July 8th, 2009
LOGIC VERSUS MAGIC
การตลาดและการสร้างแบรนด์ในยุคนี้จะพึ่งพิงแต่ Logic หรือ Effectiveness
(ความมีประสิทธิภาพ) ของสินค้าหรือบริการเพียงอย่างเดียวไม่ได้เสียแล้ว
ในอดีตเราจะเห็น Problem Solution Approach ของสินค้าหรือบริการในการสื่อสารกันอย่างกว้างขวางหรือแม้แต่ Product Demonstration ของสินค้าหรือบริการหลากหลายประเภทในงานสื่อสารเช่นเดียวกัน
เมื่อเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนผงซักฟอกแบรนด์นึงก็สามารถขจัดคราบเปรอะเปื้อนดังกล่าวให้หายไปในพริบตา ด้วยสูตรพลังซักเหนือกว่าแบบสุดๆไปเลย แม้กระทั่งคราบสกปรกของถุงเท้านักเรียนที่ถูกมัดเอาไว้หลายๆชั้น ก็ยังไม่สามารถต้านทานพลังซักของผงซักฟอกแบรนด์ดังกล่าวได้ ด้วยภาพของ Product Demonstration ที่ใช้ Animation เป็นตัวแทนของปัญหาและโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าใจกันได้ง่ายขึ้น
แบบนี้เป็น Logic หรือ Effectiveness ที่ใช้กันมายาวนานจนถึงปัจจุบัน
บาง Logic ก็ดูน่าเหลือเชื่อเกินไปจนกระทั่งหน่วยงานของทางราชการเช่นสมาคมคุ้มครองผู้บริโภคหรือกองเซ็นเซอร์ต้องเชิญให้ผู้ประกอบการรายนั้นๆมาอธิบายและสาธิตให้เห็นกับตาว่าประสิทธิภาพของสินค้าดังกล่าวสามารถทำอย่างที่ได้อวดอ้างสรรพคุณไว้หรือเปล่า
บ้างก็ถูกสั่งให้ถอดถอนโฆษณาและถูกเปรียบเทียบปรับด้วยเหตุผลที่ไม่สามารถทำอย่างที่ได้อวดอ้างไว้ในงานโฆษณา บางแบรนด์ถึงขนาดต้องล้มทั้งยืนเพราะเสียทั้งหน้าและเสียทั้งเงิน (ที่ถูกปรับไปและต้องชดใช้ในการออกสื่อเพื่อขอโทษในความผิดของตัวเองที่ได้ทำเกินความจริง)
เคยสังเกตไหมว่า Logic ที่เป็นเหตุเป็นผลหรือสิ่งที่ผู้บริโภคจับต้องได้มักจะไม่ค่อยมี Magic ที่เป็นความมหัศจรรย์ในความรู้สึกหรือความตะลึงที่ผู้บริโภคจะได้รับจากแบรนด์ทั่วไป
นักการตลาดส่วนใหญ่มักจะมองว่า Magic วัดกันในผลวิจัยไม่ค่อยได้แต่ Logic จะวัดได้และสุดท้ายก็สามารถประเมินผลได้ เพราะทุกอย่างเป็นเหตุและผลที่จับต้องได้ไปหมด
ที่สำคัญ คงไม่มี Brand Manager คนใดที่อยากจะเสี่ยงกับผลงานของตนเองที่เอาความรู้สึกมาเล่นกับยอดขายหรือผลประกอบการของบริษัทที่จะต้องมีผลกับโบนัสปลายปีของตนอย่างแน่นอน
ในโลกแห่งความเป็นจริง Logic จะเป็นอะไรที่คุณและคู่แข่งต่างสามารถพัฒนาขึ้นมาได้ในห้องทดลองแบบเหมือนๆกันในระยะเวลาที่ไล่เลี่ยกัน
ความสำเร็จในนวัตกรรมใหม่ของคุณในวันนี้ก็อาจจะกลายเป็นอดีตในวันพรุ่งนี้ในสายตาของคู่แข่งเพราะคู่แข่งจะพัฒนาสิ่งที่ดีกว่า(และอาจจะถูกกว่า) ออกมาสู้กับคุณ
ในอดีตมีแชมพูสระผมแค่ 1-2 สูตรภายใต้แบรนด์หนึ่งแบรนด์ที่ขายอยู่ในท้องตลาดเช่นแชมพูสูตรมะกอก แชมพูสูตรผสมโปรตีนไข่ แค่นี้ก็ดีพอแล้ว และจากนั้นมาเพียงไม่กี่ปีก็มีแชมพูสระผมสูตร 2 in 1 สูตร 3 in 1 แต่ในปัจจุบันแชมพูสระผมมีถึง 10 in 1 เข้าไปแล้ว
(ในต่างประเทศ)
พรุ่งนี้คงหนีไม่พ้น 15 in 1 ??
ความแตกต่างของแบรนด์ในวันนี้อยู่ที่ Magic มากกว่า Logic
Magic คือ Creativity ที่จะพาให้แบรนด์ไปไกลกว่าการเป็นเพียงแค่สินค้าหรือบริการธรรมดาๆตัวหนึ่ง
ถ้าจะมองการตลาดวันนี้ด้วยมิติของตัวสินค้าหรือบริการเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ เนื่องจากทุกสรรพสิ่งในโลกสามารถลอกเลียนแบบกันได้ในช่วงระยะเวลาแค่ข้ามคืน
ในธุรกิจธนาคาร แบรนด์ส่วนใหญ่จะให้ดอกเบี้ยเงินฝากหรือเงินกู้ในระดับใกล้เคียงกันหรือจำนวนสาขาของแต่ละธนาคารที่พอสู้กันได้หรือทำเลที่ตั้งที่ต่างคนก็ต่างไม่ด้อยไปกว่ากันหรือการบริการที่ดีเลิศเป็นมิตรไมตรีในแต่ละธนาคารต่อลูกค้าของพวกเขาแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน
มีธนาคารยักษ์ใหญ่แบรนด์หนึ่ง ที่ได้นำพาเอา Logic ของความเป็นธุรกิจธนาคารไปยังจุดยืนที่แตกต่างในขั้นของ Magic ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
Magic ที่ว่านี้คือการทำให้วงการโฆษณาต่างพากันตกตะลึงกับความมหัศจรรย์ของแคมเปญโฆษณาที่ถูกสร้างขึ้นมาถึง 8 เรื่องด้วยกัน
7 เรื่องมีเนื้อหาเกี่ยวกับ 7 Customer Segmentations ที่แตกต่างกันไปหรือที่รู้จักกันในรูปแบบของ Financial Market
และอีกหนึ่งเรื่องมีเนื้อหาเกี่ยวกับองค์ความรู้ (Non-Financial Market) หรือที่รู้จักกันในชื่อ K Now
ภาพยนตร์โฆษณาทั้ง 8 เรื่องถูกสร้างด้วยฝีมือของผู้กำกับระดับแนวหน้าของประเทศไทยถึง 8 คนตามความถนัดและเหมาะสมของแต่ละผู้กำกับต่อเนื้อเรื่องที่แตกต่างกันไป โดยมีแนวคิดของเนื้อเรื่องเป็นแบบ Trailer หรือหนังตัวอย่างที่ฉายกันในโรงภาพยนตร์
แค่นี้ก็ทำให้แบรนด์ของธนาคารสีเขียวสดรายนี้แตกต่างจากคู่แข่งโดยสิ้นเชิงในความเป็นผู้นำไม่เพียงเฉพาะในธุรกิจของตนที่ต้องแข่งขันกันอย่างสูงในด้านการบริการและนวัตกรรม แต่รวมไปถึงการเป็นผู้แหกกฎ กติกาในการสร้างแบรนด์ในธุรกิจของธนาคารโดยสิ้นเชิง
Magic ที่เกิดขึ้นมาในครั้งนี้ได้เขย่าวงการโฆษณาในทุกๆอุตสาหกรรมอย่างที่ไม่มีใครเคยคิดว่าธุรกิจประเภทธนาคารจะทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ให้ตะลึงได้เช่นนี้ ผู้บริโภคส่วนใหญ่มักจะรอการเกิด Magic จากสินค้าประเภทอุปโภคบริโภคทั่วไปมากกว่า
การกล้าคิดนอกกรอบและกบฏต่อความคิดแบบเดิมๆจะนำพาให้แบรนด์มุ่งไปสู่ความเป็นหนึ่งในใจของผู้บริโภคแบบไม่ต้องมีเหตุและผลมากจนเกินไป
Creativity เป็นปัจจัยที่สำคัญในการผลักดันให้เกิดพลังของ Magic ที่อาจจะไม่สามารถวัดหรือประเมินออกมาเป็นดัชนีตัวเลขได้
อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่า Logic ไม่มีความสำคัญในโลกของการทำการตลาดในยุคปัจจุบัน
ผมได้มีโอกาสไปประชุม Y&R Global Partners Meeting ที่เมือง Cannes ในช่วงเวลาเดียวกับที่มีงานประกวดโฆษณาระดับโลกที่ชื่อว่า Cannes Lion 2008 ที่จัดขึ้นมาเป็นครั้งที่ 55
มีสิ่งหนึ่งที่เป็นปรากฏการณ์ของวงการโฆษณาคืองานแต่ละชิ้นจะมีตัวตนของ Logic ที่ชัดเจนบวกกับเสน่ห์ของ Magic ในเชิงความคิดสร้างสรรค์ที่แหวกแนว หลุดโลก ไม่รู้ว่าคนที่ทำงานชิ้นนั้นๆเขาคิดได้อย่างไร ต้องขอชมจริงๆ
แต่ก่อนจะเห็นเพียง Magic ที่ไปในทิศทางแบบสุดขั้วแต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะขายของกันได้หรือเปล่า? มีแต่รูปสวยๆดูเข้าใจยาก ตัวหนังสือเล็กๆบนงานโฆษณาชิ้นนั้นเพียงเพื่อไปล่าเอารางวัลกลับไปโชว์ที่ออฟฟิศของตน
ในอีกมิติที่ได้เห็นจากงานประกวดโฆษณาระดับโลกครั้งนี้คือการที่แบรนด์แต่ละแบรนด์จะใส่ใจกับการใช้ Integration ของทุกๆ Contact
Point ที่แบรนด์กับผู้บริโภคจะเดินทางมาพบกัน
ปัจจุบันในหลายประเทศสื่อโฆษณาทางทีวีมีบทบาทเป็นเพียงตัวประกอบ ในขณะที่สื่ออย่างเช่น Billboard Internet หรือ Event จะมีบทบาทที่สำคัญในการเชื้อเชิญให้กลุ่มเป้าหมายหันมาสนใจกับงานของแบรนด์นั้นๆ โฆษณาทางทีวีจะทำหน้าที่เป็นตัวช่วยพาให้กลุ่มเป้าหมายเดินทางไปสู่ Contact Point ต่างๆ ที่ถูกวางกลยุทธ์ให้เป็นสื่อหลักในการสร้างกระแสที่เกิดข่าวในทุกๆสื่อ การบอกต่อในรูปแบบของ Word of Mouth และ Word of Mouse ที่รุกรานจากจังหวัดหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง
ยังจำกันได้ไหมเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 2549 เกิดปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเหตุการณ์หนึ่ง เมื่อคนไทยเกือบทุกคนในประเทศพร้อมใจกันใส่เสื้อสีเหลืองเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อในหลวงของเราในมหามงคลโอกาสเฉลิมฉลอง 60 ปีที่ท่านได้เป็นกษัตริย์องค์เดียวที่ครองราชย์เป็นระยะเวลาที่ยาวนานที่สุดในโลก
ความมหัศจรรย์อยู่บนพื้นฐานของจิตใจและความรู้สึกของปวงชนชาวไทยมากกว่าเหตุผล
เสื้อสีเหลืองเป็นแค่องค์ประกอบในการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและการที่ปวงชนชาวไทยใส่เสื้อสีเหลืองในทุกวันจันทร์ก็เปรียบเสมือนความพร้อมเพรียงและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็คือกระแสของข่าวที่วิ่งไปทุกหนทุกแห่ง คนต่างชาติรู้จักและซาบซึ้งถึงจิตใจของคนไทยที่มีต่อกษัตริย์ของพวกเขา และสีเหลืองก็คือจิตวิญญาณของทุกสิ่งทุกอย่างที่คนไทยทุกๆคนขอมอบต่อพระมหากษัตริย์ของพวกเขาด้วยเช่นเดียวกัน
ข้อคิดในเหตุการณ์วันนั้นที่ได้คือ …
ความมหัศจรรย์ไม่ได้เกิดมาจากเทคโนโลยีที่ซับซ้อนด้วยราคาที่แพงหรือจากทฤษฎีที่สลับซับซ้อนจากตำราใดตำราหนึ่ง แต่ความมหัศจรรย์เกิดขึ้นจากความรู้สึกนึกคิดที่ธรรมดาที่สุดในจิตใจของผู้บริโภคที่เริ่มต้นจากหัวใจดวงน้อยๆที่ต้องการแสดงออกถึงความรู้สึกต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ผมยังมีความเชื่อถึงพลังของ Magic ที่ต้องมีมากกว่า Logic ในการตลาดยุคใหม่อย่างที่นักปราชญ์ท่านหนึ่งได้เคยบอกเอาไว้ว่า “Your mind will always be fooled by your heart”.
ไม่ทราบว่าคุณจะเห็นด้วยกับผมหรือเปล่าครับ?
Categories: Articles Anything |
1 Comment
June 8th, 2009
ถูกต้อง VS ถูกใจ

มีใครได้เคยสังเกตไหมว่าในช่วงสองสามวันแรกของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก เกมส์ ที่กรุงปักกิ่ง ที่เพิ่งจบไปเมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคม ใครได้ครอบครองเหรียญทองเอาไว้มากที่สุด และใครมีเหรียญรวม หมายถึงรวมเหรียญทอง เหรียญเงิน เหรียญทองแดงเข้าด้วยกันได้มากที่สุด

ในช่วงสองสามวันแรกจีนมีชัยชนะในการกวาดเหรียญทองมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยสหรัฐอเมริกา แต่โดยสรุปเหรียญรวมสหรัฐอเมริกามีเหรียญรวมมากกว่าประเทศจีนอยู่เพียงไม่กี่เหรียญ
และมีใครได้สังเกตไหมว่าในช่วงรายงานข่าวกีฬาของช่องข่าว CNN เราจะเห็นประเทศของเขาจัดให้ประเทศสหรัฐอเมริกาของตัวเองเป็นอันดับหนึ่ง โดยใช้จำนวนเหรียญรวมเป็นตัววัด ในขณะที่ประเทศจีนถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 2 ถึงแม้ว่าจะมีเหรียญทองมากกว่าสหรัฐอเมริกา!!
แบบนี้แปลว่าอะไร?
ถ้ายังจำกันได้ในวันที่ 8 เดือน 8 ปี 2008 ที่มีพิธีเปิดมหกรรมกีฬาโอลิมปิก เกมส์ ที่กรุงปักกิ่ง คนทั่วโลกกว่า 1,000 ล้านคนต่างตะลึงถึงความยิ่งใหญ่อลังการของพิธีเปิดว่าประเทศจีนทำสิ่งมหัศจรรย์เหล่านั้นได้อย่างไร โดยเฉพาะพิธีเปิดที่ใช้เวลาหลายชั่วโมงด้วยฝีมือของผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง จาง อี้ โหม่ว
ถ้าผมเป็นประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาก็คงไม่แปลกที่จะเกิดอาการหนาวๆร้อนๆในคืนวันพิธีเปิดที่มีประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช นั่งชมอยู่ด้วย ผมเดาว่าท่านคงจะนั่งชมพิธีเปิดอย่างไม่ค่อยมีความสุขเท่าไรนัก
สุดยอดของทุกอย่างก็ว่าได้ในเชิงความคิดสร้างสรรค์ งบประมาณ และอื่นๆ
ลองนึกถึงประเทศอังกฤษดูว่าเขาจะมีความรู้สึกอย่างไรในปี 2012 ที่กรุงลอนดอนจะเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกในครั้งถัดไป

บางสำนักข่าวของประเทศอังกฤษยังโจมตีพิธีเปิดในวันนั้นด้วยว่า “เป็นการหลอกลวงชาวโลก” เพราะมีการใช้ลิปซิงร้องแทนเด็กหญิงคนที่ร้องเพลงจีนตอนพิธีเปิดงาน และเทคนิคของแอนนิเมชั่นหรือกราฟฟิคที่เป็นพลุรูปรอยเท้าเดินหลายๆรอยเท้าไปสู่สนามรังนกในช่วงพิธีเปิดเช่นเดียวกัน
ทุกคนต่างพากันตาร้อนกันไปทั่วหน้า
แบบนี้เอาเป็นว่า “ถูกใจคนบางคนก็แล้วกัน”
เมื่อใกล้วันท้ายๆของมหกรรมกีฬาโอลิมปิก เกมส์ที่กรุงปักกิ่ง เราจะเห็นว่าจำนวนเหรียญทองที่มากที่สุดก็ยังคงตกเป็นของประเทศจีนและเหรียญรวมก็ยังคงตกเป็นของสหรัฐอเมริกา แต่ในรายงานของช่วงข่าวกีฬาในช่องข่าว CNN ได้จัดให้จีนขึ้นมานั่งอยู่ในอันดับที่ 1 แบบ “ถูกต้อง” ตามประเพณีที่ทุกประเทศทั่วโลกเขาจัดอันดับให้กับประเทศที่ได้รับเหรียญทองในจำนวนที่มากที่สุด อยู่ในอันดับที่ 1 หรืออันดับที่ 2 ตามลำดับมากน้อยที่แตกต่างกันไป
คงจะไม่ “ถูกใจ” กับบางประเทศสักเท่าไหร่ แต่ก็ “ถูกต้อง” ตามหลักสากลที่ใครๆเขาจะยอมรับกันได้
งานประกวดโฆษณา
และยังคงมีควันหลงที่ผมอยากจะเล่าสู่กันฟัง สืบเนื่องจากเทศกาลงานประกวดโฆษณาระดับโลก หรือที่รู้จักกันในชื่อของ Cannes Lion Festival ที่จัดขึ้นทุกปีในเดือนมิถุนายน ที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส

มีหลายคนทั้งคนในวงการโฆษณาและคนนอกวงการโฆษณาพูดคุยกับผมว่า ผมจะได้เห็นงานนิทรรศการภาพถ่ายที่เลิศหรูที่สุด ที่มีการวางองค์ประกอบของรูปที่สวยที่สุดในโลก มีการผลิตชิ้นงานนั้นๆด้วยเทคนิคในสตูดิโอที่เยี่ยมยอดที่สุด และจะมีบทประพันธ์หรือก๊อปปี้ที่ตัวเล็กเท่ามดแดงอยู่เพียงไม่กี่คำ
งานเหล่านี้ทำขึ้นเพื่อ “ถูกใจ” นักสร้างสรรค์งานโฆษณาเพียงบางกลุ่มหรือเพียงบางบริษัทที่จะได้มีโอกาสได้ขึ้นไปรับรางวัลสิงโตทองคำบนเวทีประกวดในวันสุดท้าย
กว่า 90% ของชิ้นงานสิ่งพิมพ์เหล่านั้นจะไม่มีใครในโลกได้เคยเห็นมาก่อนในชีวิต เพราะมีการถูกลงในสื่อ นิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ที่มีราคาถูกและพิมพ์เพียงครั้งเดียวเพื่อนำไปสมัครเข้าชิงรางวัล ตามกติกาหรือเงื่อนไขในแต่ละเวทีประกวดที่กำหนดไว้
“ถูกใจ” คนบางกลุ่มแต่ไม่แน่ใจว่า “ถูกต้อง” แค่ไหนในจรรยาบรรณของการดำเนินธุรกิจประเภทนี้
แต่ผมก็อดดีใจไม่ได้ที่ยังมีความ “ถูกต้อง” ของงานโฆษณาจากเพื่อนๆของผมในแวดวงโฆษณาจากประเทศไทยที่ได้กวาดรางวัลจากเวทีระดับโลกที่เมืองคานส์มาแล้วทุกปี โดยเฉพาะรางวัลประเภทโฆษณาทางสื่อโทรทัศน์ที่เป็นงานจริงและ “ถูกต้อง” ตามกฎกติกาทุกอย่าง
การประกวดรางวัลประเภทโฆษณาทางสื่อโทรทัศน์เป็นงานที่ยากมากๆ ด้วยเหตุผลของต้นทุนในการผลิตที่สูงและความซับซ้อนของการผลิตตลอดจนแนวความคิดสร้างสรรค์ที่ต้องมีทั้งภาพและเสียงประกอบกันไป
ขอชมเชยเพื่อนๆชาวครีเอทีฟคนไทยกลุ่มนี้ที่ได้สร้างชื่อเสียงให้กับบริษัทของตนและให้กับประเทศชาติในที่สุด
คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ
คุณเคยเสนองานหนึ่งชิ้นที่ใช้เวลานานเป็นปีไหม?
ผมเคย!!
ผมต้องเจอกับลูกค้าที่มีขั้นตอนการทำงานที่จุกจิกมากๆและจะต้องคอยมีฝ่ายโฆษณามาเป็นตัวกลั่นกรองงานของ Agency โฆษณาก่อนที่จะผ่านไปยังเจ้านายเหนือหัวที่นั่งอยู่ในตำแหน่งที่ใหญ่ที่สุดในองค์กร
แต่ในระหว่างทางผมจะต้องกับผู้จัดการฝ่ายโฆษณา จากนั้นก็เป็นผู้จัดการการตลาด จากนั้นขึ้นไปอีกก็เป็นผู้อำนวยการการตลาด จากนั้นขึ้นไปอีกก็เป็นผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจในสายงานนั้น จากนั้นขึ้นไปอีกถึงได้เจอกรรมการผู้จัดการใหญ่ และที่ซ้ำร้ายไปกว่าก็คือกรรมการผู้จัดการใหญ่ไม่สามารถฟันธงได้เลยจำเป็นที่ต้องเชิญให้ทีมงานผมเสนองานตรงกับคณะกรรมการบริษัทหรือผู้ถือหุ้นบริษัทในที่สุด
ลองนึกภาพดูว่าในแต่ละด่านผมเจอกับอุปสรรคอะไรบ้าง…
ผู้จัดการฝ่ายโฆษณามีความชอบส่วนตัวหรือทัศนคติส่วนตัวต่อชิ้นงานนั้นๆที่แตกต่างไปจากผู้จัดการผลิตภัณฑ์ ผู้ซึ่งเป็นคนที่มีความเข้าใจในตัวสินค้าหรือบริการอย่างถ่องแท้
ผู้จัดการฝ่ายโฆษณาคนนั้นเลยตัดสินใจบนความ “ถูกใจ” ของตนเองโดยไม่รู้ว่าความ “ถูกต้อง” ของแนวความคิดสร้างสรรค์ของผลงานชิ้นนั้นเป็นอย่างไร
สุดท้ายก็โดนผู้จัดการผลิตภัณฑ์ปฏิเสธงานชิ้นนั้น และ Agency ก็ต้องกลับไปทำมาใหม่และต้องเป็นงานที่ “ถูกใจ” และ “ถูกต้อง” ตามที่ผู้จัดการผลิตภัณฑ์คนนั้นได้ขอมา
ในระหว่างทางคุณคงจะเห็นภาพตรงกับผมว่ามีอีกกี่ขั้นตอนที่จะต้องฝ่าด่านไปให้ถึงคนสุดท้ายที่มีอำนาจในการตัดสินใจจริง
บ่อยครั้งคนที่อยู่ในระดับทำงานก็มักจะทำบางอย่างให้เจ้านาย “ถูกใจ” แต่ก็ลืมไปว่ามันไม่ “ถูกต้อง”
ทุกๆครั้งที่มีการติงานของ Agency ที่ได้นำเสนอในแต่ละครั้ง คนก่อนหน้าที่ได้เคยอนุมัติกลับไม่อยู่ในที่ประชุม หรือถ้าอยู่ก็จะนั่งนิ่งไม่เอ่ยปากเอ่ยคำอะไรออกมาปกป้องพวกผมเลยสักนิดเดียว พวกผมจึงถูกมองว่าเป็นคนปัญญาอ่อน ไร้ความสามารถที่ใช้เวลาตั้งหลายเดือนในการคิดและพัฒนางานชิ้นนั้นที่ดูออกจะง่ายในสายตาของเจ้าของผลิตภัณฑ์คนนั้น
คนส่วนใหญ่มักชอบ “เดา” ในความคิดของคนอื่น ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้เกิดมาเหมือนกับอีกคน ฝาแฝดคลานออกมาจากท้องแม่เดียวกัน เวลาไล่เลี่ยกัน ยังมีทัศนคติ ความชอบ นิสัยใจคอไม่เหมือนกัน
แล้วทำไมถึงปล่อยให้กระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นในองค์กรได้?
ผมมีความเชื่อว่า “เวลา” เป็นสิ่งที่แพงที่สุดในการทำธุรกิจ เพราะเราไม่สามารถที่จะซื้อเวลากลับมาได้ มันเดินไปข้างหน้าทุกๆวินาที
ความเสียหายคงไม่ได้ตกอยู่กับ Agency ที่ต้องเสียเวลาทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ตัวเจ้าของผลิตภัณฑ์เองต่างหากที่ไม่สามารถพัฒนา Campaign การสร้างแบรนด์ต่างๆ ให้ออกไปสู้กับคู่แข่งได้ทันเวลา
สมัยนี้ถ้าทุกอย่างเหมือนกัน เช่น คุณภาพของสินค้า ราคาของสินค้า ช่องทางการจัดจำหน่ายของสินค้า ความแตกต่างอาจจะตกอยู่ที่ใครจะทำเวลาได้เร็วกว่าและดีกว่าคู่แข่ง
การสร้างแบรนด์สมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน ผู้บริโภคจริง (Consumer) ก็ไม่ได้มีโอกาสจะเป็นผู้ไปจับจ่ายหาซื้อสินค้าตัวนั้น (Shopper) ในห้างหรือในร้าน
คุณพ่อจะไม่ไปซื้อกาแฟสำเร็จรูปที่ถูกบรรจุในขวด ในซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่คุณแม่จะทำหน้าที่ไปซื้อกาแฟขวดนั้นมาให้ดื่ม
การซื้อขายสินค้าในปัจจุบันไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่งานโฆษณาสวยๆดีๆดังๆและโดนๆ
แต่เจ้าของผลิตภัณฑ์กลับต้องคิดกันจนหัวแตกว่าจะตะครุบคุณแม่บ้านคนนี้หรือคนนั้นให้อยู่หมัดอย่างไร เมื่อพวกเขาก้าวเดินเข้ามาในร้านค้าปลีกหรือซุปเปอร์มาร์เก็ต
บ้างก็ใช้ราคาเป็นหัวหอกในการเชื้อเชิญให้มาลอง
บ้างก็ใช้ของแถมเพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม
บ้างก็ใช้พนักงานขาย ณ จุดขายเพื่อโน้มน้าวให้คุณแม่บ้านรายนั้นไม่ให้หันไปดูสินค้าของคู่แข่ง
ความ “ถูกต้อง” อยู่ที่ Marketing Mix ทุกตัวที่เป็น Functional หรือเหตุและผลที่จับต้องได้
ความ “ถูกใจ” เป็นเรื่องของ Emotional หรือความรู้สึกของผู้บริโภคต่อแบรนด์นั้นๆที่อาจจะมีอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่และอยู่เหนือกว่าเหตุผล
ความ “ถูกใจ” บ่อยครั้งมาด้วยรูปลักษณ์ของ Packaging ที่จะสะท้อนกลับมายังผู้บริโภคคนนั้น ว่ามีระดับ มีรสนิยมหรือแม้กระทั่งช่องทางการจัดจำหน่ายที่พิเศษกว่าในซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นหรูใจกลางเมืองที่สะท้อนถึงตัวตนและสถานภาพของผู้บริโภคคนนั้นว่ามีระดับมากน้อยเพียงใด

ราคาไม่ใช่เรื่องใหญ่ถ้าถูกใจ!!
การสร้างแบรนด์จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างทั้งสองมิติ… “ถูกต้อง” และ “ถูกใจ” ไปพร้อมๆกัน เพราะผู้บริโภคปัจจุบันช่างเอาใจยากเสียเหลือเกิน
Categories: Articles Anything |
Tags: ถูกต้อง VS ถูกใจ | 1 Comment
May 30th, 2009
สวัสดีคะ กลับมาพบกันอีกแล้วนะคะ กับสาวก BrandGym ชาวบางกอก
หลังจากที่เมื่อต้นเดือนเราพึ่งไปบุกอุดรมา คราวนี้กลับมาถึงถิ่นเพื่อมา..
เปิดซิงคอร์ส BrandGym Chapter 2 ครั้งแรกจริงๆ กับเนื้อหา เรื่องราว
ที่ได้รับการคัดสรร การกลั่นกรอง และการอัพเดทต่างๆ โดยท่านอาจารย์
สรณ์ จงศรีจันทร์ (เจ้าเก่า เจ้าเดียว) ของประเทศไทยคะ ในวันที่ 22-23 &
29-30 พฤษภาคม 2552 จ้า ณ โรงแรมซัมเมอร์เซ็ต พาร์คสวนพลูจ้าาา
แหม…คอร์สนี้ใครไม่ได้เข้า ก็ต้องขอแสดงความเสียใจด้วยจริงๆนะคะ
ก็มันสนุกมากจริงๆนินา (ไม่ได้โม้) เนื้อหาที่น่าสนใจ ใหม่ทันเหตุการณ์
ปล่อยของหมดครบทุกกระบวนวิชา ฮาฮาฮา ใครที่พลาดก็ต้องติดตาม
กันต่อไปนะจ๊ะ ว่าคอร์สดีๆแบบนี้จะเปิดอีกทีเมื่อไหร่ เพื่อไม่ให้เสียเวลา
เราไปชมภาพบรรยากาศของการอบรมครั้งนี้เลยดีกว่าคะ yeah yeah!!
วันที่ 22-23
พี่อ้อ เลขาสาวแสนสวยนั่งประจำโต๊ะลงทะเบียนด้านหน้าแต่เช้าจ้า

ทุกคนเริ่มทยอยกันเข้ามา มีทั้งหน้าเก่าๆ (ก็หลายคน) และ หน้าใหม่ๆ (อีกน้อยนิด)

อาจารย์ของเราพร้อมเริ่ม class (ล้อหมุน) แล้วคร๊าบบบบบ….

อาก้า (ไม้ไต่คิด) แนะนำประวัติของอาจารย์จ้า แต่แหม..ดูเหมือนจะไปรบเลยนะเนี่ย

ตั้งใจเรียนกันแต่เช้า…ไหนๆ มีใครแอบหลับกันบ้างไหม??

เรียนแล้ว ก็ต้องมีงานให้ทำสิคะ ไปดูกันดีกว่า ว่าแต่ละกลุ่มคิดกันหัวแตกแค่ไหน
ปล. แต่ละกลุ่มตั้งชื่อตามรูปภาพนะจ๊ะ หยอกล้อเพื่อความสนุกสนานคะ อิอิ 
กลุ่ม “ตั้งใจอยู่” อย่าเพิ่งมารบกวนจ้า

กลุ่ม “พ่อ-แม่รักลูก” มีน้องโม่เป็นลูกอยู่คนเดียวเองเนอะ

กลุ่ม “สามหนุ่มหล่อ สองสาวสวย” หล่อๆ สวยๆ กินกันไม่ลงเลยทีเดียว

กลุ่ม “ฮากระจาย” นำทีมโดยอาก้า ระวัง! ท่านอาจหัวเราะได้โดยไม่รู้ตัว

ทำงานแล้วก็ต้อง present ใช่ไหม?? ไปดูกันโล้ดดดด… ไม่ยอมกันเลย
กลุ่มนี้ส่งพี่เซ้ง Centure ขึ้นมา กะว่าใช้ความหล่อเรียกเรตติ้งกลุ่มแรก

กลุ่มนี้ไม่ยอมเลยส่งพี่นก แฟนพี่เซ้ง (Ni-O-Ka) ขึ้นมาข่มต่อ พร้อมด้วยน้องโม่

กลุ่มต่อมาส่งพี่อาร์ท ณ Centure ขึ้นมาท้าชิงอีกเช่นกัน

กลุ่มสุดท้ายจะเป็นใครไม่ได้พี่ชาย Centure นั่นเอง แหม..ครบทั้งบริษัทเลยนะเนี่ย

อ.สรณ์ ของเรามาสรุปและต่อยอดไอเดียให้เพิ่มเติมจ้า

กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ไปเบิ่งกันว่ามีอะไรให้กินบ้าง….
อันนี้ Import มาจากอุดรเลยเด้อ ข้าวเกรียบอ่อน และ บ้องแบ๊ว เอ้ยไม่ใช่ บั่นแบ๋วจ้า
ขอขอบคุณน้าแว่นที่อุส่าห์แบกขึ้นเครื่องมาให้พวกเราได้กินกันนะคะ อร่อยมั่กมากกก

อันต่อมาปาท่องโก๋เกลียว และ ขนมครก จากพี่เบน คะ

เบรกพักผ่อนกันตามอัธยาศัย ของกินเพียบเลย ฮาฮาฮา น้ำลายไหลไหม??

อาหารเบรกของอาจารย์ สรณ์ ไว้โด๊ปเพิ่มพลังในการสอน

ทุกคนกินอิ่มมารอเรียนต่อกันแล้ว แต่อิ่มๆระวังหลับกันนะจ๊ะ

ท่านประธาน BrandGym แห่งประเทศ สั่งการจากกรุงเทพฯเลย busy ตลอดคนนี้

ล้อหมุนจริงจังแล้วนะ ตั้งใจเรียนกันใหญ่เลย จดกันเป็นมือระวิง อิอิ

มาทำกิจกรรมสนุกๆกันดีกว่า ยังจำกันได้ไหมเอ่ยว่าเล่นอะไรกัน??

สามัคคีช่วยกันทำใหญ่เลย เยี่ยมมากๆ

ท่านอาจารย์สรณ์ช่วยชี้แนะ

อาจารย์สรณ์ของเราปล่อยของหมดไส้หมดพุงเลย รีบมาโกยกันเร็ววววว

มาทบทวนกันหน่อย ลืมกันรึยังคะ??

วันที่ 29-30
เริ่มต้นด้วยภาพบรรยากาศในห้องเรียน

อาจารย์สรณ์พูดไม่หยุดเลยตั้งแต่เริ่ม สอนอย่างสนุกสนาน ครึกครื้น

ได้เวลาเบรคแล้วจ้าา ไปเบิ่งๆ ท้องร้องแล้วววว….
โอ้ว…ข้าวเหนีย หมูทอด ขนมครก น้ำเต้าหู้ น้ำถั่วเขียว น้ำฟักทอง โดยพี่เบน

วันนี้มีเจ้าภาพใจดีนำของมาแจกด้วยคะ มีหนังสือท่องเที่ยว โดยอาก้า
โบลชัวร์ Centure โดยพี่เซ้ง และหอยลายอบกรอบตราปุ้มปุ้ย โดยพี่เสริม
ใครสนใจชิ้นไหนติดต่อได้นะคะ

ไม่หมดเพียงเท่านั้นนะคะ อันนี้เจ้าตัวไม่ได้มาแต่ฝากถุงผ้าลดโลดร้อนน่ารักๆ
ของตราห่านคู่มาฝากเพื่อน BrandGym ทุกคนจ้า ขอบคุณพี่บี ห่านคู่ด้วยนะคะ

เดี๋ยวจะมาอัพเพิ่มให้ต่อนะจ๊ะ ^___^
Categories: Gallery Anything |
Tags: BrandGym | 4 Comments
May 27th, 2009
PROBLEM SPELLED O-P-P-O-R-T-U-N-I-T-Y
ที่ไหนมีวิกฤต ที่นั่นย่อมมีโอกาส จริงไหม?? ลองไปสะกดคำว่าปัญหากันใหม่ดีกว่า แล้วคุณจะรู้ว่าปัญหาทุกอย่างมีทางออกอยู่เสมอ อยู่ที่ตัวเราเองแล้วแหละว่าจะเลือกทางไหน…

จากการคาดการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2009 นี้ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทยจะอยู่ในระดับประมาณ 2% เมื่อเทียบกับที่เคยคาดการณ์ไว้ 4% ก่อนเกิดฟองสบู่แตกขึ้นในสหรัฐอเมริกาและการชุมนุมต่างๆในกรุงเทพฯช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทำให้ธุรกิจใหญ่ระดับโลกเช่น ธุรกิจธนาคาร ธุรกิจประกันภัย หรือแม้กระทั่งอุตสาหกรรมหนักอย่างธุรกิจผลิตรถยนต์ ต่างพากันเจ็บทั่วหน้า
คนที่ต้องตกงานในสหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนเพียงเดือนเดียว มีอัตราสูงถึง 530,000 คน และคงทวีขึ้นตามลำดับจากพิษเศรษฐกิจที่ไม่ปราณีใคร
ในช่วงเศรษฐกิจที่ซบเซาเช่นนี้ การอยู่รอดทางธุรกิจน่าจะเป็นกลยุทธ์ที่นำมาใช้ได้ดีกว่าการสร้างกำไรในธุรกิจ ไม่ได้หมายถึงให้ผู้ประกอบการทำธุรกิจขาดทุน เพียงแต่ให้คิดถึงกลยุทธ์ Win-Win ที่ผู้ประกอบการเองอยู่ได้ และผู้บริโภคเองก็อยู่ได้ ต่างคนต่างได้ซึ่งกันและกันไม่มีใครเสียเปรียบใคร
มีข้อคิดอันหนึ่งที่ว่า…
ถ้าผู้ประกอบการยังคงรักษาระดับของราคาสินค้าหรือบริการเอาไว้คงเดิมในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจซบเซาแบบนี้ ผลที่จะตามมาคือผู้ประกอบการรายนั้นก็จะสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด (Market Share)
และถ้าผู้ประกอบการนำกลยุทธ์การลดราคาเข้ามาใช้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจซบเซา ผู้ประกอบการรายนั้นก็จะอยู่ในสภาวการณ์สูญเสียผลกำไรหรือสูญเสีย Margin นั่นเอง
จะเลือกทางเดินไหนดี?
ผลกระทบในครั้งนี้เกิดขึ้นเป็นลูกโซ่
ต้นน้ำถูกกระทบ กลางน้ำถูกกระทบไปจนถึงปลายน้ำก็ถูกกระทบ
ไม่มีใครได้เปรียบ ไม่มีใครเสียเปรียบ
ลองทำตัวเป็นผู้ประกอบการดู ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตกลงมาในระดับที่ต่ำพอสมควร ถ้าคุณกำลังเป็นลูกหนี้ธนาคารใดธนาคารหนึ่งอยู่เชื่อได้ว่าคุณจ่ายดอกเบี้ยในราคาต่ำลงและยิ่งต่ำลงในกรณีที่ยอดกู้สูง แบบนี้ก็ช่วยแบ่งเบาภาระไปได้ในระดับหนึ่ง
และถ้าคุณเป็นลูกหนี้ในระดับที่ดี ไม่มีประวัติเสีย ธนาคารคงเต็มใจที่จะช่วยเหลือลูกหนี้ของเขาในทุกรูปแบบ ขออย่างเดียวอย่าหนีก็แล้วกัน
โอกาสยังมีอยู่ให้เห็นอีกมากมายสำหรับผู้ประกอบการ
คุณน่าจะลอง Outsource การผลิตงานบางส่วน งานบางอย่างออกจากบริษัทดู ด้วยเหตุผลที่พนักงานของคุณส่วนหนึ่งอาจถูกเชิญให้ออกไปแล้ว มันอาจจะเป็นเหตุผลที่ดีในระยะยาวก็ได้ที่บริษัทของคุณมีต้นทุนในการจ้างงานที่น้อยลง มีจำนวนพนักงานที่กระชับ มีประสิทธิภาพ ไม่มากจนเกิดไขมันที่ไม่พึงปรารถนา สุดท้ายองค์กรก็มีผลผลิตที่ดีขึ้น อย่างที่ฝรั่งเขาพูดว่า “Loss for Gain”
กลยุทธ์การ “เช่าซื้อ” ก็เป็นทางออกที่ดีสำหรับการทำธุรกิจในปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้าเสมอไป เสียเมื่อใดก็ยกกลับไปเปลี่ยน ไม่ต้องปวดหัวกับการซ่อมบำรุงที่มีค่าใช้จ่ายที่สูง ประกอบกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากจนเราไม่สามารถที่จะตามทัน ถ้าซื้ออะไรมาก็อยากจะใช้ให้คุ้มค่า แต่ปรากฏว่าเวลาผ่านไปเพียงแค่ 6 เดือนสิ่งของที่คุณได้ซื้อไปกลับล้าสมัย ไม่ทันเหตุการณ์หรือตกรุ่น ยิ่งทำให้โอกาสในการสร้างนวัตกรรมหรือสร้างประสิทธิภาพในธุรกิจของคุณให้เดินช้าไปกว่าการแข่งขันในตลาดหรือคู่แข่งด้วยเพียงประโยคนี้ประโยคเดียว “เสียดายยังใช้ไม่คุ้มเลย”
ในยุคข้าวยากหมากแพงเป็นโอกาสที่ทุกธุรกิจต้องหันมาทบทวนตัวเอง
ทบทวนในแต่ละ “P” ที่เคยทำอยู่ในอดีต
สิ่งของใดถ้าไม่เสีย คุณก็ไม่ซ่อมมันหรอก
หรือถ้าโทรศัพท์มือถือคุณไม่หล่นหาย คุณก็จะไม่เปลี่ยนไปซื้อเครื่องใหม่มาแทน ฉันใดก็ฉันนั้น
อย่าไปเสียใจ กลุ้มใจ และโศกเศร้าอยู่กับความวุ่นวายของเศรษฐกิจและการเมืองเลย หันมามองว่านี่แหละคือยากระตุ้นขนานแท้ที่จะทำให้คุณและธุรกิจของคุณแข็งแรงขึ้น
ยามใดที่ไม่เจอกับวิกฤต การดำเนินธุรกิจจะเคลื่อนไปข้างหน้าแบบค่อยๆเป็นค่อยๆไป เชื่อได้เลยว่าไม่ค่อยมีผู้ประกอบการอยากทำอะไรนอกคอก นอกกฎเกณฑ์ของการทำธุรกิจที่ดูเหมือนว่าเป็นสูตรสำเร็จมาอย่างเสมอต้นเสมอปลาย
มีใครอยู่ดีๆเดินไปหาหมอแล้วบอกว่า “ช่วยผ่าตัดไส้ติ่งให้ผมหน่อย” โดยที่ไม่ปรากฏอาการเจ็บปวดบริเวณช่องท้อง
หลายธุรกิจได้ประโยชน์จากวิกฤตทางเศรษฐกิจครั้งนี้
ธุรกิจรถยนต์มือสองเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ก็ยังเสียดายเงินก้อนใหญ่ที่ต้องจ่ายออกไปซื้อรถยนต์คันใหม่เอี่ยม รถยนต์มือสองมีราคาถูกกว่าเยอะ เก็บเงินเอาไว้สำหรับทำอะไรอย่างอื่นน่าจะดีกว่า ถ้าไม่มีวิกฤตทางเศรษฐกิจ คนส่วนใหญ่มักจะไม่คิดถึงปรัชญาที่ในหลวงท่านเคยสอน “เศรษฐกิจพอเพียง อยู่อย่างพอเพียง”
วิกฤตทำให้ผู้บริโภคมีข้อแก้ตัวและการปลอบใจให้กับตัวเองมากขึ้น
“ปีนี้ไม่ไปต่างประเทศหรอก ประเทศไทยมีอะไรดีๆให้เที่ยวอีกตั้งเยอะแยะ”
ธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศคงได้อานิสงส์จากเหตุการณ์นี้อย่างเห็นได้ชัด
ผมเพิ่งได้รับ Email จากโรงแรม 5 ดาวโรงแรมหนึ่งในใจกลางกรุงเทพฯ ที่มีข้อเสนอให้กับคนไทยหรือชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย มาพักแรมในราคาเพียงแค่ 2,990 บาท (รวมภาษีและค่าบริการแล้ว) ต่อคืน รวมของแถมและสิทธิพิเศษอีกมากมายในการใช้บริการห้องอาหาร ห้องออกกำลังกายในโรงแรม คุ้มสุดๆ ไม่ไปก็ต้องเสียใจ เพราะเมื่อเศรษฐกิจฟื้นกลับขึ้นมารับรองได้ว่าคนไทยอย่างผมคงไม่มีโอกาสแบบนี้
และยังมีโรงแรม 5 ถึง 6 ดาวในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ที่ใช้กลยุทธ์เชื้อเชิญให้คนไทยให้มาใช้บริการของตน เนื่องจากเศรษฐกิจที่ซบเซา
ในศาสตร์ของการสร้างแบรนด์มันคือการสร้าง Trial เพื่อให้เกิดการซื้อขายแบบต่อเนื่อง จนกระทั่งกลายพันธุ์จากลูกค้าทั่วไปมาเป็นสาวกที่ซื่อสัตย์ต่อแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง
ช่วงนี้เห็นโฆษณารถยนต์จากหลายค่าย ที่พยายามสร้างโอกาสในวิกฤต เพื่อให้ธุรกิจยังคงอยู่รอดไปได้ พร้อมๆกับการใช้กลยุทธ์ลด แลก แจก แถม เพื่อให้เกิด Trial ในกลุ่มเป้าหมาย
ผมไม่เชื่อแต่ก็ต้องเชื่อ เมื่อเห็นโฆษณาจากแบรนด์รถยนต์หรูค่ายเยอรมัน “ดาวน์ต่ำ 0% ผ่อนนาน 60 เดือน ฟรีประกันภัยชั้น 1” เห็นคนแห่ไปจองกันเพียบ ข้อเสนอดีๆแบบนี้ ไม่ต้องเกรงใจกระเป๋าเงินตัวเองก็ได้
สินค้าแบรนด์จากเกาหลีและจีน ก็พลอยรับผลบุญจากวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ไปด้วย
โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าจากค่ายเกาหลีที่มีคุณภาพดีเทียบเท่าคุณภาพของสินค้าประเภทเดียวกันที่เป็นแบรนด์จากค่ายญี่ปุ่น แต่ราคาถูกกว่าหรือคุ้มค่ากว่า ภาพพจน์ ภาพลักษณ์ของสินค้าเหล่านี้ดูดี มีสไตล์ ที่บ้านผมเองก็มีอยู่หลายชิ้น ต้องชมว่าค่ายเกาหลีเขาก็สร้างแบรนด์ของเขาได้ดีมาอย่างต่อเนื่อง จากแบรนด์ที่เคยถูกซ่อนไว้หลังบ้าน กลายมาเป็นแบรนด์ที่วางไว้ในห้องรับแขกหรือใช้ในชีวิตประจำวัน
ถ้าใครยังไม่เคยไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ขอช่วยประชาสัมพันธ์ให้กับสายการบินหนึ่งของประเทศไทยที่บริหารงานโดยเอกชน ด้วยราคาค่าตั๋วโดยสาร รวมภาษีสนามบิน ค่าธรรมเนียมน้ำมัน ค่าประกันการเดินทาง ที่คุณจะต้องตะลึง แต่ต้องรวมกันซื้อให้ได้ 10 ใบและจะเดินทางเมื่อใดในปีนี้ก็สุดแล้วแต่ความสะดวกสบายของแต่ละคน และนี่เป็นโอกาสของคนบางกลุ่มที่จะได้ไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นครั้งหนึ่งในชีวิต
ถ้าพิจารณากันให้ดี ผู้บริโภคมีแต่ได้กับได้ สินค้าหลายหมวดหมู่พากันลดราคาลงไปแล้ว ค่าตั๋วโดยสารทางบก ทางอากาศ ทางเรือก็ลดลงมาธุรกิจดูเหมือนแย่แต่ก็ใช่ว่าจะแย่กันทั้งหมด
แบรนด์ในช่วงนี้ต้องเป็นแบรนด์ที่มี Relevance สูง มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตหรือเกี่ยวข้องกับปัจจัยทั้ง 4 อะไรที่นอกเหนือจากนี้ก็ดูเฉาๆไปสักหน่อย
ช่วงนี้ เวลานี้ได้ยินโฆษณาประเภทนี้บ่อยมากๆ
“คุ้มค่าสุดๆ”
“ซื้อ 1 แถม 1”
“ชิงรถ ชิงทองคำ”
“ไม่มีที่ไหนให้คุณได้มากกว่านี้”
“ถูกกว่า ประหยัดกว่า”
ผมเห็นด้วยว่า Problem สะกด O-P-P-O-R-T-U-N-I-T-Y
ยังไงๆก็มีโอกาสให้เราได้ไขว่คว้า ไม่ว่าจะเป็นต้นน้ำ กลางน้ำหรือปลายน้ำ และทุกอย่างก็จะกลับไปในรูปแบบของวัฎจักรที่เวียนว่ายตายเกิดไม่มีวันสิ้นสุด
วันนี้แย่ พรุ่งนี้ก็ดีเอง
พรุ่งนี้ดี มะรืนหน้าจะดีสุดๆ
จงมองทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นโอกาส
- ขอขอบคุณบทความดีๆ จากท่าน อ.สรณ์ (เจ้าเก่า) จ้า
Categories: Articles Anything |
Tags: PROBLEM SPELLED O-P-P-O-R-T-U-N-I-T-Y | No Comments
May 19th, 2009
ONE-WAY VERSUS TWO-WAY COMMUNICATIONS

การสร้างแบรนด์โดยใช้การสื่อสารเป็นเครื่องมือในยุคปัจจุบันแตกต่างจากอดีตอย่างเห็นได้ชัด
แนวคิดในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยผ่านการสื่อสารมักจะถูกวางบนพื้นฐานของปัจจัยอย่างเช่น
1. งบประมาณโฆษณา
ใครมีงบประมาณมากก็ได้เปรียบกว่าคู่แข่งที่มีงบประมาณน้อย เพราะ
มีความเชื่อว่างบประมาณโฆษณาที่สูงกว่าจะทำให้ผู้บริโภคเห็นโฆษณาของตัวเองสูง ได้ Share-of-voice สูงก็จะทำให้เกิด Share-of-mind สูง ซึ่งจะนำไปสู่การทดลองใช้สินค้าหรือบริการ ทำให้ผู้ประกอบการมีรายได้สูงตามมา
2. การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กว้าง
ในที่นี้หมายถึงการสร้างการรับรู้ในกลุ่มผู้บริโภคหมู่มากที่อาศัยอยู่ทั่ว
ประเทศ ทุกเพศ ทุกวัย ด้วยงบประมาณโฆษณาที่สูงเช่นเดียวกัน
ความเชื่อใน Mass Market มีมากกว่า Mass Customization
จะเห็นได้ว่า แนวคิดของงานโฆษณาแต่ละชิ้นจะถูกสร้างขึ้นมาบนเรื่องราวที่คนส่วนใหญ่จะเข้าใจและชอบ ไม่ไปสุดขั้วใดขั้วหนึ่ง
ถ้าเปรียบแนวคิดของงานโฆษณาจะเหมือนกับอาหารรสชาติกลางๆ ไม่เผ็ดจัด ไม่เปรี้ยวจัด หรือไม่เค็มจัด มีความปลอดภัยสูงสำหรับผู้ประกอบการที่จะไม่ทำให้กลุ่มเป้าหมายใดกลุ่มเป้าหมายหนึ่งเกิดความหงุดหงิดกับงานโฆษณาชิ้นนั้น
3. ผลของการวิจัย
ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่เป็นบริษัทข้ามชาติใหญ่ๆมักจะใช้การวิจัย
เป็นตัวตัดสินงานโฆษณา
ก่อนที่ชิ้นงานโฆษณาจะถูกปล่อยออกทางสื่อต่างๆ ผู้ประกอบการจะมีการทำวิจัยที่เรียกว่า Pre-Test กับโฆษณาทางทีวีชิ้นนั้นว่ากลุ่มเป้าหมายมีความชอบต่อแนวความคิดสร้างสรรค์และรายละเอียดของเนื้อเรื่องมากแค่ไหน
ถ้ากลุ่มเป้าหมายไม่ชอบ ไม่สนใจที่จะซื้อสินค้าจากโฆษณาชิ้นดังกล่าว ภาพยนตร์โฆษณาจะถูกทำการตัดต่อใหม่เพื่อเอาใจกลุ่มเป้าหมายให้หันมาสนใจโฆษณาและสินค้าของตน
บางทีเคยเห็นภาพยนตร์โฆษณาที่ถูกทำการ Re-Edit ถึง 3-4 ครั้ง จนช้ำไปทั้งเรื่อง และสุดท้ายก็ยากที่จะเข้าใจเพราะเนื้อหาที่ถูกตั้งใจทำขึ้นมาตั้งแต่แรก ได้ถูกเบี่ยงเบนออกไปจากแนวความคิดสร้างสรรค์เดิมโจทย์ของงานโฆษณาเคยเป็นแบบนี้ แต่วันนี้ไม่ใช่แล้ว ดูสับสนไปหมด
การวิจัยเป็นสิ่งที่ดีแต่ก็ต้องใช้วิจารณญาณของผู้ประกอบการเข้ามา
ช่วยคานเสียงของกลุ่มเป้าหมาย ที่มีโอกาสได้เห็นหนังโฆษณาแค่ 1-2 ครั้งในห้องวิจัยที่ถูกกำหนดขึ้นมา หรือถูกสอบถามจากนักวิจัยในเวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น
4. Prime Time
เวลาทองของสื่อทางโทรทัศน์เป็นความต้องการจากผู้ประกอบการ
ทั้งหลาย
Prime Time เป็นสิ่งที่ทุกคนอยากได้ มีราคาแพงและแน่นอนที่สุด มีกลุ่มเป้าหมายที่ใหญ่มากให้ความสนใจกับรายการประเภทข่าว ละคร เกมโชว์ เป็นต้น
สังเกตได้ว่า ช่วงโฆษณาใน Prime Time จะมีโฆษณาหลากหลายจากผู้ประกอบการที่ถูกอัดเข้าไปอย่างถี่ยิบแบบ “หลังชนหลัง” ในแต่ละเบรก
ประสิทธิภาพของการรับรู้และความน่าสนใจของการสื่อสารอยู่ตรงไหน?
ตัวอย่างทั้ง 4 ข้อดูเป็นเพียง “เปลือกนอก” มากกว่า “แก่นแท้” ของการสร้างประสิทธิภาพและพลังให้กับงานโฆษณา
ใครมีงบประมาณมากก็น่าจะได้เปรียบกว่าคนที่มีงบน้อยที่สามารถสร้างการรับรู้ในวงกว้างระดับประเทศได้โดยการใช้สื่อทีวี หรือ รายการ Prime Time เป็นตัวผลักดันให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้ถึงสาเหตุที่ต้องใช้สินค้าหรือบริการนั้นๆ
“เปลือกนอก” ดูจะเป็นค่าการตลาดที่มีราคาสูงพอสมควร
ความจริงแล้ว การมีงบประมาณมากๆในการโฆษณาหรือการทำวิจัยไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ยากจนเกินไปเพราะเป็นแนวคิดทางวิทยาศาสตร์มากกว่าแนวคิดทางศิลปะ
สิ่งที่น่าจะยากกว่าคือ
การทำอย่างไรที่ให้กลุ่มเป้าหมายมาสนใจและทดลองใช้สินค้าหรือบริการของผู้ประกอบการด้วยหลักการที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ได้กล่าวมา
งบน้อยแต่ได้ผลลัพธ์กลับมามาก
หลีกเลี่ยงที่จะใช้การวิจัยมาเป็นตัวกำหนดความสำเร็จของงานชิ้นนั้นๆที่ต้องใช้งบวิจัยที่สูงด้วยเช่นกัน
องค์ประกอบในการสร้างการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
อยากให้คุณลองลืมเรื่องของงบประมาณไปก่อนแล้วกลับมาทบทวนในสิ่งที่เป็น “แก่นแท้” ของประสิทธิภาพในการสื่อสาร
ผมมีตัวอักษรภาษาอังกฤษ 4 ตัวที่จำง่ายและอยากจะฝากไว้
R E R E หรือ
Relevance Engagement Resonance และ Entertainment
1. Relevance คือ ความเหมาะสมระหว่างแนวความคิดสร้างสรรค์และเนื้อหาสาระในงานโฆษณาต่อผู้บริโภค
การตลาดสมัยนี้เป็นรูปแบบของ Globalization มากขึ้น สินค้าหนึ่งตัวที่ประสบความสำเร็จในประเทศหนึ่ง สามารถเกิดและประสบความสำเร็จได้ในอีกประเทศหนึ่งด้วยมาตรฐานและคุณภาพของสินค้าที่ถูกถ่ายทอดไปยังสินค้าแบรนด์เดียวกันที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วโลก
แต่ในทางตรงกันข้าม การใช้แนวความคิดสร้างสรรค์และเนื้อหาของงานโฆษณาหนึ่งเรื่องที่ได้ถูกสร้างขึ้นในประเทศเจ้าของสินค้านั้นไม่ได้หมายถึงประสิทธิภาพที่สามารถสร้าง Relevance ให้เกิดขึ้นในประเทศท้องถิ่นนั้นๆ
ปัจจุบันจะเห็นหนังโฆษณาที่ถูกผลิตขึ้นในต่างประเทศแต่มีการใส่เสียงภาษาไทยเข้าไป มีตัวแสดงเป็นชาวต่างชาติ มีสิ่งแวดล้อมเป็นต่างประเทศ ซึ่งบางเรื่องก็มี Relevance กับคนไทยที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะสินค้าที่เป็นประเภท Telecommunication, Technology หรือ Consumer Electronic
เหตุผลที่มี Relevance สูงในหนังโฆษณาของสินค้าประเภทนี้เพราะว่าแนวความคิดสร้างสรรค์และเนื้อเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นในต่างประเทศมักจะเป็น Trend ที่กลุ่มเป้าหมายของสินค้าประเภทเหล่านี้สนใจ และมีความคาดหวังสูงต่อการได้เสาะแสวงหาประสบการณ์ใหม่ๆจากงานโฆษณาของต่างประเทศที่ถูกนำเข้ามาเผยแพร่ในประเทศทางฝั่งโลกที่กำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย
ในทางกลับกันมีงานโฆษณาที่ถูกผลิตขึ้นในต่างประเทศที่เป็นสินค้าใช้บนเรือนร่างของผู้หญิงประเภท Personal Care Product
มีตัวแสดงเป็นแหม่มผมบรอนซ์ สวยดั่งนางฟ้าใช้สินค้าตัวนั้นด้วยความพึงพอใจ
หันมาดูตัวผู้บริโภคที่เป็นผู้หญิงไทยดู ความแตกต่างของสีผม สีผิว และองค์ประกอบอื่นๆของร่างกายแตกต่างจากแหม่มฝรั่งแบบเห็นได้ชัด
เป็นที่เข้าใจว่า นโยบายของบริษัทแม่คงต้องการให้ใช้งานที่เป็น Globalization เหมือนกันหมดทั่วโลก หรือด้วยเหตุผลที่ต้องการประหยัดงบ Production ที่มีราคาแพงในบ้านเรา
Relevance อาจด้อยกว่าในตัวสินค้าประเภท Personal Care Product เมื่อเทียบกับสินค้าบางประเภทอย่างที่ได้ยกตัวอย่างในข้างต้นของสินค้าประเภท Telecommunication, Technology หรือ Consumer Electronic เป็นต้น
2. Engagement คือการมีส่วนร่วมระหว่างผู้บริโภคและตัวสินค้าหรือบริการที่ถูกส่งผ่านออกมาทางสื่อต่างๆ
TV Direct เป็นโฆษณาประเภทสินค้าขายตรงที่ใช้สื่อทีวีค่อนข้างมีความถี่ที่สูง ในเนื้อเรื่องมีการกล่าวถึงสรรพคุณต่างๆของสินค้าที่หาซื้อได้ยากตามท้องตลาดทั่วไปที่ดึงดูดความสนใจผู้บริโภคทางบ้านด้วยราคาที่สมเหตุสมผลพร้อมกับการ Engage ผู้บริโภคให้โทรเข้าไปสั่งซื้อในเวลาที่กำหนด ก็จะได้ของแถมที่แปลก น่าสนใจ ในราคาที่คุ้มสุดๆ
ปัจจุบันมีสินค้าประเภทแชมพูขจัดรังแคยี่ห้อหนึ่งที่ใช้โฆษณาทางทีวีเชื้อเชิญให้ผู้บริโภคนำขวดเปล่าของแชมพูขจัดรังแคยี่ห้ออะไรก็ได้ (แน่นอนต้องเป็นของคู่แข่ง) มาแลกเอาแชมพูขจัดรังแคของผู้ประกอบการรายนี่ไปใช้กันฟรีๆ หนึ่งขวดที่ให้ฟรีมีขนาดใหญ่พอที่จะใช้กันได้ทุกคนในครอบครัว เป็นเงื่อนไขที่น่าสนใจที่ใครๆก็อยากจะลองใช้สินค้าตัวนี้ดู ไม่มีอะไรจะเสีย
รายการถ่ายทอดสดตามทีวีเช่น ข่าว เกมโชว์ ก็ได้ Engage ผู้บริโภคเป็นเวลานานมาแล้วตั้งแต่โทรศัพท์มือถือมีระบบส่งข้อความ SMS
คุณชอบจะออกความเห็นต่อประเด็นในข่าวที่มีการตั้งคำถามอะไรต่างๆนาๆ โดยผู้อ่านข่าวของรายการนั้น ก็สามารถกด SMS เข้าไปโหวตเพื่อความสนุก ความสะใจ หรือเพื่อล่ารางวัลอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งหมดก็ได้
3. Resonance จะทำอะไรก็ไม่ใช่แค่ดี เด่น หรือ โดน แต่จะต้องดัง
ไม่ใช่แค่ดังธรรมดาแต่ต้องดังระเบิด
โฆษณาออกคืนนี้ พรุ่งนี้เช้าต้องมีคนกล่าวถึงในที่ทำงาน ที่โรงเรียน เอาเป็นว่าจะต้องเป็นประเด็นที่คนจะสนทนากันบนโต๊ะอาหารถึงเรียกว่าดังจริง
สมัยนี้โฆษณาไม่ใช่เป็นแค่โฆษณาอีกต่อไป
ในอดีตมีคนเคยบอกว่า “ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อทีวีมาเพื่อดูโฆษณา เขาซื้อทีวีมาเพื่อดูละคร ดูข่าว หรือ เพื่อความเพลิดเพลินและความรู้”
ก็จริงและเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้
ดังนั้นงานโฆษณาจำเป็นที่จะต้องดังเป็นพลุแตกเพื่อเป็นการสร้างประสิทธิภาพให้กับตัวสินค้าหรือบริการนั้น
ความดังหรือ Resonance เป็นสิ่งที่จะช่วยผลักให้ Brand Awareness เกิดขึ้นในอีกหลากหลายมิติ นอกเหนือจาก Awareness ที่ได้จากการซื้อสื่อปกติทั่วไป
เมื่องานดัง ก็มีคนพูดต่อ
ได้ PR ฟรีในสื่ออื่นๆที่ไม่ได้ตั้งใจซื้อ
มีการส่งงานชิ้นนั้นต่อไปยังเพื่อนๆที่อยู่ในโลก Digital ที่รู้จักกันในรูปแบบของ Viral Marketing จากประเทศไทยก็วิ่งออกไปสู่ต่างประเทศทั่วโลก มีคนเห็นงานชิ้นนั้นเป็นหลักแสนหลักล้านและหลายๆล้านคนในเวลาอันสั้น
4. Entertainment งานโฆษณาที่ดีต้องสนุก สามารถทำให้ผู้บริโภค
มีความสุขในการชื่นชมงานที่ได้ถูกส่งออกไปโดยผ่านสื่อชนิดต่างๆ
คนไทยเป็นคนที่มีนิสัยแตกต่างจากคนในประเทศอื่น
เป็นคนง่ายๆ สบายๆ ไม่มีซีเรียส ชอบหยอกล้อกัน ชอบอำกัน ที่สำคัญชอบอะไรที่ขำๆ
จะเห็นได้ว่างานโฆษณาบนจอทีวีในบ้านเราจะเป็นอะไรที่ไม่ต้องคิดมาก ดูปุ๊บเข้าใจปั๊บ (ยกเว้นบางเรื่องที่อาจต้องใช้ความเฉลียวฉลาดในการถอดรหัสกันซักหน่อย) ขนาดชาวต่างชาติเองที่ไม่เข้าใจภาษาไทย บ่อยครั้งยังอดขำไม่ได้กับเนื้อเรื่องที่สนุกสนาน
ไม่แปลกที่ประเทศไทยได้รับการยกย่องจากเวทีการประกวดงานโฆษณาใหญ่ๆทั่วโลกให้เป็นประเทศที่มีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในอันดับต้นๆของโลก
ครีเอทีฟคนไทยในบริษัทเอเจนซี่โฆษณาดังๆมักจะเป็นที่รู้จักในต่างประเทศ และยังเป็นที่ต้องการของบริษัทเอเจนซี่ในต่างประเทศด้วย
จะเห็นได้ว่าปัจจุบัน ครีเอทีฟคนไทยหลายคนจะมีบทบาทหน้าที่ในการดูแลงานสร้างสรรค์ในระดับภาคพื้นที่ไม่แพ้ชาวต่างชาติ
Entertainment ยังคงเป็นแนวคิดหลักต่อการโฆษณาในบ้านเราไปอีกนาน ยกเว้นสินค้าหรือบริการบางประเภทเท่านั้น
มีใครหล่ะที่ชอบความโศกเศร้า ชีวิตวันๆในที่ทำงานก็ดูเครียดพออยู่แล้วใช่ไหม?
เป็นอย่างไรกันบ้างคะ อ่านจบแล้วคงเข้าใจกันมากขึ้นว่า…ทำไมการสื่อสารถึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ใช้ให้ถูกวิธีและเป็นประโยชน์นะคะ
ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก อ.สรณ์ จงศรีจันทร์ (เจ้าเก่า) จ้าาาา ^_____^
Categories: Articles Anything |
Tags: ONE-WAY VERSUS TWO-WAY COMMUNICATIONS | 1 Comment
May 16th, 2009
กลับมาแอบดู BrandGym Chapter 1 ที่อุดรกันอีกครั้งจ้า
ครั้งนี้ต้อนรับได้ตื่นตาตื่นใจมากๆ เข้า check in ที่โรงแรม
เจริญโฮเต็ล (ของน้าแว่น นายกฯ) ไปถึงห้องก็พบกับ……..

นี่มันห้องเบอร์เดียวกับบ้านเลขที่บ้านเลย แกล้งกันนินา

ห้องอาจารย์สรณ์ จงศรีจันทร์

ห้องจีจี้

แอบมีองุ่นและดอกไม้ตั้งอยู่บนโต๊ะด้วยนะ

สภาพห้องของโรงแรม ห้องเตียงคู่จ้า

มีอโรมาหอมๆ ตั้งอยู่ในห้องน้ำด้วย สบายๆ

ตะลึง เปิดตู้เย็นพบกับน้ำ ขนม ช็อคโกแล๊ต วีต้า ฯลฯ อิอิ

ป้ายต้อนรับอย่างอบอุ่น ไม่มีบอกว่า BrnadGym เลยนะ >_<”

ป้ายชื่อดูไฮโซมากมาย โดยพี่คุง ณ ยู่อี่การพิมพ์

น้าแว่น นายกอุดร กล่าวเปิดงานจ้า

รุ่นพี่มาให้กำลังใจรุ่นน้องกับพร้อมหน้าพร้อมตา

น้องใหม่ตั้งหน้าตั้งตาฟังรุ่นพี่อย่างตั้งใจ ภาพทั้งหมดนี้เป็นเพียงภาพเบื้องหน้านะ
ต่อไปนี้เราไปพบกับภาพเบื้อหลังกันดีกว่า ว่าเป็นอย่างไรบ้าง (ระวังขำนะ)

อาจารย์สรณ์ของเราซุ่มเงียบอยู่ด้านหลังเตรียมความพร้อม

พร้อมแล้วครับ สู้ๆ..สู้ตาย.. แอ๊บแบ๊ว

แอบซุ่มมองจากด้านหลัง ว่าข้างหน้าเป็นยังไงบ้าง

เปิดตัวอาจารย์สรณ์บนเวที พร้อมลุยกันแล้วจ้า

ส่วนเบื้องหลัง รุ่นพี่ก็ประชุมงานกันอย่างสนุกสนาน

โฉมหน้าหล่อๆ สวยๆ เท่ห์ๆ ของรุ่นพี่จ้าาา

ส่วนเบื้องหน้ารุ่นน้องก็ตั้งใจเรียน นั่งฟังกันตาแป๋ว

ได้เวลาพัก..กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ของเบรกมากมาย

ไม่ได้มีแค่ขนมปัง กาแฟ เท่านั้นนะ ยังมีผลไม้อีกด้วย

ทานเบรกกันอย่างสนุกสนาน ผ่อนคลาย ทำความรู้จักกัน

ร่วมทำกิจกรรมกันอย่างสนุกสนาน ไอเดียกระจาย

กลุ่มนี้ระดมความคิดกันอย่างจริงจัง

กลุ่มนี้มีเด็กอัจฉริยะอย่างน้องเอกรวมอยู่ด้วย

กลุ่มนี้ไอเดียเต็มกระดาษเลย ดูบนโต๊ะสิ

กลุ่มนี้เริงร่า สนุกสนานไปกับการทำงาน
ยังไม่หมดเพียงเท่านี้นะจ๊ะ แล้วจะเอาภาพพิธีปิดมาลงเพิ่มเติมให้ต่อ
อย่าลืมติดตามกันต่อนะจ๊ะ มีภาพหลุดๆอีกเยอะ อิอิ ^______^
Categories: Gallery Anything |
Tags: BrandGym | No Comments
May 16th, 2009
มาอุดรก็หลายครั้ง แต่ไม่ค่อยมีเวลาได้ไปเที่ยวทั่วๆซักเท่าไหร่
วันนี้เราจะพาไปตระเวนเที่ยว และตระเวนกินกันให้ทั่วอุดรเลย
ที่แรกที่เราจะไปวันนี้ก็คือ ศาลหลักเมืองของอุดรธานี สวยงาม
และอลังการมากๆ ไปชมภาพกันได้เลย ปล. ไหว้เผื่อทุกคนจ้า

ภาพกว้างๆ จากด้านหน้าให้เห็นทั้งหมดเลย

ด้านข้างมีพระพุทธโพธิ์ทองด้วยนะ ไปทั้งทีได้ไหว้ครบเลย

ทองจริงๆ เห็นไหม?? สาธุ…สาธุ…

ไปซื้อธูป เทียน กันก่อนดีกว่าเนอะ มีจัดไว้พร้อมเพรียง

ศาลหลักเมืองยิ่งใหญ่ อลังการ (ศักดิสิทธิ์มากๆนะ)

ภายในสวยมาก ทองอร่ามเลย เป็นบุญตาจริงๆ

ภาพหมู่คณะแอ๊บแบ๊ว พี่สมเกียรติ อ.สรณ์ พี่อ้อ น้าแว่น จีจี้

พาทำบุญเสร็จแล้ว กองทัพก็ต้องเดินด้วยท้องต่อ ฮาฮาฮา เกี่ยวไหมเนี่ย??
ไปบุกร้านสุดเก๋ไก๋ของที่นี่กันต่อ ได้ชื่อว่าเป็นร้านสำหรับเลี้ยงแขกด้วยนะ
ไปชมกันเลย ร้านชื่อว่า everything is good at good everything เจ๋งเนอะ
ร้านนี้ตั้งอยู่ตรงข้ามกับสวนสาธารณะหนองประจักษ์ มีป้ายหน้าร้านชัดเจน

ร้านแบ่งออกเป็น 2 โซน มีแบบ Outdoor ติดสวน

และแบบ Indoor เย็นสบายด้านใน

ผ้าปูโต๊ะ จาน ช้อน ซ่อม วางไว้บนโต๊ะสีสดใส สะดุดตา

มุมเค้าเตอร์ด้านในร้าน ของเยอะแยะเต็มไปหมด

บรรยากาศร้านด้านนอกเป็นสวนดอกไม้เล็กๆ สวยงามๆ

ชักเริ่มจะหิวแล้ว ไปดูเมนูสั่งอาหารกันเลยดีกว่า!!

ระหว่างรออาหารที่สั่งไปเยอะแยะมากมายก่ายกอง
เราไปทำความรู้จักกับพี่ชายสุดหล่อของเรากันดีกว่า
พี่สมเกียรติ Esteem (จัดจำหน่ายเสื้อโปโล ฯลฯ)
ที่เค้าร่ำลือกันว่าหล่อสุดๆ เสี่ยสุดๆ ใจดีสุดๆ อิอิ

พิสูจน์หน่อยคะ ใครหล่อกว่ากัน กด 1 อ.สรณ์ กด 2 พี่สมเกียรติ

ภาพนี่รวมสุดยอดเซียนทุกสาขาเลยครับท่านผู้อ่าน จริงไหม?

ส่วน 2 สาว รอกินอย่างใจจดใจจ่อ

และแล้วสิ่งที่รอ ก็มาเสริฟ์อยู่ตรงหน้าแล้ว กรี๊ดๆๆๆๆ
(คำเตือน: โปรดเตรียมผ้าเช็ดปากไว้ใกล้ๆด้วยเด้อ)
ประเดิมด้วยน้ำส้ม ที่ไม่เหมือนใคร ลองชมกันดูเลย
น้ำแข็งมาเป็นส้ม พร้อมส้มชิ้นๆ และน้ำส้มคั้น หุหุ

แก้วต่อมาเป็นน้ำตะไคร้ใส่น้ำผึ้งสูตรพิเศษ แปลกอีกแล้วคะ
ที่คนน้ำ ทำด้วยก้านตะไคร้ของแท้ 100% ไอเดียเจ๋งจริงๆนะ

อาหารของเรามาแล้วๆ จานแรก ซีซ่าสลัด จานโตมากๆ

ต่อด้วยยำสามกรอบสูตรแปลก มีเส้นเล็กด้วยนะ แซ่บมาก

มาพร้อมกับซุปหัวหอมร้านๆ พร้อมขนมปังชีส โอ้ววว..

อันนี้เด็ด สุดยอดมักกะโรนี เบคอน ผักขม ลาซานญ่า

และปลาเทราส์ราดซอสอัลมอนด์ โปรตีนสูง ทานแล้วฉลาด

มาพร้อมกับขนมปังอบและเฟรนฟรายด์

เป็นยังไงกันบ้างเอ่ย?? อิจฉาตาร้อนกันบ้างไหมคะ อิอิ ยังไม่หมดเท่านี้นะ
อันนี้แค่กระเพาะของคาว เรายังมีทีเด็ดต่ออีกสำหรับกระเพราะของหวาน
ไปบุกร้าน “ต๋อยเต้าทึง” เต้าทึงเจ้าเก่า ที่อร่อยที่สุดในอุดรเลยก็ว่าได้นะ

อ.สรณ์ และ พี่อ้อ พร้อมชวนชิมแล้วจ้า

มีเครื่องหลากหลายมากมายให้เลือก

สดใหม่ทุกวันนะจ๊ะ ขอบอก….

ระหว่างรอมีชาร้อนๆ มาเสริฟ์ด้วยจ้า เก่าแต่เก๋าเนอะ

ของเค้าดีจริงๆ ร้อนควันออกเลย ลองดูสิ

อันนี้สูตรเด็ดของอ.สรณ์ ทานแล้วสมองดี

อ.สรณ์ ชวนชิม การันตีความอร่อยครับ

อีกเมนูที่ท้าให้ลอง แป๊ะก๊วยนมสด เด็ดมาก คอนเฟิร์ม

อร่อยจนหมดเกลี้ยงเลยจริงๆ ไม่เหลือซักหยด

กระเพาะหมดพื้นที่สำหรับอาหารคาวและหวานแล้ว
เราไปหาที่สบายๆ นั่งจิบน้ำ ฟังเพลงกันต่อดีกว่า
ร้านนี้ชื่อว่า สรวลสนาม ชื่อแปลกดี แต่ก็น่ารักนะ
ร้านนี้เป็นร้านชิลๆ สไตล์วัยรุ่นๆ เพลงฟังสบายๆ
มีทั้งดนตรีสด และเปิดแผ่นจ้า ไปดูกันเลย………

ร้านมี 2 โซน เช่นกัน โซนแรก Outdoor อากาศสบายๆ

ส่วน Indoor จะใกล้กับวงดนตรีที่เล่นสดด้วย

2 คน 2 วัย แต่หัวใจเด็ก อิอิ

เมนูที่นี่แผ่นเล็กมาก ไม่เชื่อลองดูได้ ขนาด 2 คนถือ

รูปนี้แนวมาก เอามาฝากเฉยๆ ใครถ่ายหว่า??? สวยๆ

คนนี้หล่อสุดของอุดรเลย

Cheers!!!

สนุกสนาน เฮฮา ตามภาษาน้าๆหลานๆ อุ๊บส์….

คนนี้ตามมาหล่อที่หลัง พี่เอ๊กซ์ (289 shop) ของเรานั่นเอง

เป็นยังไงกันบ้างสำหรับทริปวันนี้ นี่แค่วันเดียวเองนะเนี่ย
แล้วคราวหน้าจะพาไปที่แปลกๆใหม่ๆเด็ดๆอีกจ้าาาาาา
วันนี้ต้องขอตัวไปหาเรื่องมาให้อัพเดทอีก บ๊าย…บายจ๊ะ
ขอบคุณที่ติดตาม
Fumble – Architecture In Helsinki
Categories: EatAnything |
Tags: อุดรธานี | 4 Comments
May 14th, 2009
ครั้งก่อนได้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า ขอนแก่นมีร้านขึ้นชื่ออยู่ 2 ร้าน
ที่ใครมาก็ต้องแวะไปชิมกัน ถือว่าเป็นร้านแขกบ้านแขกเรือน
คราวนี้จะพามาแวะชิมร้านที่ 2 ไม่ใช่ของคนอื่นคนไกลกันเลย
ของพี่เข็ม ณ ราชาวดีรีสอร์ทนี่เอง ก่อนอื่นไปดูลุคใหม่กันดีกว่า

อันนี้เป็นโลโก้ใหม่ของราชาวดี ที่กำลังปรับเปลี่ยนจ้า สวยไหม?
เปรียบเสมือน Tree Of Life (ตามความเชื่อส่วนตัวของพี่เข็มจ้า)
บรรยากาศของโรงแรมลองแวะเข้าไปดูที่เว็บตามลิ้งค์ได้เลยนะจ๊ะ
——>>>>> http://www.rachawadeehotel.com/
วันนี้ฝนตกซะงั้น ไว้คราวหน้าจะพาไปชมใหม่อีกครั้งจ้าาา
ได้เวลาไปตะลุยร้านอาหารเรือนกินนรีแล้ว เย่ๆๆๆๆ

บรรยากาศด้านนอกร้าน มีเถาวัลย์ห้อยลงมสวยงาม ธรรมชาติๆ

บรรยากาศด้านในร้าน… หลบฝนๆ

ระหว่างรออาหารก็จิบน้ำมะนาวปั่นไปพลางๆ ชื่นใจๆ

จานแรกของเรา —> ปลาหมึกทอดกระเทียม (อร่อยที่สุดในโลกจริงๆ)

ต่อด้วยกุ้งสูตรพิเศษจากราชาวดีที่เดียวเท่านั้น!!

ตามมาติดๆด้วย ยำหมูย่างรสเด็ด (น้ำลายไหลกันรึยัง??)

ปิดท้ายด้วยเมี่ยงปลาราชาวดี ที่เต็มไปด้วยสมุนไพร
เป็นอย่างไรกันบ้าง อาหารมื้อนี้ ทั้งอร่อย ทั้งบรรยากาศดี รับรองติดใจ
ถ้าใครมีโอกาสแวะเวียนไปแถวขอนแก่นก็อย่าลืมแวะทานนะคะ
เดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึงระ อิอิ วันนี้ขอตัวไปหาของกินอร่อยๆต่อแล้วคะ
ขอบคุณที่ติดตาม… ^_^
Cherry Blossom Girl – Air
Categories: EatAnything |
Tags: ราชาวดี | 1 Comment
May 13th, 2009
ช่วงที่ผ่านมานี้…เคยสังเกตกันไหมว่า…ตอนนี้มันหน้าอะไร ทำไมอากาศบ้านเราถึงแปรปรวน
บางคนอาจจะบอกว่าโลกร้อน แล้วโลกมันร้อนเพราะอะไรล่ะ เคยคิดกันไหม
ถุงผ้า ถุงกระดาษ อาจจะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้(บ้าง) แต่ก็ไม่ใช่ว่าอะไรจะดีขึ้น
เอาเป็นว่าเราไปทำความเข้าใจกับโลกร้อน และหาวิธีรับมือเบื้องต้นกันดีกว่า…
- บทความ โดย อ.สรณ์ จงศรีจันทร์

Global Warming vs Global Cooling
ถ้าจำกันได้ในที่ผ่านมากระแสของ Global Warming หรือภาวะโลกร้อน เป็นประเด็นที่ทุกๆคนในโลกต่างจับตามองและให้ความสนใจเป็นอย่างมาก
กระแสนี้ได้ถูกผลักดันโดยคุณอัลกอร์ อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาในสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งควบคู่กับประธานาธิบดีบิล คลินตัน จากพรรค Democrat (เมื่อในอดีต)
คุณอัลกอร์ได้ผลักดันสารคดีชุดหนึ่งที่ถูกถ่ายทำและเผยแพร่ไปทั่วโลกชื่อว่า Inconvenience Truth เป็นสารคดีที่ประสบความสำเร็จทั้งในด้านยอดขาย และเนื้อหาที่ได้ส่งไปยังผู้บริโภคทั่วโลกให้ตระหนักถึงภาวะโลกร้อนที่กำลังเข้ามาใกล้ถึงพวกเรา
ในสารคดีชุดนี้จะเห็นถึงผลเสียจากสารที่ทำให้เกิดเรือนกระจกและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม มนุษย์และสัตว์
ในสารคดีชุดนี้จะเห็นถึงภาวะโลกร้อนที่ทำให้สัตว์ในขั้วโลกเหนืออย่างหมีขาวขั้วโลกถึงกับไม่มีที่อยู่
ภูเขาที่เคยถูกปกคลุมโดยหิมะได้หายกลายมาเป็นภูเขาหัวโล้นน่าเกลียดธรรมดาๆลูกหนึ่ง
เราจะเห็นถึงอันตรายหรือหายนะที่โลกกำลังจะเผชิญ เพราะน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือกำลังละลาย และแน่นอนจะส่งผลเสียกับโลกใบนี้ ส่งผลให้น้ำจะท่วมโลกในที่สุด
หลังจากกระแส Global Warming ของอดีตรองประธานาธิบดีอัลกอร์ ได้ถูกนำเสนอออกสู่สายตาชาวโลก เราจะเห็นว่าแบรนด์ใหญ่ๆระดับโลกและในระดับท้องถิ่นต่างลุกขึ้นมารณรงค์และสร้างกิจกรรมการตลาดเพื่อตอบสนองแนวคิดในการต่อต้านไม่ให้โลกร้อนจนเกินไป
เราจะเห็นหลายๆตัวอย่างในเชิงกิจกรรมการตลาดเช่นการลดใช้ถุงพลาสติก เพราะการใช้ถุงพลาสติกจะใช้เวลาย่อยสลายถึง 400 ปีในขณะที่ถุงผ้าสามารถจะนำกลับมาใช้แล้วใช้อีกได้จนกว่าผ้าชิ้นนั้นจะเปื่อยขาด
นี่คือเหตุผลหนึ่งที่เราจะเห็นกิจกรรมการตลาดจากหลายๆแบรนด์ถูกนำออกมาใช้ในทุกรูปแบบ หลายแบรนด์เริ่มแจกถุงผ้าเพื่อให้ผู้บริโภคนำไปใช้และนำกลับมาใช้อีกเพื่อลดจำนวนการใช้ถุงพลาสติกที่ย่อยสลายยาก
มีเหตุการณ์หนึ่งที่น่าสนใจในเชิงกิจกรรมการตลาดจากห้างสรรพสินค้าดังห้างหนึ่งในประเทศไทย ที่ได้รณรงค์ให้ผู้บริโภคนำถุงผ้าไปซื้อสินค้าภายในห้างสรรพสินค้าของตนเอง
ถ้าผู้บริโภคคนใดนำถุงผ้าไปใส่สินค้าที่ซื้อ ผู้บริโภครายนั้นก็จะได้รับส่วนลดหลายสิบเปอร์เซ็นต์จากราคาปกติ
อันนี้ถือว่าเป็นแนวความคิดสร้างสรรค์ในการจัดกิจกรรมการตลาด เพื่อส่งเสริมยอดขายของห้างสรรพสินค้าดังกล่าวไปในแนวทางที่ดี อยู่ในกระแสที่คนหมู่มากกำลังให้ความสนใจ
ทางห้างสรรพสินค้าเองก็สามารถที่จะลดมลภาวะในการที่จะต้องพิมพ์ถุงพลาสติกหรือถุงกระดาษออกมามากๆ เพื่อนำไปใส่สินค้าที่ผู้บริโภคซื้อ และเมื่อผู้บริโภครายนั้นได้นำถุงกระดาษหรือถุงพลาสติกกลับบ้านไปบ่อยครั้ง ผู้บริโภคก็จะนำไปใส่ขยะในบ้านตัวเองเพื่อนำไปทิ้ง และถุงพลาสติกเหล่านี้ก็จะเป็นมลภาวะที่ทำให้การย่อยสลายไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นภายในปีหรือ 2 ปีข้างหน้า
อย่างที่ทราบกันถุงพลาสติกจะย่อยสลายในระยะเวลาถึง 400 ปี เราจะเห็นกิจกรรมของหลายๆแบรนด์ที่มีการแจกถุงผ้า ถึงแม้ว่าถุงผ้านั้นจะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับแบรนด์ที่ได้พยายามแจกถุงผ้าแต่อย่างน้อยเราจะเห็นถึงความตั้งใจที่แบรนด์หลายแบรนด์ได้พยายามรณรงค์ให้โลกไม่ร้อนจนเกินไปและเป็นการปลูกจิตสำนึกไปในตัว
เราเริ่มเห็นผู้บริโภคถือถุงผ้าใส่ของเดินไปมากันมากขึ้นเป็นภาพที่ดูดีทำให้คนที่ยังขาดจิตสำนึกในเรื่องนี้ต้องหันกลับมาทบทวนในสิ่งที่คนส่วนใหญ่หรือคนหมู่ใหญ่กำลังจะเดินไป เพื่อนำพาให้โลกใบเล็กๆใบนี้มีความสดใสมากขึ้นและพวกเราทุกคนจะได้อยู่บนโลกใบนี้กันอีกนานๆ เพื่อให้ลูก หลาน เหลน โหลนของเราได้มีโอกาสชื่นชมโลกที่สวยใบนี้ต่อไป
นอกเหนือจากกิจกรรมการตลาดที่เจ้าของสินค้าส่วนใหญ่ได้ทำกันไป เช่นการแจกถุงผ้า ยังมีกิจกรรมการรณรงค์อีกหลายรูปแบบต่อภาวะโลกร้อน เช่นชักชวนให้ประชาชนหันมาใช้รถไฟฟ้าบนดินหรือรถไฟฟ้าใต้ดิน ไม่ให้นำรถออกมาสู่ท้องถนนมากมายจนเกินไป และการที่ไม่นำรถออกมาสู่ท้องถนนมากจนเกินไปก็เป็นวิธีทางหนึ่งที่สามารถลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ที่สำคัญกว่าคือราคาน้ำมันในปัจจุบันมีราคาสูงถึงลิตรละ 30 กว่าบาทเข้าไปแล้ว และเห็นได้ชัดว่าการที่ประชาชนทั่วไปจอดรถทิ้งไว้ในบ้านและใช้รถไฟฟ้าเดินทางจากที่บ้านไปสู่ที่ทำงานหรือจะไปไหนก็แล้วแต่ น่าจะเป็นวิธีทางหนึ่งที่ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้ดีอีกด้วย
และเป็นเรื่องที่สำคัญกว่าการให้ความสำคัญกับประเด็นโลกร้อน
มีหลายๆหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมารณรงค์ให้ประชาชนช่วยกันปิดไฟที่บ้าน ปิดไฟที่ไม่ได้ใช้ ไม่จำเป็นและในขณะเดียวกันในแต่ละบริษัท ในแต่ละสำนักงาน ก็มีการรณรงค์ให้ช่วยกันปิดไฟในสำนักงาน ในช่วงเที่ยงก่อนที่พนักงานจะออกไปทานข้าว เพื่อเป็นการลดการใช้ไฟฟ้าและทำให้โลกเราเย็นขึ้น
มีเหตุการณ์หนึ่งที่น่าสนใจในคืนวันเสาร์ที่ 29 มีนาคมที่เพิ่งผ่านไป มีหน่วยงานภาครัฐบาลและภาคเอกชนได้ช่วยกันรณรงค์ให้ประชาชนทั่วประเทศช่วยกันปิดไฟตั้งแต่ช่วง 2 ทุ่มถึง 3 ทุ่ม เป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง และในช่วงเวลานี้เองที่เป็นช่วงเวลาที่ประชาชนทั้งประเทศใช้ไฟมากที่สุด กิจกรรมนี้ไม่ได้เพียงทำขึ้นในประเทศไทยแต่ได้ทำไปพร้อมๆกันกับอีก 23 เมืองใหญ่ทั่วโลก
ปรากฏการณ์ในคืนวันที่ 29 มีนาคม ในช่วง 2 ทุ่มถึง 3 ทุ่ม ประเทศไทยสามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าไปได้ถึง 165 เมกกะวัตต์ หรือประมาณ 600,000 กว่าบาทตามที่เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับ
ในนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลียสามารถลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 102 ตัน ซึ่งเป็นการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับที่สูงมากในช่วงระยะเวลาเพียง 1 ชั่วโมง ตั้งแต่ 2 ทุ่มถึง 3 ทุ่มในเวลาท้องถิ่นของประเทศออสเตรเลีย
ตามรายงานที่ได้ทราบมาหนึ่งตันของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เราสามารถจะลดได้คือการประหยัดการตัดต้นไม้ไปได้ 1 ต้น ถ้าคิดเป็นจำนวนต้นแล้วเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลียสามารถจะลดการตัดต้นไม้ใหญ่ได้ถึง 102 ต้นด้วยกัน และถ้ามองย้อนกลับมาดูถึงกระบวนการปลูก เราต้องใช้เวลาในการปลูกต้นไม้จากต้นกล้าไปถึงต้นใหญ่เป็นเวลาหลายสิบปี บางต้นต้องใช้เวลากว่า 100 ปีถึงจะเติบโตใหญ่ขึ้นมาเทียบเท่ากับตึก 5-6 ชั้น
เหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นมาในคืนวันที่ 29 มีนาคม มีเหตุผลอย่างเดียวคือเพื่อปลูกจิตสำนึกให้กับคนไทยและคนทั้งโลกให้ตระหนักถึงภาวะโลกร้อนที่ใกล้เข้ามาหาพวกเรามากขึ้นทุกวัน
ที่น่ารักไปกว่าคือ Google เองก็ได้ช่วยรณรงค์ภาวะโลกร้อนและ Google เองก็ขอเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมการช่วยลดภาวะโลกร้อน โดยที่หน้าจอของ Google หน้าแรกได้เปลี่ยนจากสีขาวสว่างมาเป็นสีดำทั้งหน้า ในวันนั้นหลายๆคนที่ไม่รู้ว่ามีกิจกรรมอะไรเกิดขึ้น ต่างพากันตกใจว่ามีคนสำคัญของโลกเป็นอะไรไปหรือเปล่า Google ถึงได้ไว้อาลัยให้กับคนสำคัญคนนั้น แต่ที่ไหนได้ Google ได้ใช้กลยุทธ์ในความคิดสร้างสรรค์นี้เปลี่ยนหน้าจอของตัวเองจากสีขาวมาเป็นสีดำ
Google เป็นแบรนด์ที่ทันกระแสอยู่เสมอและตามกระแสอยู่ตลอดเวลา และขอเป็นพลเมืองดีคนหนึ่งให้กับคนทั้งโลกด้วย
ในประเทศอังกฤษสายการบิน Virgin Atlantic ของท่าน Sir Richard Branson เองก็ได้มีการรณรงค์เรื่องภาวะโลกร้อน
โดยที่สายการบินของตัวเองได้ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเป็นส่วนผสมในน้ำมันที่ใช้เติมในเครื่องบินเป็นประมาณ 1 ใน 5 ของเชื้อเพลิงปกติที่ใช้ในเครื่องบิน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่เพิ่งผ่านไป สายการบิน Virgin Atlantic ได้เติมเชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับ Flight ที่จะบินจากกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษไปยังกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นระยะทางการบินประมาณ 1 ชั่วโมง
หลายๆคนอาจจะสงสัยว่ามันจะช่วยให้โลกหายร้อนได้มากน้อยแค่ไหน
มีนักวิชาการออกมาต่อต้านแนวคิดของท่าน Sir Richard Branson ว่าเป็นเพียงแค่การสร้างภาพไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อนเลยสักนิดเดียว
แต่อย่างน้อยท่าน Sir Richard Branson เจ้าของสายการบิน Virgin Atlantic ก็ขอมีจิตสำนึกในการเป็นส่วนหนึ่งที่จะไม่ทำให้โลกร้อนไปกว่านี้
นักวิชาการหลายคนยังออกมาพูดถึงเรื่องการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่อาจทำให้ราคาของพืชผลทางการเกษตรมีราคาสูงขึ้น เพราะบริษัทพลังงานต่างๆเริ่มที่จะเข้าไปกว้านซื้อพืชผลทางการเกษตรเพื่อนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงทางชีวภาพ
สุดท้ายอาจจะทำให้ประชาชนในโลกที่ 3 ลำบาก เพราะไม่สามารถที่จะหาซื้อสินค้าที่เป็นพืชผลทางการเกษตรได้เนื่องจากราคาที่สูงขึ้นอยู่ทุกวันของสินค้าเกษตรดังกล่าว
มีใครเคยหันมามองประเด็น Global Cooling ไหม? Global Cooling แปลว่าอะไร?

จริงๆ แล้วเทคโนโลยีเป็นตัวแปรที่ทำให้มนุษย์มีความเย็นชาต่อกันและนี่คือสาเหตุของการก่อให้เกิด Global Cooling
อีเมลล์ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ทำให้เราห่างเหินจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกันมากขึ้น
เราจะเห็นถึงการพูดหยอกล้อในหมู่เพื่อนว่า คนที่นั่งอยู่ติดกันมีแค่ฝากั้นอยู่เพียงระยะห่างกันไม่ถึง 1 เมตรจะถามอะไรกันก็ส่งอีเมลล์ไปถามแทนที่จะเดินไปถาม ไม่เหมือนกับในอดีตที่เราจะเดินมาหาสู่กันในที่ทำงาน ไปเจ๊าะแจ๊ะกัน
SMS เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่เราจะไม่โทรคุยกันในบางโอกาส
บางครั้งเราส่ง SMS เป็นข้อความที่ยาวมาก ใช้เวลากดบนแป้นหน้าปัดมือถือเป็นเวลาหลายนาที แทนที่จะกดโทรศัพท์ไปคุยกัน ซึ่งอาจจะมีค่าโทรเพียงแค่นาทีละไม่ถึงบาท ไปถามไปคุยเพื่อให้เข้าใจกันมากขึ้น แต่แล้วฝั่งตรงข้ามก็ต้องพยายามกด SMS กลับมา เพื่ออธิบาย ซึ่งใช้เวลาอีกหลายนาทีเช่นเดียวกัน บางครั้งก็ไม่ค่อยสะดวก เนื่องจากอาจจะติดการประชุมหรือกำลังขับรถอยู่ และนี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนให้เห็นกันอยู่เป็นประจำ
คนที่พักอาศัยกันอยู่ในคอนมิเนียมห้องติดกัน เวลาเจอกันก็ไม่ทักทายกัน เวลาอยู่ในลิฟท์ก็ไม่คุยกัน มาจากชั้นเดียวกัน ห้องติดกัน บ้านใกล้เรือนเคียงกัน ไม่เคยรู้จักกันด้วยซ้ำไปว่าเขาชื่ออะไร ทำงานอะไร ต่างคนต่างอยู่ โลกถึงเย็นขึ้นทุกวี่ทุกวัน ธุรกรรมทางการเงินโดยผ่านเครื่อง ATM เป็นสิ่งที่ดีและในปัจจุบันก็มีการทำธุรกรรมทางการเงินโดยผ่านโทรศัพท์มือถือ เป็นการร่นระยะเวลาต่างๆได้ดีมาก ทำให้เกิดความสะดวกสบาย
มีเหตุการณ์หนึ่งที่ผมเคยเจอกับตัวเองมาแล้ว เวลาเครื่อง ATM เสียหรือเราไม่สามารถทำธุรกรรมโดยผ่านโทรศัพท์มือถือหรืออินเตอร์เน็ตได้ด้วยเหตุขัดข้องทางเทคนิค แล้วเราก็เดินเข้าไปหาเจ้าหน้าที่ในธนาคาร เจ้าหน้าที่ผู้นั้นรู้สึกตกใจและในบางครั้งเจ้าหน้าที่ผู้นั้นจะรู้สึกหงุดหงิดกับเรา ทำไมเราเอาภาระมาให้เขา ทำไมไม่เดินออกไปข้างนอกแล้วใช้ ATM ให้เป็นประโยชน์ แต่เขาลืมไปว่า ATM หน้าธนาคารของเขาเครื่องนั้นเกิดเสีย และนี่เองเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์เราเกิดความห่างไกลกันมากขึ้น มีตัวอย่างอีกอันหนึ่งซึ่งน่าตลก แต่ก็เป็นวิวัฒนาการที่ดีคือการสแกนนิ้วมือในการลงทะเบียนเข้าสัมมนา ต่างคนต่างไม่คุยกัน เดินเข้ามาในวันที่ 1 ก็มีการลงทะเบียนโดยผ่านคอมพิวเตอร์ โดยไม่มีเจ้าหน้าที่มาดูแล แต่พอจะต้องกลับมาในภาคบ่ายหลังจากรับประทานอาหารกลางวันก็ใช้การสแกนนิ้วมือแทน และในการสัมมนาวันที่ 2 ก็เช่นเดียวกัน ไม่มีเจ้าหน้าที่มาคุย ไม่มีเจ้าหน้าที่มาต้อนรับ ไม่มีใครทั้งสิ้น ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างเดินเข้าไปในห้อง ไม่มีใครแนะนำให้รู้จักกัน และนี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราเกิดความรู้สึกห่างไกลกัน ขาดความเป็นกันเอง โลกก็เย็นขึ้นทุกวันๆ Hi-Tech เป็นสิ่งที่ดีแต่ High Touch เป็นสิ่งที่ดีกว่าเพราะสุดท้าย Technology ก็โดนผลักดันโดยมนุษย์ให้เกิดความสะดวกสบาย เรายังเห็นประเทศมหาอำนาจหลายๆประเทศในโลกทะเลาะกันอยู่ พยายามที่จะครองโลกใบนี้ให้เป็นของเขาคนเดียว การรบ การทะเลาะวิวาทกันในประเทศทางฝั่งตะวันออกกลาง เหตุการณ์ที่ไม่สงบในทิเบต เป็นอาการ Global Cooling ทั้งนั้น
หันกลับมามองประเทศของเราบ้าง 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังไม่เกิดความสงบ ยังทะเลาะวิวาทกัน พยายามแสดงแสนยานุภาพว่าเราใหญ่ ว่าเรามีอิทธิพล สิ่งเหล่านี้เป็น Global Cooling ที่ยังไม่มีใครลุกขึ้นมารณรงค์อย่างเป็นจริงเป็นจังอย่าง Global Warming ที่เราทุกคนต่างมีจิตสำนึกกันไปแล้วไม่มากก็น้อย
และที่เลวร้ายจนประวัติศาสตร์ชาติไทยต้องจารึก เมื่อวันที่ 2 เดือนเมษายน มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก 2 พรรคการเมือง ชกต่อยกันในสภาอันทรงเกียรติ ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงประเทศไทยและความที่ส.ส.ทั้ง2 คนต่างก็มีความรู้ การศึกษาที่ดี แทนที่จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสังคม กลับกลายมาทำอะไรที่ไม่สมควรไปเสียเอง เย็นชากัน เกลียดขี้หน้ากัน จึงต้องลงมือลงไม้กัน
ถ้าเป็นในสภาประเทศไต้หวันหรือประเทศเกาหลีก็คงจะไม่ใช่เรื่องแปลก ใครๆเขาก็ชินกันแล้ว แต่ “ที่นี่ประเทศไทย” ครับ
Categories: Articles Anything |
Tags: Global Warming vs Global Cooling | 1 Comment
May 13th, 2009
ไปขอนแก่นเที่ยวนี้ เราไม่ได้มาแค่สัมมนาศิลปะในการคิดให้แตกต่างเท่านั้นนะคะ
วันนี้เราจะพาไปชิมร้านที่ขึ้นชื่อว่าเป็นร้านเก๋ สำหรับเลี้ยงแขกบ้านแขกเมืองเลยคะ
ร้านนี้มีชื่อว่า Smile @ Waterside ร้านนี้ไม่ได้มีดีแค่อาหารเท่านั้นแต่ยังเป็นร้าน
ที่มีบรรกาศดี มีคอนเซปต์ชัดเจน แถมยังเป็นร้านสำหรับคนรักเสียงเพลงแนวแจ๊ซ
และเพลงสบายๆ มีอาหารครบทุกประเภท ตั้งแต่ไทย จีน ฝรั่ง แถมมีคาราโอเกะด้วย
เราไปดูบรรยากาศร้านกันเลยดีกว่าคะ (คำเตือน..กรุณาเตรียมทิชชู่ไว้ด้วยนะคะ อิอิ)
มีเว็บด้วยนะคะ เผื่อใครสนใจลองแวะไปได้คะ http://smilewaterside.com

บรรยากาศร้านด้านนอก สวยงาม น่านั่งมากๆ มีทั้ง indoor & outdoor

มุมด้านหน้าร้านอีกมุม ที่มีโต๊ะตั้งอยู่บนระแนงไม้สวยงาม อยู่บนน้ำสีเขียวมรกต

โลโก้ร้าน Smile @ Waterside สีสวยสดบนที่รองแก้วนำ้จ้า

คุณแม่และพี่เอ 2 เจ้ามือใจดีจากกาฬสินธ์ุ พร้อม อ.สรณ์ (เจ้าเก่า)

ผู้ร่วมชิมมื้อนี้ได้แก่ อ.สรณ์ จีจี้ และ น้าแว่น พร้อมชิมคร๊าบบบ

พวกเราพร้อมพิสูจน์ความอร่อยแล้วจ้า อิอิ

อาหารมังสวิรัตหน้าตาสวยงาม (มังสวิรัตทั้งมื้อคะ ทานเป็นเพื่อนพี่เอ)
ผัดผักเห็ด ผัดเห็ดรวมมิตร ครอบครัวเห็ดมาพร้อมหน้าเลย

ยำผักบุ้งทอดกรอบ กรอบจริงๆ

อร่อยจริง..น้าแว่นคอนเฟิร์ม!!! มื้อนี้สู้ไม่ถอย

ต่อด้วยอาหารหวาน ที่คาเฟ่ด้านข้างร้าน เมนูเต็มเลย

เค้กก็อร่อยมากๆ โดยเฉพาะ โอริโอชีสเค้ก สุดยอดดดด
ขอขอบคุณมื้อนี้โดยเจ้าภาพใจดี (คุณแม่และพี่เอ) ที่อุส่าห์ขับรถมาตั้งไกล
แวะมาพาพวกเราไปทานของอร่อยๆ ดีๆ พอกับร้านแขกบ้านแขกเมืองของ
จังหวัดขอนแก่นได้อีก ตอนหน้า อยากรู้ว่าร้านอะไรต้องติดตามจ้าาาาาาา
วันนี้ Eat Anything ขอตัวก่อน จะได้ไปอัพเดทหาร้านอร่อยๆมาฝากอีกคะ
Smile – Todd Carey
Categories: EatAnything |
Tags: Smile @ Waterside | 1 Comment