์มีชีวิตที่จีรังยั่งยืนกว่า อย่างที่รู้จักกันแพร่หลายในคำว่า Product Life Cycle คือมีเกิด มีแก่ มีเจ็บ และมีตาย

แบรนด์ Mercedes-Benz อยู่มากว่า 100 ปี กำเนิดในเมือง Stuttgart ประเทศเยอรมนี ยังอยู่ได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนจนถึงปัจจุบัน แต่เจ้าของผู้ก่อตั้งได้ลาจากโลกใบนี้ไปแล้ว ในขณะที่แบรนด์ Mercedes-Benz ยังสามารถสร้างนวัตกรรมแปลกๆใหม่ๆออกสู่ตลาดโลก สร้างความตื่นเต้น เร้าใจต่อผู้บริโภคได้อย่างสม่ำเสมอ

เชื่อได้ว่าแบรนด์ Mercedes-Benz นี้ยังสามารถอยู่ได้อย่างตลอดรอดฝั่งไปได้อีก 100 ปีอย่างแน่นอน ด้วยปัจจัยแห่งความเป็นผู้นำทางด้านนวัตกรรมรายหนึ่งของโลก

นวัตกรรมเปรียบเสมือนยาอายุวัฒนะ ที่คอยช่วยต่อชีวิตและลมหายใจให้กับแบรนด์

นวัตกรรมเปรียบเสมือนภูมิคุ้มกันที่ช่วยปกป้องรักษาให้แบรนด์อยู่ยงคงกระพันจากการต่อสู้ฟาดฟันอย่างดุเดือดในสนามการแข่งขันที่ไม่เคยมีคำว่าประนีประนอม

5. Dynamism (พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง)
แบรนด์โออิชิเริ่มต้นจากร้านอาหารบุฟเฟต์ ระดับหรูสไตล์ญี่ปุ่นในซอยทองหล่อ

จะน่าเสียดายไหมถ้าแบรนด์ๆนี้จะจบลงด้วยธุรกิจร้านอาหารเพียงอย่างเดียว

ตัวตนของโออิชิคือความเป็นประเทศญี่ปุ่นหรือต้นตำรับของดีจากประเทศญี่ปุ่น

โอกาสในการต่อยอดทางธุรกิจด้วยการกลายพันธุ์จากสินค้า/บริการ หนึ่งตัวไปเป็นอีก หนึ่งตัวมีความเป็นไปได้สูง

ความลงตัวและพอดีของชื่อโออิชิ สามารถถูกพัฒนาไปเป็นแบรนด์ชาเขียวโออิชิได้อย่างมหัศจรรย์

เพราะทั้งร้านอาหารบุฟเฟต์โออิชิและชาเขียวโออิชิต่างมีรากฐานที่มาจากความเป็นต้นตำรับของดีจากประเทศญี่ปุ่นเหมือนกัน

ความเป็นต้นตำรับของดีจากประเทศญี่ปุ่นคือ Brand Proposition ที่ถูกสร้างขึ้นในใจของผู้บริโภคโดยผ่านการโฆษณาประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมส่งเสริมการตลาดแบบบูรณาการ

ทุกกิจกรรมการสื่อสารถูกสร้างบนแนวคิดของต้นตำรับของดีจากประเทศญี่ปุ่น ไม่มีการหลุดหรือผิดเพี้ยนใดๆทั้งสิ้น จากกลยุทธ์การสื่อสารที่ถูกวางแผนไว้เป็นอย่างดี

จากร้านอาหารบุฟเฟต์สไตล์ญี่ปุ่นมาเป็นต้นตำรับชาเขียวจากประเทศญี่ปุ่นเพียง 1 รสชาติในอดีต ปัจจุบันการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของชาเขียวโออิชิมีรสชาติมากกว่า 30 รสชาติ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายประเภทผู้ใหญ่ คนวัยทำงาน วัยรุ่นเป็นต้น

จากร้านอาหารบุฟเฟต์สไตล์ญี่ปุ่นและตามมาด้วยชาเขียว หลังจากนั้นไม่นานโออิชิก็ได้พัฒนาสินค้าออกสู่ตลาดด้วยแบรนด์ น้ำส้มเซกิ อะมิโน โอเค และคอฟฟิโอ แต่ไม่ได้ใช้แบรนด์โออิชิเป็นตัวนำเพราะ น้ำส้มเซกิ อะมิโน โอเค และคอฟฟิโอ กาแฟพร้อมดื่มไม่ได้มีตัวตนที่ชัดเจนเหมือนกับร้านอาหารบุฟเฟต์และชาเขียว เพราะโออิชิคือต้นตำรับของดีจากญี่ปุ่น ดังนั้นภายใต้แบรนด์เซกิ อะมิโน และคอฟฟิโอ แบรนด์โออิชิทำหน้าที่เป็นตัว Endorse มากกว่าเป็นผู้ชักนำในตัวตนแห่งความเป็นต้นตำรับของดีจากประเทศญี่ปุ่น แต่รับรองได้ว่าอะไรที่ถูกพัฒนาจากคุณตัน หรือแบรนด์โออิชิจะต้องมีคุณภาพที่เป็นเลิศ แปลก และแหวกแนวอยู่ตลอดเวลา

6. Unique (ความมีเอกลักษณ์)

คุณว่าคุณโน้ต อุดม แต้พานิช ต่างจากคุณดี๋ ดอกมะดันไหม?

แล้วอั้ม พัชราภา กับแอน ทองประสม มีบุคลิกเหมือนกันไหม?

แบรนด์ก็เช่นกัน Coke กับ Pepsi, Honda กับ Toyota, Samsung กับ Sony, Blackberry กับ Nokia ต่างมีเอกลักษณ์และจุดยืนที่ต่างกัน ไม่มากก็น้อย

แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จมักจะสร้างความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองที่ทิ้งคู่แข่งอย่างขาดลอย

ความเป็นผู้นำย่อมมีความได้เปรียบในการสร้างเอกลักษณ์แปลกๆใหม่ๆออกมาสู่สายตากลุ่มเป้าหมาย

เอกลักษณ์ที่โดดเด่นมักสร้างความประหลาดใจให้กับกลุ่มเป้าหมายที่จะมีความคาดหวังต่อสินค้า/บริการนั้นๆเช่นเดียวกัน

และความมีเอกลักษณ์นี้เอง คือการสร้างความรู้สึกนึกคิดและทัศนคติในใจผู้บริโภคให้แบรนด์ๆหนึ่งแตกต่างจากแบรนด์อีกแบรนด์หนึ่ง

ลองเปรียบเทียบแบรนด์สถานีบริการน้ำมัน ปตท กับ บางจาก ที่เป็นแบรนด์ไทยของเรา ดูว่าต่างคนต่างมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไหม

เราคงไม่พูดถึงจำนวนสถานีที่ใครมีมากกว่า หรือใครทำกำไรได้มากกว่าในประเด็นนี้

ปตท เปรียบเสมือนใครคนหนึ่งที่เราสามารถพึ่งพาได้อยู่ตลอดเวลา แน่นอนด้วยจำนวนสถานีบริการที่กระจายอยู่ทั่วประเทศที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายและร้านสะดวกซื้อ 7-11 ที่กระจายอยู่ในแต่ละสถานี ที่เปิดบริการตลอด 24 ชม.

ในขณะที่บางจากจะมีความเป็นเพื่อนหรือญาติใกล้ชิดสนิทสนม ที่มีความเป็นอนุรักษ์นิยมมากกว่าด้วยแนวคิดของการสนับสนุนสินค้า OTOP หรืออาชีพอิสระอย่างเช่น นวดแผนไทย

ไม่มีใครถูกไม่มีใครผิด เพราะแบรนด์ที่จะประสบความสำเร็จได้จะต้องมีเอกลักษณ์ ที่ไม่ไปทับเส้นกับแบรนด์คู่แข่ง

โดยเฉพาะการที่แบรนด์รองจะเดินตามหลังแบรนด์ยักษ์ใหญ่ ด้วยการ Copy เอกลักษณ์ของผู้นำ จะพาให้แบรนด์รองตกอยู่ในสถานะที่ลำบาก สุดท้ายก็จะโดนเอกลักษณ์ของแบรนด์ใหญ่ครอบคลุมหรือถูกกลืนไปในที่สุด

ผู้ตามก็จะเสียทั้งเงิน และเสียทั้งเวลาในการทำธุรกิจ แต่ที่สำคัญกว่าคือการเสียหน้า และเสียฟอร์มต่อสังคมที่มีฝูงคนคอยจับจ้อง จับตาดูการต่อสู้ในธุรกิจนั้นๆ

Categories: Articles Anything | No Comments

14 เรื่องเหนือเทรนด์ – อ. สรณ์ จงศรีจันทร์

January 10th, 2011

สวัสดีปีใหม่กันอีกครั้งนะคะ หวังว่าทุกท่านคงพร้อมสู้กันต่อในธุรกิจและที่กำลังจะเกิดในปี 2554 นี้อย่างมุ่งมั่นนะคะ

เริ่มต้นปีด้วยการแนะนำบทความดีๆจากอ.สรณ์ เจ้าเก่าของเรานั่นเอง

อ.สรณ์ได้เขียนบทความที่มีชื่อว่า “14 เรื่องเหนือเทรนด์” ในนิตยสารทางการตลาดเล่มหนึ่งชื่อว่า Positioning ขอแนะนำว่าให้ไปหาอ่านดูนะค่ะ จะได้ทำธุรกิจไม่ตกเทรนด์ปี 2554 นี้ อ.สรณ์บอกเล่าถึงสิ่งที่คาดว่าจะมาแรงในการทำธุรกิจในปีนี้ จากประสบการณ์ตรงในแวดวงธุรกิจมากกว่า 28 ปี อะไร In อันไหน Out ก็ลองมาดูกันค่ะ

ขอให้สนุกกับบทความนะคะ ทาง Brand Anything หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกท่านนะคะ สู้สู้ค่ะ ^^

Categories: Articles Anything | Tags: | No Comments

Happy New Year 2011 ^^

December 30th, 2010

สวัสดีปีใหม่คะ ปีใหม่นี้ขอให้ทุกท่านมีแต่ความสุขสมหวัง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ คิดเงินให้ได้เงิน คิดทองให้ได้ทอง มีความสุขกับทุกวันของชีวิตนะคะ

หากท่านใดที่ต้องเดินทางไปท่องเที่ยวขอให้เดินทางปลอดภัยนะคะ

ด้วยความปรารถนาดีจาก BrandAnything (^^)

Categories: Uncategorized | No Comments

รุ่งโรจน์ VS ร่วงโรย (ตอนที่ 2)

December 22nd, 2010

ฉบับที่แล้วจบกันตอน 1 ที่เกี่ยวข้องกับ Vision ที่เป็น 1 ใน 6 เสาหลักของพลังของความแตกต่างที่ไม่หยุดนิ่ง หรือ Energize Differentiation

ในตอน 2 ฉบับนี้ขอหยิบยกอีก 2 เสาหลักมาเป็นแนวคิดในการสร้างธุรกิจ และแบรนด์ของผู้ประกอบการให้แข็งแรงและแตกต่างจากคู่แข่ง

2. Difference (ความแตกต่าง)
ความแตกต่างไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว

ความแตกต่างสามารถนำพาไปใช้กับการบริการ หีบห่อบรรจุภัณฑ์ การตั้งชื่อสินค้า และอื่นๆอีกมากมาย ที่เป็นองค์ประกอบในการสร้างแบรนด์

ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปี SONY ได้สร้างความแตกต่างให้กับเครื่องเล่นเทป Cassette ที่สามารถนำออกนอกบ้าน ไปไหนมาไหนได้ ในสินค้าที่ชื่อว่า SONY Walkman มีขนาดเล็กเท่าฝ่ามือ น้ำหนักเบาไม่ถึง 1 กิโล

ความแตกต่างที่ SONY ได้สร้างขึ้นในสินค้าประเภทนี้ ไม่ได้เพียงแค่ต้องการสร้างรายได้ให้กับบริษัทของ SONY เองเท่านั้น แต่ได้ประกาศศักดาแห่งความเป็นผู้ริเริ่มสร้างนวัตกรรม แห่งการพกพาเสียงเพลงไปที่ใดก็ได้

ประวัติศาสตร์ได้จารึก Walkman ไว้ในความทรงจำของชาวโลก

แม้กระทั่งคำว่า Walkman เอง ก็ได้กลายเป็นชื่อสามัญ ที่ทุกคนใช้แทนคำว่าเครื่องเล่นเพลงพกพา ไปนานนับหลาย 10 ปี และคุณก็จะเจอศัพท์ภาษาอังกฤษของคำว่า Walkman ในพจนานุกรมจากหลายสำนักเช่นเดียวกัน

SONY Walkman ทำให้ผู้บริโภคเกิดความสะดวกสบาย จากการที่เคยต้องรับความเพลิดเพลินจากเสียงเพลง ในอาคารบ้านเรือนเพียงอย่างเดียว

ความแตกต่างถูกสร้างขึ้นพร้อมไปกับ Relevance ที่ผู้บริโภคกำลังโหยหาและต้องการ

ดัชนีการวัดความสำเร็จของความแตกต่างจากสินค้าใดสินค้าหนึ่ง ดูได้จากความคลั่งไคล้ของผู้บริโภค ที่มีต่อสินค้านั้นๆ

เมื่อเวลาผ่านไปการแข่งขันไม่เคยปราณีผู้เล่นใดทั้งสิ้น สิ่งที่ยากที่สุด ที่นักการตลาดมักจะพูดกันอยู่เสมอ “การป้องกันตำแหน่งผู้นำ ยากกว่าเป็นผู้ตามที่จะล้มแชมป์”

แล้วเกิดอะไรขึ้นเมื่อ Apple ได้เปิดตัว iPod ราว 6-7 ปีที่ผ่านมา

นวัตกรรมของการพกพาเสียงเพลง คงไม่ได้สร้างความประหลาดใจให้กับผู้บริโภคอีกต่อไป

ความประหลาดใจที่เกิดขึ้นในใจของผู้บริโภค ต่อการเปิดตัวของ iPod คือ นวัตกรรมแห่ง Lifestyle ที่วัยรุ่นและวัยเก๋าทุกๆคนจำเป็นต้องมีไว้ครอบครอง

Relevance หรือความจำเป็นของ iPod ไม่ได้เกิดขึ้นจากเครื่องเล่นขนาดเล็กกะทัดรัด น้ำหนักเบาอีกต่อไป

รูปแบบของงานดีไซน์ สีสัน และความจุของเพลง ที่มากมายมหาศาลได้กลายเป็นขั้นบันไดที่สูงกว่าสิ่งที่ผู้บริโภคได้เคยพบเห็น

สายหูฟังที่เป็นสีขาว เครื่องเล่นที่ใช้งานง่ายด้วยปุ่ม หรือ ฟังก์ชั่นที่ถูกสร้างบนพื้นฐานของความสะดวกที่มากกว่าสิ่งของใดๆ ที่มนุษย์บนโลก ได้เคยมีประสบการณ์มาก่อน

มีข้อน่าสังเกตจากความสำเร็จของ Apple ที่สร้างความประหลาดใจอย่างไม่หยุดยั้ง คือการที่ Apple ไม่ได้หยุดพัฒนาตัวสินค้า iPod ที่มีแค่ 1-2 รุ่น แต่ตัวสินค้าเองได้ถูกกลายพันธุ์ไปในแนวที่ลึกกว่า โดยมีสายพันธุ์ที่สร้างบนพื้นฐานความต้องการในแต่ละทัศนคติ เพศ และวัย ของกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป เช่น iPod Classic , iPod Nano , iPod Shuffle เป็นต้น

การสร้างความแตกต่างไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ตัวเทคโนโลยีหรือตัวสินค้าเขาเองเป็นกลยุทธ์เสมอไป

ถ้าเปรียบ iPod กับ Walkman เมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว Walkman คือสินค้าที่ถูกสร้างบนแนวคิดของความสะดวก ความสบาย ที่สามารถนำเอาเสียงเพลงออกไปฟังนอกบ้านได้ด้วยขนาดเล็กกะทัดรัด น้ำหนักเบา

แต่ iPod กลับถูกสร้างบนพื้นฐานของ Lifestyle ที่อาจจะจับต้องไม่ค่อยได้ แต่สามารถรู้สึกและแสดงออกได้จากตัวตนของผู้บริโภค

เวลาผ่านไป ทัศนคติเปลี่ยนไป ผู้บริโภคก็ย่อมเปลี่ยนไปตามวันและเวลา อย่างที่รู้จักกันในคำว่า “กระแส”

ต้องขอยกย่อง Apple ที่ไม่เพียงหยุดอยู่แต่ iPod เพียงตัวเดียว ถ้าเป็นเช่นนั้น กระแสในกลุ่มผู้บริโภคคงหลุดหายไป

ความเสมอต้นเสมอปลาย ถือได้ว่าเป็นความแตกต่างในองค์ประกอบที่สำคัญอันหนึ่ง เพราะ “การเปลี่ยนแปลง คือ การไม่เปลี่ยนแปลง” นั่นเอง

หลักฐานทางสังคมที่ตามมาหลังจากความสำเร็จของ iPod คือ iPhone และ iPad ที่ผู้บริโภคทั่วโลกยังคงคลั่งไคล้หลงไหล

3. Distinctiveness (ความโดดเด่น)
ความโดดเด่น เป็นอีก 1 ใน 6 เสาหลักที่ช่วยผลักดันให้ผู้บริโภค “ยินดีจ่ายแพง” ขึ้นอีกซักหน่อย

การแข่งขันในทะเลสีแดงเป็นการแข่งขันที่เหนื่อย และได้ผลกำไรบางมาก หรือไม่ก็เพียงแค่เท่าทุน พออยู่รอดได้ไปเป็นวันๆ

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2551 Singapore Airline ได้เปิดตัวเครื่องบิน Airbus รุ่น A380 ที่มีที่นั่ง 2 ชั้นตลอดลำเป็นครั้งแรกในโลก ด้วยเส้นทางบินจาก สิงคโปร์ สู่ ซิดนีย์

ไฟล์ปฐมฤกษ์นี้ ผู้โดยสารที่ประสงค์จะเป็นคนกลุ่มแรก ที่ได้นั่งเครื่องบินรุ่น Airbus A380 นี้ จะต้องเข้าไปในเว็บไซด์ของ Singapore Airline เพื่อประมูลแข่งกัน และรายได้ทั้งหมด ทางสายการบิน Singapore Airline ก็จะนำไปสมทบให้กับมูลนิธิต่างๆเพื่อเป็นการกุศล

การที่ Singapore Airline เปิดตัว Airbus A380 เป็นสายการบินแรกของโลก ได้ตอกย้ำแนวความคิดของ Singapore Airline ที่เป็นสายการบินที่ดีที่สุดในโลกสายการบินหนึ่ง ในด้านการบริการ

ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2551 ที่ Singapore Airline ได้นำ Airbus A380 เหิรฟ้าจากเกาะสิงคโปร์เกาะเล็กๆเกาะหนึ่ง ข้ามน้ำข้ามทะเล ไปแตะผืนแผ่นดินออสเตรเลีย ที่นครซิดนีย์ มีข่าวของการเปิดเส้นทางบินนี้ ของ Singapore Airline ปรากฏอยู่ในสื่อทุกแขนงทั่วโลก อย่างเช่น CNN , BBC , NHK ที่ประเมินออกมาเป็นค่าสื่อที่สูงมหาศาล ที่ใครต่อใครต้องอิจฉาไปตามๆกัน

ไม่มีใครไม่รู้จัก Singapore Airline และแน่นอนไม่มีใครไม่รู้จักเครื่องบินที่มีชื่อรุ่นว่า Airbus A380

แค่การซื้อ Airbus A380 มาครอบครองคงไม่ได้ทำให้ Singapore Airline เกิดความโดดเด่น ที่อยู่ในใจของผู้บริโภคได้ เพราะถ้าเวลาผ่านไปเพียง 2-3อาทิตย์ เครื่องบินรุ่นที่ว่านี้ก็คงไม่มีอะไรแปลกใหม่โดนใจให้ผู้บริโภคเกิดความประทับใจในที่สุด

หัวใจของความโดดเด่นคือสิ่งที่จับต้องได้ มีที่มา มีที่ไป มีเหตุ มีผล ผู้บริโภคจะเป็นคนตัดสินความโดดเด่นของแบรนด์ต่างๆ ไม่ใช่ผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ ที่อาจจะเข้าข้างตัวเอง

ที่สุดของที่สุดก็ได้เกิดขึ้นในห้องผู้โดยสารชั้น 1 ของ Singapore Airline ที่มีความโดดเด่นแบบสุดๆ ไม่มีใครสามารถเทียบชั้นได้

Singapore Airline ได้สร้างห้องผู้โดยสารชั้น 1 ให้กลายเป็น “ห้องจริงๆ” มีเก้าอี้นั่งที่สามารถปรับให้พับเป็นเตียงราบแบบ 180 องศา ขนาดน้องๆของเตียงเดี่ยวในโรงแรมทั่วไป

มีหมอนขนาดใหญ่ มีผ้าห่มนุ่มสบายไว้คอยบริการ พร้อมกับอาหารที่เสิร์ฟแบบโรงแรม 6 ดาว

ห้องน้ำ ที่ไม่ใช่ห้องน้ำในรูปแบบเครื่องบินอีกต่อไป มีขนาดกว้างใหญ่ไม่อึดอัด พร้อมอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวกสบายครบครัน จากแบรนด์หรูระดับโลก

ความโดดเด่นของ Singapore Airline ได้แยกให้ตัวเองออกจากการแข่งขันในธุรกิจสายการบินทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

เขาไม่มีคู่แข่ง แต่เขากำลังแข่งกับตัวเอง ที่จะทำอย่างไรที่จะมัดใจผู้บริโภคให้จงรักภักดี อยู่กับเขาไปให้นานที่สุด

ความโดดเด่นของห้องโดยสารชั้น 1 ได้สร้างรายได้อย่างมหาศาล ด้วยราคาค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-นิวยอร์ค (โดยต้องแวะเปลี่ยนเครื่อง เพื่อขึ้นเครื่องบิน Airbus A380 นี้ที่สิงคโปร์) แบบที่ใครต่อใครคงต้องตะลึง แค่ 400,000 กว่าบาทเอง!!!

เสน่ห์อีกมุมหนึ่งของกรณีศึกษานี้ คือการที่ Singapore Airline ไม่ได้เรียกชั้นระดับหรูนี้ว่า First Class แบบที่สายการบินอื่นๆเขาเรียกกัน แต่กลับตั้งชื่อให้เก๋ และโดดเด่นว่าชั้น Suite เพื่อลบความทรงจำเก่าๆที่ผู้บริโภคมีต่อคำว่า First Class

เมื่อใดที่ีมีพัฒนาการของนวัตกรรมเพื่อความโดดเด่น การเปลี่ยนแนวคิด และทัศนคติของผู้บริโภคก็จะต้องพิจารณาให้มีความสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันด้วย เหมือนกับที่มีก๋วยเตี๋ยวลุยสวนในอดีตที่ไม่นานจนเกินไป ซึ่งจริงๆแล้วก็คือก๋วยเตี๋ยวหลอด ที่ไม่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์

เหมือนกับก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย ซึ่งจริงๆแล้วก็คือ ก๋วยเตี๋ยวน้ำหมู ที่ใส่ลูกชิ้นปลา แต่มีส่วนผสมของถั่วฝักยาวซอยเป็นชิ้นเล็กๆ และโรยด้วยกุุ้งแห้งเพื่อให้เกิดความโดดเด่น และแปลกใหม่ ในการที่สามารถเข้าไปเบียด เพื่อเปิดร้านขายใหม่ได้อีก 1 ร้าน ในศูนย์อาหาร เป็นต้น

อย่างที่ใครๆเขาพูดว่า “ชื่อนั้นสำคัญไฉน”

(โปรดติดตามตอนจบในฉบับหน้าครับ)

Categories: Articles Anything | Tags: | No Comments

สร้างหัวใจ…ในการบริการ (Art of Service) จ.อุดรธานี โดย อ.สรณ์ จงศรีจันทร์

December 13th, 2010

งานสัมมนา “สร้างหัวใจ…ในการบริการ” หรือ Art of Service ณ โรงแรม Centara Grand จังหวัดอุดรธานี ได้เสร็จสิ้นไปเมื่อวันเสาร์ที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยอ. สรณ์ จงศรีจันทร์ เจ้าเก่า

นับเป็นการรวมกันของผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs 5 บริษัทในจังหวัดอุดรธานี คือ บริษัท D4Desire, เหล่ายานยนต์, ก.กระจก จำกัด, Botanique และ Surat Pro Plus ที่ได้เล็งเห็นความสำคัญของการบริการที่มีผลทำให้ธุรกิจนั้นประสบความสำเร็จและครองใจผู้บริโภค

การบริการนับเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆของการทำธุรกิจ และทำให้ธุรกิจของท่านแตกต่างจากคู่แข่ง สินค้าสามารถลอกเลียนแบบได้ แต่การรักในการบริการ ความเอาใจใส่นั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ยากและถ้าไม่ได้มาจากใจจริงแล้วยิ่งเป็นสิ่งที่ยากยิ่งขึ้นไปอีก

ดังนั้นเรามาหา และสร้างความแตกต่างทางธุรกิจกันโดยพัฒนาการบริการควบคู่ไปกับการพัฒนาสินค้าของทุกท่านดีกว่านะคะ ^^

Categories: Uncategorized | No Comments

รุุ่งโรจน์ VS ร่วงโรย (ตอนที่ 1)

December 13th, 2010

ผมต้องดีใจกับแบรนด์หลายๆแบรนด์ ที่มีอายุมากกว่า 100 ปี หรือ 200 ปี อย่างเช่น โค้ก เป๊ปซี่ คอลเกต ชิเซโด้ ลักซ์ เชลล์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ หรือ ฮาร์เลย์ เดวิดสันและต้องไม่ลืมแบรนด์ไทยอย่าง ธนาคารไทยพาณิชย์ และเครือซีเมนต์ไทย เป็นต้น

คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือเรื่องง่ายๆที่แบรนด์เหล่านี้จะอยู่ยงคงกระพันได้ โดยปราศจากกลยุทธ์และเหตุผลที่ดีทางการตลาด

แบรนด์ที่อยู่มานานได้กว่า 100 ปี ได้เดินทางผ่าน 2 เจเนอเรชั่น หรือ 3 เจเนอเรชั่น ของผู้บริโภค ตั้งแต่ ปู่ ย่า ตา ยาย มาจนถึงยุค คุณลูก คุณหลาน

ผู้บริโภคได้มีโอกาสเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของแต่ละแบรนด์ ในแต่ละอุตสาหกรรมที่ต่างกันไป จากการพัฒนาคุณภาพของตัวสินค้า หีบห่อ ช่องทางการจัดจำหน่าย ไปจนถึงการโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ และเข้มข้นมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้นในเวลาเดียวกัน

ในระหว่างการเดินทางของแบรนด์ทั้งหลาย ผู้บริโภคจะได้เห็นความสำเร็จของแบรนด์ตั้งแต่แรกเริ่ม จนถึงปัจจุบัน และในขณะเดียวกัน ก็คงมีโอกาสได้เห็นถึงแบรนด์์ที่ต้องล้มลุกคลุกคลาน จนท้ายที่สุดก็ต้องล้มหายตายจากโลกนี้ไป

แบรนด์ที่อยู่ยงคงกระพันได้ คือแบรนด์ที่มีความรุ่งโรจน์ เปรียบเสมือนกับคนที่มีแต่ความสุข ความมั่งคั่ง ร่ำรวย มีอันจะกิน มีคนรู้จักและชื่นชมอยู่ตลอดเวลา

แบรนด์ที่ร่วงโรย คือ แบรนด์ที่เจ็บป่วย เป็นไข้ ไม่มีภูมิคุ้มกันอย่างถาวร แบรนด์ประเภทนี้อยู่ในท้องตลาดแบบฉาบฉวย กอบโกยกำไรจากผู้บริโภคในระยะเวลาอันสั้น ไม่สามารถสร้างความประทับใจ และความจงรักภักดีในกลุ่มผู้บริโภคได้

มีคำถามเกิดขึ้นมาในใจอยู่ตลอดเวลาว่า อะไรคือองค์ประกอบหลัก ที่สร้างความแข็งแกร่ง อยู่ยงคงกระพันให้กับแบรนด์รุ่งโรจน์เหล่านี้

ผมได้เคยเขียนสูตรสำเร็จของการสร้างแบรนด์ไว้ในนิตยสาร BrandAge นี้ เมื่อปีกว่าที่แล้วว่า แบรนด์ที่ประสบกับความสำเร็จและแข็งแกร่งได้อยู่ตลอดเวลานั้น จำเป็นที่จะต้องมี 4 เสาหลัก เพื่อยึดเหนี่ยวให้แบรนด์โดดเด่นแตกต่างจากคู่แข่ง และ 4 เสาหลักนี้ คือ
1. Differentiation สินค้าหรือบริการต้องมีความแตกต่างและโดดเด่น
2. Relevance สินค้าหรือบริการต้องมีความจำเป็นและเหมาะสมต่อผู้บริโภค
3. Esteem ผู้บริโภคต้องชื่นชมและชมชอบต่อสินค้าหรือบริการ
4. Knowledge สินค้าหรือบริการต้องเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้บริโภค

ตามหลักการสร้างแบรนด์ของหลายสำนัก คงจะมีหลักการและสูตรสำเร็จที่หลากหลายกว่า 4 เสาหลัก ในข้างต้นที่กล่าวมา เครื่องมือที่เรียกว่า BRAND ASSET VALUATOR ของบริษัท Y&R นี้ เป็นแนวคิดในการพัฒนาแบรนด์ของลูกค้าเรา ที่ใช้กันอยู่เป็นประจำ ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือที่ Y&R ทั่วโลก ใช้ในการพัฒนาแบรนด์ของลูกค้า ให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างรุ่งโรจน์

มีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ ในการถอดรหัส 1 ใน 4 เสา ของ BRAND ASSET VALUATOR ที่เป็นแกนของ Differentiation เพื่อจะทำให้เกิด Energize Differentiation มีมิติอีก 6 แกน ที่สามารถซอยย่อยออกมา เพื่อที่จะทำให้ Differentiation มีความแข็งแรงและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

เราเรียก 6 มิตินี้ว่า “พลังของความแตกต่างที่ไม่หยุดนิ่ง” หรือ Energize Differentiation

1. Vision (วิสัยทัศน์)
ถ้าถอยกลับไปวิเคราะห์ถึงแบรนด์ที่รุ่งโรจน์มาตลอดกว่า 100 ปี หรือมากไปกว่านั้น เราจะเห็นถึงวิสัยทัศน์ ที่คมชัดในการพาให้แบรนด์เดินทางฝ่าฝันอุปสรรคต่างๆนานาชนิด ได้อย่างราบรื่น

คงไม่มีองค์กรใดที่จะประสบกับความสำเร็จได้ โดยปราศจากเป้าหมาย ปรัชญา และแนวคิดในการดำเนินธุรกิจ

ถ้าผมจะลองเปรียบความหมายของ Vision กับทางพุทธศาสนาของชาวพุทธ คำๆนี้น่าจะมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “ภาวนา”

เมื่อเราภาวนาสิ่งใดเราก็มักจะได้สิ่งนั้นสมดังปรารถนาไม่ใช่หรือ

หลายคนภาวนาขอให้ตัวเองมีสุขภาพที่ดี มีครอบครัวที่ดี และมีความสุข สุดท้ายคนเหล่านี้ก็ได้รับสิ่งดีๆที่ตนได้ภาวนา เป็นของขวัญและรางวัลกลับไป

Vision เป็นตัวกำหนดให้เรามีความมุ่งมั่น มุมานะ พากเพียร พยายาม ต่อสู้ ฟันฝ่าอุปสรรค

เมื่ออยากมีสุขภาพที่ดี มีครอบครัวที่ดี และมีความสุขในชีวิต คนๆนั้นก็ต้องมีวินัย ในการใช้ชีวิต ดูแลสุขภาพของตัวเอง โดยไม่กินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย วางตัวอยู่ในกรอบของศีลทั้ง 5 ประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นคนดี และท้ายสุดก็นำมาซึ่งความสุข ความเจริญให้แก่ตนเองและครอบครัว

การตั้ง Vision หรือ ภาวนา คงไม่ใช่เรื่องที่เพียงแค่จะตั้งขึ้นมาลอยๆ แล้วก็รอคอย ให้ฟ้าดินประทานให้ธุรกิจเกิดความเจริญรุ่งเรือง รุ่งโรจน์ โดยที่ไม่ได้ทำอะไร ในระหว่างทางให้สอดคล้องกับสิ่งที่ได้วางเป็นเป้าหมายของธุรกิจ

Vision เป็นกรอบของความคิด ที่ทำให้ผู้ประกอบการต้องคอยตรวจเช็คอยู่ตลอดเวลาว่าสิ่งที่ตนกำลังทำอยู่ และกำลังจะทำต่อไป หลุดลอยออกจากแก่นแท้ ของแนวคิดธุรกิจหรือไม่

ผมขอหยิบยกแบรนด์รุ่งโรจน์ที่ประสบกับความสำเร็จมากๆในปัจจุบัน ถึงแม้จะมีอายุยังไม่ครบ 100 ปี เพื่อเป็นกรณีศึกษา

ผมต้องขอชื่นชมต่อผู้บริหารในยุคที่แบรนด์ Nokia ถูกนำออกสู่ตลาดในวันแรก ด้วยสโลแกน “Connecting People”

ลองมองย้อนกลับไปในอดีตของการสร้างแบรนด์โนเกีย จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเขาวางสโลแกนของแบรนด์ว่า (สมมติ “The Best Mobile Phone In The World”)

ในความเป็นจริงผมกลับไม่ได้มองว่า Connecting People เป็นเพียงแค่สโลแกนของ Nokia

Connecting People ในวลีนี้หมายรวมถึงการที่แบรนด์ Nokia ได้พยายามวาง Vision ปรัชญา เป้าหมายทางธุรกิจ ตลอดจน Communication Message ให้ไปในทิศทางเดียวกันหมด

ความเก่งกาจ ฉลาดเฉลี่ยว ของ Nokia ในการวางทิศทางแบบนี้ ถูกจัดให้อยู่ในขั้นเซียนได้อย่างสบาย

หลายคนมักสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่วลี Connecting People จะสามารถครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างได้

ทำไมไม่แยก Vision เป็น 1 อัน ปรัชญาเป็น 1 อัน เป้าหมายเป็น 1 อัน และ Communication Message เป็น 1 อัน

ผมโดยส่วนตัวมองว่าการแตกกระจายของการวางกลยุทธ์ในการทำธุรกิจ คือ ความไม่มีจุดยืนที่ชัดเจนในการต่อสู้กับคู่แข่ง

บ่อยครั้งจะเห็น Vision ขององค์กรหนึ่ง วิ่งไปทิศทางหนึ่ง กลยุทธ์การตลาด ก็วิ่งไปทางทิศตรงกันข้าม และสุดท้าย Communication Message ก็วิ่งไปอีกทิศทางหนึ่ง ที่ต่างขัดแย้ง สวนทางกันหมด

คนเก่งเท่านั้นที่จะรวบทุกสิ่งทุกอย่างไว้ได้บนวลีสั้นๆ อย่างที่ Nokia ได้สร้างไว้

ถ้าเขาวางตัวเองเป็น The Best Mobile Phone In The World ผมคิดว่าธุรกิจของเขาคงจะร่วงโรยไปเมื่อหลายปีก่อนอย่างแน่นอน

ก็เพราะธุรกิจการสื่อสารบนโลกวันนี้ ไม่ได้ถูกจำกัดแค่การพูดคุยกัน ผ่านโทรศัพท์มือถือเพียงอย่างเดียว

การสื่อสารหรือการเชื่อมโยง (Connecting People) ให้คนได้มีโอกาสเข้าถึงกันได้อย่างอิสระเสรี เป็นกลไกที่เปลี่ยนแนวความคิดเดิมๆของธุรกิจเครื่องรับ-ส่งโทรศัพท์

คนใช้ Data Communication กันมากขึ้น ด้วยระบบเทคโนโลยี 3G ที่เป็นตัวช่วยอำนวยความสะดวก ให้มีความสามารถในการรับ-ส่งขอมูลหนักๆ

ระบบ GPS ที่ถูกสร้างขึ้นในระบบมือถือของ Nokia หลายรุ่น ที่มีขายอยู่ในท้องตลาด

โทรศัพท์มือถือของ Nokia ที่สามารถเชื่อมต่อไปยังระบบ e-mail , facebook , twitter และอื่นๆอีกมากมาย

นี่คือการ Connecting People ที่ไปได้มากกว่าการติดต่อสื่อสารแบบเดิมๆ

เมื่อกลางปีที่แล้วคู่แข่งของ Nokia ต่างก็ต้องตะลึงกับสินค้าใหม่ ที่ชื่อว่า Nokia Booklet 3G ที่เป็น Netbook สามารถเชื่อมต่อกับการสื่อสารในทุกระบบ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มีใครเคยคิดไหมว่า Nokia จะเปิดตัว Booklet เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค

Nokia ได้กลายพันธุ์ธุรกิจของตนจากที่เคยเป็นสินค้าประเภทโทรศัพท์มือถือ ไปสู่ธุรกิจ Hardware ในรูปแบบ Netbook ที่ไม่ได้แข่งขันกับคู่แข่งอย่าง Motorola , Samsung หรือ LG แต่ขยายน่านน้ำออกไปสู้กับ HP , Acer , Lenovo หรือ Dell เป็นต้น

การวาง Vision ที่ดี คือ การวาง Vision ที่เป็น Customer Centric (เอาผู้บริโภคเป็นที่ตั้ง) เข้าถึงได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก สลับซับซ้อน และที่สำคัญ เปิดโอกาสให้ธุรกิจวิ่งไปได้ไกลกว่าสิ่งที่เคยทำอยู่อย่างซ้ำๆซากๆ

การเดินทางบนเส้นทางธุรกิจของ Nokia ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ธุรกิจที่รุ่งโรจน์ส่วนหนึ่ง ได้มาจากการวาง Vision ที่คมชัดตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจ

ผมมีความเชื่ออีกว่า Nokia คงจะไม่ได้หยุดเพียงแค่การเปิดตัว Nokia Booklet 3G แต่คงเป็นไปได้ที่จะมีธุรกิจสินค้าหรือบริการในอีกหลากหลายรูปแบบ ที่จะถูกป้อนออกสู่ตลาด เพื่อสร้างความสุข ความสบาย ให้แก่ผู้บริโภคในวันนี้และในอนาคตอันใกล้นี้

การเดินทางของแบรนด์ที่มีอายุ 28 ปีในธุรกิจการสื่อสารของ Nokia โดยที่ยังตอกย้ำจุดยืนของการเชื่อมต่อให้คนเข้าถึงกันได้ (Connecting People) ยังคงมีความกระชุ่มกระชวย เปรียบเสมือนเด็กหนุ่ม เด็กสาว ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ความคิด เป็นเหมือนหัวรถจักร ที่จะฉุดกระชากลากจูง ให้รถไฟทั้งขบวนวิ่งไปข้างหน้า สู่ความรุ่งโรจน์อย่างยั่งยืน แบบหาใครเปรียบได้ยาก

และคอยดูว่า Nokia จะมีอะไรดีๆ เด่นๆ ดังๆ และโดนๆใจผู้บริโภค ออกมาให้เราได้ตะลึงกันอีก

(โปรดติดตามตอนต่อไปในฉบับหน้าครับ)

Categories: Articles Anything | Tags: | No Comments