K-SME # 10 + K Network @ Khon Kaen เด้อ!!

September 19th, 2009

ฤกษ์งามยามดีของชาว K ทุกรุ่น ทุกจังหวัด และ K-SME #10 ที่ได้มารวมตัวกัน

สมาชิกเก่าและใหม่หลายๆคนได้มาออกบูธ แสดงผลงานธุรกิจ กิจการของตัวเอง

มีตั้งแต่ของกิน ของใช้ เอาเป็นว่าสากเบือยันเรือรบ ไม่เสียเวลาไปชมกันดีกว่า…

หอประชุมของมหาวิทยาลัยขอนแก่น

สมาชิก พบปะสังสรรค์ แลกเปลี่ยนความรู้กัน

บ้างก็อยากได้คำแนะนำเพิ่มเติมจากทางผู้ใหญ่ของแบงค์

บ้างก็ขายของ แสดงศักยภาพของธุรกิจ

บ้างก็สนุกสนานเฮฮา แจกจายของกิน

ห้องประชุมใหญ่โตโอ่โถมากๆ ยังกับโรงหนัง

วิทยากรของเราในวันนี้ อ.สรณ์ จงศรีจันทร์ (เจ้าเก่า)

พร้อมสอนสมชื่อแล้วครับพี่น้อง

ยังไม่ถึงเวลาห้องโล่งมากๆ

หัวข้อในวันนี้คือ 4 ธาตุในการสร้างแบรนด์

ได้เวลาหลายคนก็ถยอยเข้ามาจับจองที่นั่ง

พี่เก่งสุดหล่อของเรา กล่างเปิดงานและแนะนำตัวอ.สรณ์ จงศรีจันทร์

เนืองแน่นไปด้วยผู้ร่วมสัมมนา

แกนนำของจังหวัดขอนแก่นและอุดร ถ่ายรูปกับพี่ไช้ จากแบงค์

พี่ไช้สัมภาษณ์ความในใจของแกนนำแต่ละจังหวัด แม่กิมยี่ พี่อ๋อย และพี่อ๊อด

จบงานเลี้ยงรุ่นด้วยความประทับใจ ได้เพื่อน ได้ความรู้ ได้มิตรภาพ!!!

TheShow.mp3 – Lenka

Categories: Gallery Anything | Tags: | No Comments

BrandGym ผ้าป่าการกุศล @ กรุงเทพฯ จ้า ^_^

September 19th, 2009

ผ่านไปแล้วกับงานสัมมนา BrandGym ผ้าป่าการกุศลคร้ังที่ 3 ณ กรุงเทพฯ

โดย อ.สรณ์ จงศรีจันทร์ เผื่อสมทบทุนบูรณะกุฏิหลวงปู่ขาว วัดถ้ำกลองเพล

งานนี้ต้องขอขอบคุณทาง K-Bank ที่ใจดีและเอื้อเฟื้อพื้นที่ K-Knowledge

Center ที่จามจุรีสแคว์ งานนี้ห้องแทบแตก มีผู้ร่่วมสัมมนาเกือบ 100 คนเลย

ไม่ว่าจะเป็น K-sme รุ่นเดอะยันรุ่นปัจจุบัน , K-academy , ลูกศิษย์จากรั้วจุฬา ,

Skyhigh จาก RS , และอีกหลายๆสารทิศทั่วไทย งานนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยบุญล้วนๆ

นอกจากได้บุญแล้วยังได้ความรู้ ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงกับธุรกิจอีกด้วย

ไปชมภาพบรรยากาศกันเลยดีกว่า….

พี่แอมสุดสวยกล่าวเปิดงานและแนะนำตัววิทยากร อ.สรณ์ จงศรีจันทร์

อ.สรณ์ จงศรีจันทร์ พร้อมเริ่มทันทีครับ!!

ห้องเนืองแน่นไปด้วยผู้เข้าร่วมสัมมนา

ห้องดูเล็กไปถนัดตาเลยเนอะ

กับหัวข้อที่ว่า “แบรนด์มีจริตจริงหรือ??”

อ.สรณ์ จงศรีจันทร์ ถ่ายทอดประสบการณ์ต่างๆให้ฟังอย่างตั้งใจ

เล่าและสอนได้อย่างสนุกสนานลืมเหนื่อยกันเลย

ผู้ร่วมสัมมนาตั้งใจตักตวงความรู้กันอย่างเต็มที่

และจดสิ่งสำคัญๆเพื่อนำไปใช้ในธุรกิจของตนเอง

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสนุกๆเล็กๆให้ร่วมกันคิดอีกด้วย

จบงานนี้ด้วยความสุข ด้วยรอยยิ้ม บริหารสมอง และ อิ่มบุญไปตามๆกัน

เร็วๆนี้พบกับงานสัมมนา”บุญ”ครั้งใหม่ได้…แต่เรื่องอะไรนั้น ต้องติดตามจ้า

ขอบคุณทุกคนที่ติดตาม ^_^

WE SING, WE DANCE, WE STEAL THINGS THINGS- Jason Mraz [2008]

Categories: Gallery Anything | Tags: , | No Comments

Y&Rchetypes (Archetype)

September 10th, 2009

Y&Rchetypes (Archetype) สามารถดาวน์โหลดได้ ที่นี่ คะ

Categories: Articles Anything | Tags: | No Comments

K-SME # 10 @ ม.บูรพา บางแสน

September 8th, 2009

ผ่านไปแล้วกับ K-SME # 10 ที่จัดขึ้นเมื่อ 5 กันยายน 2552 ณ ม.บูรพา บางแสน

งานนี้พี่น้องชาว SME เกือบ 100 ชีวิต บ้างก็คุ้นหน้าคุ้นตาจาก Brand Academy

บ้างก็หน้าใหม่ๆซิงๆ แต่ทุกคนมาด้วยหัวใจเต็มเปี่ยม มากอบโกยความรู้ที่จะได้รับ

ไปชมภาพบรรยากาศของ SME ภาคนี้กันดีกว่าจ้าาา….

ตึกวิศวะ ชั้น 9 เพิ่งเปิดใช้บริการสำหรับ K-SME # 10 เป็นงานแรก

ห้องสัมมนากว้างขวาง ใหญ่และใหม่มาก

อาจารย์ สรณ์ จงศรีจันทร์ ของเรามาเตรียมพร้อมตั้งแต่เช้า

กับหัวข้อเดิมๆคุ้นตา ทำไม SME ต้องสร้างแบรนด์

อาจารย์ก้อยกล่าวเปิดสัมมนา และ แนะนำตัว อ.สรณ์

ผู้ร่วมสัมมนาเริ่มทยอยมากันทีละนิด

มากันเยอะขึ้นเรื่อยๆ

และแล้วในที่สุดก็เต็มห้องตามเคย อิอิ

ชะแว็บบบออกไปนอกห้องเรียนบ้าง มหาลัยนี้วิวดีจริงๆ

พนักงานเตรียมอาหารกลางวันให้แก่ผู้ร่วมสัมมนา ของกินเพียบ

เรียนจบ ทุกคนบิกบานกันมาก

หวังว่าความรู้วันนี้คงเป็นประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการทุกคน

และการถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึกกับอ.สรณ์

ตัวแทนรุ่นกล่าวขอบคุณอาจารย์

และตามด้วยกิจกรรมแนะนำตัวของรุ่นนี้ก่อนจบงาน

จบ SME # 10 ของปีนี้ พบกันใหม่อีกทีปีหน้า ฮาฮาฮา

แต่คอร์สดีๆของอาจารย์สรณ์ยังไม่ได้หมดเท่านี้นะ

ต้องติดตามกันต่อไปจ้า ….. ^____^

Categories: Gallery Anything | Tags: | No Comments

B A V ATTRIBUTES

August 31st, 2009

มารู้จักกับ 4 ธาตุ ในการสร้างแบรนด์กันดีกว่า!!


หากใครมีข้อสงสัยตรงไหนสามารถทิ้งทำถามไว้ที่ comment ได้นะคะ

Categories: Articles Anything | Tags: , | No Comments

BUILDING BRAND FROM SCRATCH

August 24th, 2009

จบกันแล้วสำหรับงานสัมมนา BUILDING BRAND FROM SCRATCH

เมื่อวันที่  14 และ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา @ ABAC City Campus, Zen fl.14

งานนี้จัดขึ้นโดยมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ไปดูบรรยากาศงานกันเลยดีกว่า

เริ่มจากโปสเตอร์ของงาน

ผู้ร่วมสัมมนามากับเกือบเต็มห้อง

อาจารย์บิ๋มกล่าวเปิดงาน พร้อมแนะนำอาจารย์สรณ์

ได้เวลาอาจารย์สรณ์ จงศรีจันทร์ของเราก็ล้อหมุนจ้า

มีกิจกรรมกลุ่มมาให้ผู้ร่วมสัมมนาได้ร่วมสนุกกัน

แต่ละกลุ่มคิดไอเดียใหม่ๆ ไม่ยอมกันเลยทีเดียว

คิดอะไรแปลกๆ ขำๆ

ไม่ใช่แค่คิด แต่ให้วาดออกมาเป็นภาพเลยนะ

ได้เวลาพรีเซนต์แล้ววววว…

ช่วยกันสุดๆเลย

ไอเดียแจ่มๆกันทุกกลุ่มเลย ยกมือให้

จบงานสัมมนานี้อย่างมีความสุข ได้ทั้งความรู้ ได้ทั้งเพื่อน และ มิตรภาพ

โอกาสหน้าจะไปที่นั้น….ต้องติดตามกันต่อไปจ้าาา :)

Categories: Gallery Anything | Tags: | No Comments

เปิดตัวเมก้าเชฟโฉมใหม่!!!

August 9th, 2009

ถึงเวลาฤกษ์งามยามดี เมก้าเชฟ นำ้ปลาคุณภาพชั้นหนึ่ง ได้เปิดตัวรูปแบบโฉมใหม่!!!!!!!!

ที่ใส่ใจคุณภาพผู้บริโภคขึ้นมากกว่าเดิม กับขวดที่ซีลกันแสง เพื่อไม่ให้นำ้ปลาลดคุณภาพลง

พร้อมกับเปิดตัวสินค้าน้องใหม่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันหอย และ นำ้พริกเผา ด้วยเอกลักษณ์และ

คอนเซปต์เดียวกันที่ทันสมัยและปลอดภัย สมกับสโลแกนที่ว่า ชีวิตดีเริ่มจากสิ่งดีๆ จ้าาาา

ไปชมภาพบรรยากาศงานกันเลยดีกว่า….

โอ้โห….เป็นไงกันบ้าง ขวดน้ำปลาโฉมใหม่

น้องใหม่อีก 2 ชนิด ขอรายงานตัวครับ น้องทอง น้ำมันหอย น้องแดง น้ำพริกเผา

ชุดของขวัญแจกผู้ร่วมงานจ้า น่ารักดี เหมาะกับเทศกาลต่างๆเลยเนอะ

คุณภาส นิธิปิติกาญจน์ ผู้บริหารเมก้าเชฟ ให้สัมภาษณ์นักข่าวที่มาร่วมงาน

สามพี่น้องตระกูลเมก้าเชฟ เป็นไงบ้างเอ่ย?? สวยไหมคะ

มีโชว์ทำอาหารด้วยนะโดยเชฟอิ๊ก บรรณ บริบูรณ์ กับเมนูยำเห็ดรวมมิตร

และเชฟคนดังเดวิด ทอมป์สัน จากออสเตรเลีย กับเมนูพล่ากุ้งและแกงเขียวหวาน

อย่าน้ำลายไหลนะ … อร่อยมากๆเลย อิอิ

จบงานด้วยความประทับใจ ทั้งภูมิใจในงานที่ทำ และ อิ่มท้องไปตามๆกัน แล้วจะหาเรื่องสนุกๆ

มาอัพเดทให้ก่อนใครเลยคะ อย่าลืมติดตามนะ

ราตรีสวัสดิ์คะ :)

Categories: Gallery Anything | Tags: | 2 Comments

รับขนมซาลาเปา-ฮะเก๋าร้อนๆก่อนนอนไหมคะ??

August 7th, 2009

สวัสดีคะพี่ๆทุกคน เป็นอย่างไรกันบ้างคะ วันนี้วันศุกร์พรุ่งนี้คงได้หยุดพักผ่อนกันนะคะ

ก่อนนอนคืนนี้มีติ๋มซำเป็นของว่างมาเสริฟคะ จานแรกไปดูกันเลยดีกว่าคะ

น้องซาลาเปาน้อยๆ (น้องเทส – ลูกสาวคุณพ่อเซ้ง Centure)

ส่วนสัดส่วนต้องแอบไปถามคุณพ่อเองนะคะ อิอิ

จานต่อมานะคะ น้องฮะเก๋าขาวๆอวบๆ (น้องพรีม – ลูกสาวคุณพ่อปัง Unigrain)

คืนนี้อิ่มกันรึยังคะ น้องๆแก้มป่อง น่ารักกันมากๆเลย แล้วจะมาอัพเดทพัฒนาการเติบโตให้ใหม่นะคะ

ราตรีสวัสคะ

จีจี้ ^___^

Categories: Gossip Anything | 4 Comments

Brand Academy Season 7 @ BKK

July 24th, 2009

กลับมาอีกครั้งกับ Brand Academy Season 7 @ K Knowledge Center, จามจุรีสแควร์ กรุงเทพฯ

ระหว่างวันที่ 24-25 ส.ค. และ 30 ส.ค.-1 ก.ย. 2552 จ้า แค่สถานที่ก็สวยอย่าบอกใครแล้วเนี่ย เจ๋งๆ

โครงการนี้มีชื่อว่า…

ไปชมบรรยากาศห้องเรียนกันดีกว่า ห้องที่ว่ากว้างๆ พอใส่โต๊ะ เก้าอี้เข้าไปดูแคบไปถนัดตาเลย

ส่วนวิทยากรของเราในวันนี้คือ ท่านอาจารย์สรณ์ จงศรีจันทร์ เจ้าเก่า ก็มาเตรียมตัวแต่เช้าตรู่

ส่วนทางด้านนอกห้องมี 4 สาวแสนสวย พี่อุ๊ พี่เจี๊ยบ พี่แอม พี่ตูน รอต้อนรับอย่างเป็นกันเอง

มีรายชื่อผู้เข้าร่วมอบรมวันนี้กว่า 50 รายชื่อ เยอะแยะมากมายหลายสาขา

ใกล้ได้เวลาเริ่มเรียนก็ต่างทยอยมาลงชื่อกันอย่างตรงเวลา น่ารักกันมากๆเลย

ทุกคนต่างนั่งรอ อ่านหนังสือ พักผ่อน กันตามอัธยาศัย ในบรรยากาศสบายๆ

ภาคทวี ทักทายอาจารย์สรณ์ ก่อนได้เวลาเปิดงานอย่างเป็นทางการ

พี่แอม กล่าวเรียนทักทายสมาชิกทุกท่าน พร้อมเชิญภาคทวีกล่าวเปิดงาน

ภาคทวีกล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ พร้อมแนะนำวิทยา อ.สรณ์ จงศรีจันทร์

เวลาตรงแป๊ะ อ.สรณ์ ของเราก็ได้เวลาล้อหมุนแล้วครับ

ผู้ประกอบการพร้อมใจกันมาหาความรู้เพิ่มเติมกันจนแน่นห้อง

อ.สรณ์มีกิจกรรมกลุ่มให้ร่วมกันทำกันตั้งแต่เช้าเลย

ทุกคนต่างสนุกสนาน เพลิดเพลินไปกับกิจกรรม

ได้เวลา break สมอง ทางแบงค์จัดอาหารว่างอร่อยๆไว้ให้ได้ทาน

มุมแรกเป็นของทางแบงค์ ให้บริการโดยแม่บ้าน K

มุมที่สองเป็นของ Catering โดย พี่เต๋า คนสวย ณ ร้านอัมพวา

มาพร้อมกับโจ๊ก ขนม และน้ำชา กาแฟ ฯลฯ อร่อยมากๆ

เวลาแสนสนุกก็หมดลงอย่างรวดเร็ว พบกันวันต่อๆไปได้ที่นี่ เร็วๆนี้คะ

ขอบคุณที่ติดตาม ^^

Categories: Gallery Anything | Tags: | 1 Comment

กลยุทธ์ในการสร้างและบริหารแบรนด์ให้ประสบความสำเร็จ โดย Y&R

July 9th, 2009

มารู้จักกับเครื่องมือง่ายๆที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จและเจริญรุ่งเรืองมากขึ้นกันดีกว่า…

โดย กลยุทธ์ในการสร้างและบริหารแบรนด์ของวายแอนด์อาร์ (Y&R Proprietary Tools)


“แบรนด์” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ยี่ห้อ” นั้นมีบทบาทสำคัญมากในการทำตลาดปัจจุบัน เพราะแบรนด์ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการที่นำเสนอและกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคใช้ในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการ “แบรนด์” ก็เหมือนกับคนแหละครับ สามารถพัฒนาให้เจริญเติบโตจนแข็งแรงแต่บางครั้งก็อาจจะเจ็บป่วยอ่อนแอได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการตรวจเช็คสุขภาพของแบรนด์อยู่สม่ำเสมอ Y&R ในฐานะที่เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการสื่อสารและบริหารแบรนด์ (Brand Communication Agency) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของแบรนด์ในจุดนี้ จึงได้ทุ่มทุนกว่าร้อยล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างเครื่องมือที่มีความน่าเชื่อถือและแม่นยำในการชี้วัดสุขภาพและคุณค่าในแบรนด์ (Brand Equity) ซึ่งฝังอยู่ในใจผู้บริโภคส่วนใหญ่ โดยทาง Y&R เราเรียกเครื่องมือชิ้นนี้ว่า Brand Asset Valuator (BAV)


Brand Asset® Valuator (BAV)Your browser may not support display of this image.

คือ เครื่องมือที่ใช้ชี้วัดสุขภาพและคุณค่าของแบรนด์ในใจผู้บริโภค (Measuring Brand Equity) โดยเกิดขึ้นจากการทำวิจัยเชิงปริมาณกับคนทั่วโลก (Global Survey Research) เพื่อศึกษาเรื่อง ทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ต่างๆจากทั้งในและต่างประเทศ Y&R BAV ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลดังกล่าวนี้มาแล้วกว่า 13 ปี ทำการศึกษามามากกว่า 35,000 แบรนด์กับผู้บริโภคจำนวนมากกว่า 450,000 คน จนถือเป็นฐานข้อมูลเรื่องทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ต่างๆที่ใหญ่ที่สุดในโลก!

Your browser may not support display of this image.

จุดเด่นสำคัญ 3 ประการที่ทำให้ Y&R BAV เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการวางกลยุทธ์สำหรับสร้างและบริหารแบรนด์ของลูกค้า Y&R คือ


จุดเด่นสำคัญประการที่หนึ่งคือ ความเข้าใจในพัฒนาการของแบรนด์ (Brand Building Model)


ในการที่จะวินิจฉัยสุขภาพของแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เราจำเป็นต้องเข้าใจก่อนว่าคุณค่าในแบรนด์เกิดขึ้นจากองค์ประกอบใดบ้าง (Sources of Equity) ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถนำองค์ประกอบเหล่านั้นมาใช้สร้างแบรนด์ให้เติบโตขึ้นมาจนมีคุณค่าในใจผู้บริโภคได้ จากการศึกษาเรื่อง ทัศนคติและความสัมพันธ์ของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ตลอด 13 ปีที่ผ่านมาของ Y&R BAV พบว่า แบรนด์จะแข็งแรงและเติบโตต่อไปในอนาคตได้ต้องมี 5 องค์ประกอบสำคัญดังนี้


1. ความแตกต่าง (Differentiation [D])

    แบรนด์จะประสบความสำเร็จในตลาดได้จำเป็นต้องมีความแตกต่าง!  เพราะความแตกต่างจะทำให้แบรนด์ของคุณมีความโดดเด่นกว่าแบรนด์ของคู่แข่ง ทำให้เกิดการจดจำและความสนใจในกลุ่มผู้บริโภคได้ง่าย รวมทั้งยังสร้างพลังในการเรียกร้องราคากับผู้บริโภคทำให้ได้มาซึ่งผลกำไรในการขายที่สูงขึ้น ตัวอย่างเช่น เครื่องเล่น IPOD ที่แม้จะออกมาทีหลังเครื่องเล่นเพลง MP3 ยี่ห้อื่นๆแต่ด้วยความสามารถในการบรรจุเพลงกว่าหมื่นเพลงซึ่งแซงหน้าคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด รวมทั้งการออกแบบสินค้าที่แตกต่างและเป็นเอกลักษณ์ ทำให้แบรนด์ IPOD เป็นที่จดจำและหมายปองของผู้บริโภคส่วนใหญ่ เคยสังเกตไหมครับว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่สินค้าของแต่ละแบรนด์ในตลาดไม่มีความแตกต่างกันเลย ผู้บริโภคจะหันมาพิจารณาเรื่องราคาและโปรโมชั่นแทน แล้วหายนะจากสงครามประเภท ลด แหลก แจก แถมก็มักจะเกิดขึ้นซึ่งนำไปสู่ผลเสียมากมายทางธุรกิจ จะเห็นได้ว่าการสร้างความแตกต่างเป็นสิ่งที่สำคัญประการแรกที่ทุกๆแบรนด์ควรมี ดังที่ Jack Trout นักวางกลยุทธ์ด้านการตลาดชื่อดังของโลกเคยกล่าวไว้ว่า “ถ้าไม่แตกต่างก็ตาย”

2. พลังในการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา (Energy [En])

    นอกจากความแตกต่างแล้ว แบรนด์ก็จำเป็นต้องมีพลังในการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาด้วย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์สินค้า/บริการใหม่ๆ รวมทั้งมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ทางการตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อทำให้แบรนด์ดูมีความสดใหม่น่าสนใจและทันสมัยอยู่เสมอ ตัวอย่างเช่น แชมพูซันซิลที่อยู่ในตลาดเมืองไทยมายาวนานแต่กลับเป็นแบรนด์ที่ดูอ่อนเยาว์เหมาะกับคนรุ่นใหม่อยู่ตลอดเวลา ด้วยการสร้างสีสันใหม่ๆ ให้กับตลาดอย่างเช่นแชมพูสูตรย้อนวัยผมของคนอายุสามสิบหรือแม้แต่การเปลี่ยนรูปแบบบรรจุภัณฑ์ชนิดจำกันไม่ได้พร้อมงบโฆษณามหาศาลตลอดปี ทำให้แบรนด์ซันซิลสามารถย้อนวัยเป็นสาววัยใสอยู่ในใจผู้บริโภคตลอดเวลา

    3. ความเหมาะสมกับตัวเรา (Relevancy [R])

    เมื่อแบรนด์มีทั้งความแตกต่างและพลังในการพัฒนาแล้ว เราจำเป็นต้องแน่ใจด้วยว่าความแตกต่างในแบรนด์ของเราและพลังในการพัฒนาดังกล่าวเป็นที่สนใจสำหรับกลุ่มเป้าหมายของเราด้วย ตัวอย่างเช่น รถยนต์ BMW ที่คนส่วนใหญ่รู้สึกว่ามีความแตกต่างจากรถยนต์ยี่ห้ออื่นๆขณะเดียวกันก็รู้สึกสนใจคิดว่าภาพลักษณ์เหมาะสมกับตัวเขาเอง ในขณะที่รถยนต์บางยี่ห้อซึ่งคนส่วนใหญ่คิดว่ามีความแตกต่างแต่ก็อาจจะต่างแบบหลุดออกไปนอกสายตาพาลเอาขายไม่ได้ เพราะภาพลักษณ์ไม่เหมาะสมกับตัวเขา จากผลการวิจัยของ Y&R BAV พบว่า แบรนด์ที่ขายดีหรือมีส่วนแบ่งในการตลาดขนาดใหญ่มักจะเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภครู้สึกว่ามีภาพลักษณ์หรือความเหมาะสมกับตัวเขาด้วย

4. ความรู้สึกดีชื่นชม (Esteem [E])

    หลังจากที่แบรนด์มีทั้งความแตกต่าง พลังในการพัฒนาและความเหมาะสมกับตัวผู้บริโภคแล้ว แบรนด์จะเกิดพลังที่จะดึงดูดให้ผู้บริโภคสนใจและเกิดการลองใช้ แล้วถ้าหากสินค้าหรือบริการของแบรนด์ดังกล่าวมีคุณภาพที่ดีเป็นที่ประทับใจและมีการพูดถึงในกลุ่มผู้บริโภคส่วนใหญ่แล้ว ความรู้สึกดีชื่นชม ในแบรนด์ดังกล่าวก็จะเกิดขึ้น (Esteem)

    5. ความรู้สึกคุ้นเคย (Knowledge [K])

    ความรู้สึกคุ้นเคยกับแบรนด์มักจะเกิดขึ้นเป็นสิ่งสุดท้ายหลังจากที่แบรนด์มีทั้งความแตกต่าง พลังในการเปลี่ยนแปลง ความเหมาะสมกับตัวผู้บริโภคและความรู้สึกดีชื่นชมในแบรนด์แล้ว จากผลการวิจัยของ Y&R BAV พบว่า แบรนด์ที่ผู้บริโภครู้สึกคุ้นเคยมักจะเป็นแบรนด์ที่เข้ามาในตลาดเป็นเวลานานและมีการทำการสื่อสารตลาดอย่างต่อเนื่อง

หากจะเปรียบ 5 องค์ประกอบของคุณค่าในแบรนด์ที่กล่าวมาแล้ว ก็คล้ายกับธาตุทั้ง 5 ในตัวคนเราซึ่ง

จำเป็นต้องมีการบริหารให้ดีมีสมดุล การศึกษาถึงความแตกต่างระหว่างองค์ประกอบต่างๆของแบรนด์จะช่วยให้เข้าใจและวินิจฉัยสุขภาพของแบรนด์ได้อย่างดีขึ้น ทำให้เรารู้ว่าขณะนี้แบรนด์ของเรากำลังเติบโตขึ้นหรือกำลังอ่อนแอลงและยังช่วยให้เรารู้ว่าจะต้องบริหารสุขภาพแบรนด์ต่อไปอย่างไรให้ดีขึ้น  ซึ่งทาง Y&R เรียกวิธีวินิจฉัยสุขภาพของแบรนด์แบบนี้ว่า การวิเคราะห์รูปแบบของ 5 องค์ประกอบในแบรนด์ ( 5 Pillars Pattern Analysis) โดยมีลักษณะดังนี้

1. รูปแบบของแบรนด์ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ (New/ Emerging Brand)

    จากผลการวิจัยของ  Y&R BAV เกี่ยวกับเรื่องพัฒนาการของแบรนด์ตลอด 13 ปีทีผ่านมาพบว่า แบรนด์ที่เข้ามาในตลาดใหม่ๆหรือเพิ่งกลับมาเกิดใหม่นั้น จะเป็นที่สังเกตและจดจำของคนได้ จำเป็นต้องมีทั้งความแตกต่างและพลังที่เรียกร้องความสนใจกลุ่มผู้บริโภค ซึ่งทั้งสองแท่งนี้ (D & En) จะต้องมีความโดดเด่นกว่าองค์ประกอบอื่นๆของแบรนด์ ในขณะที่ความรู้สึกเหมาะสม (R) ชื่นชม (E) และคุ้นเคย (K) มักจะมีน้อยอยู่เพราะเนื่องจากเพิ่งเข้ามาทำตลาดใหม่ คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้จักหรือเคยลองใช้ตัวอย่างเช่น โทรศัพท์มือถือ i-Phone ของค่าย Apple เป็นต้น ในทางตรงกันข้ามหากแบรนด์คุณเข้ามาในตลาดโดยปราศจากจุดขายใหม่ๆที่แตกต่างจากคู่แข่งเลย แบรนด์ของคุณก็จะขาดพลังดึงดูดที่ทำให้ผู้บริโภคสนใจจนกลายเป็นแบรนด์ที่ถูกมองข้ามไป (Unfocused Brand)

2. รูปแบบของแบรนด์ที่กำลังเติบโตขึ้นไป (Niche/ Momentum Brand)

    หลังจากแบรนด์ที่เพิ่งเข้ามาในตลาดนั้น สามารถสร้างความแตกต่างและพลัง(D & En) ที่โดดเด่นมากขึ้นในใจผู้บริโภคได้แล้ว แบรนด์นั้นจำเป็นต้องสร้างความรู้สึกดีชื่นชม (E) ให้เกิดขึ้นในใจผู้บริโภคได้ด้วย ซึ่งความรู้สึกดีชื่นชมนี้จะเกิดขึ้นได้จากการที่แบรนด์นำเสนอสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพเยี่ยม ผนวกกับกระแสนิยมที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ต่างกล่าวถึงแบรนด์ดังกล่าวในแง่ดี เมื่อแบรนด์สามารถสร้างทั้งสามองค์ประกอบนี้ให้สูงเด่นขึ้นในใจผู้บริโภคได้ แบรนด์ก็จะมีพลังที่แข็งแกร่งในการแข่งขันกับคู่แข่งในตลาด ช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจและรู้สึกว่าแบรนด์มีความเหมาะสมกับตัวเขา (R) ประกอบกับมีการจดจำแบรนด์อยู่ในใจมากขึ้น (K) ทำให้แบรนด์พร้อมที่จะเติบโตขึ้นไปอีกในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์ iPOD ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นที่ปรารถนาของกลุ่มผู้บริโภคส่วนใหญ่ ในบางครั้ง “รูปแบบของแบรนด์ที่กำลังเติบโตขึ้นไปนี้” ก็ถือเป็นลักษณะของแบรนด์ที่มีพลังในการจับคนเฉพาะกลุ่มเช่นกัน (Niche Brand) ตัวอย่างเช่น กระเป๋า Hermes, รถยนต์ Austin Mini เป็นต้น ทั้งนี้เนื่องจากแบรนด์เหล่านี้มีความแตกต่างจากยี่ห้อคู่แข่งอื่นๆ ในขณะเดียวกันแบรนด์เหล่านี้ก็นำเสนอแต่สินค้าที่มีคุณภาพเป็นเลิศในราคาที่สูงและเป็นที่กล่าวถึงในคนส่วนใหญ่ จนทำให้แบรนด์ เหล่านี้กลายเป็นที่ปราถนาของคนที่ยังไม่มีโอกาสได้ครอบครอง

3. รูปแบบของแบรนด์ที่เป็นผู้นำ (Leadership Brand)

แบรนด์ที่จะมีสุขภาพแข็งแรงจนขึ้นเป็นผู้นำในตลาดได้จะต้องมีทั้งความแตกต่าง (D) พลังในการพัฒนา (En) ความ    เหมาะสม (R) ความรู้สึกดีชื่นชม (E) และความรู้สึกคุ้นเคย (K) ซึ่งทั้ง 5 องค์ประกอบนี้ต้องมีความโดดเด่นอย่างมากในความรู้สึกของกลุ่มผู้บริโภคส่วนใหญ่ ตัวอย่างเช่น แบรนด์เจ้าตลาดโทรศัพท์        มือถืออย่าง Nokia ที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่รู้สึกว่า มีความโดดเด่นแตกต่างจากยี่ห้ออื่นๆ มีการพัฒนานวัตกรรมสำหรับสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง มีคุณภาพสินค้าที่ดีเป็นที่ยอมรับระดับสากล และรู้สึกว่าแบรนด์นี้มีความเหมาะสมกับพวกเขารวมทั้งเป็นที่จดจำและนึกถึงเกี่ยวกับสินค้าในหมวดนี้เสมอๆ นอกจากสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยีแล้วจากผลการวิจัยของ Y&R BAV ยังพบว่า แบรนด์ที่เป็นผู้นำในสินค้าในอีกหลายๆกลุ่มรวมทั้งกลุ่มอุปโภคบริโภคตัวอย่างเช่น  แบรนด์เจ้าตลาดน้ำอัดลมอย่าง เป็บซี่ ฯลฯ ต่างก็มีรูปแบบของ 5 องค์ประกอบซึ่งเป็นลักษณะนี้เช่นเดียวกัน


4. รูปแบบของแบรนด์ที่กำลังอ่อนแอลง (Declining Brand)Your browser may not support display of this image.

    หลายครั้งที่แบรนด์ที่เคยเป็นเจ้าตลาดต้องเสียความเป็นผู้นำไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งนี้เนื่องจากสุขภาพของแบรนด์กำลังอ่อนแอลง จากผลการวิจัยของ Y&R BAV พบว่า แม้ว่าแบรนด์จะเป็นที่จดจำได้ดีเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค (K & E) และคนส่วนใหญ่นิยมใช้เพราะคิดว่ามีความเหมาะสมกับตัวเขา (R) แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ผู้บริโภคเริ่มรู้สึกว่าแบรนด์ที่เป็นผู้นำเริ่มไม่มีความแตกต่างที่ชัดเจนจากคู่แข่งในตลาดรวมทั้งขาดซึ่งการโฆษณาประชาสัมพันธ์และการพัฒนาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆแก่ผู้บริโภค (D & En) นั้นคือสัญญาณแรกที่บ่งบอกว่าสุขภาพของแบรนด์ที่แข็งแรงในขณะนี้กำลังจะอ่อนแอลงในอนาคตและจะทำให้แบรนด์สูญเสียความเป็นผู้นำได้อย่างง่ายดาย

5. รูปแบบของแบรนด์ที่กำลังจะตาย (Eroded Brand)

    หากแบรนด์ที่กำลังสูญเสียความเป็นผู้นำขาดการบริหารที่ดี ปล่อยให้ความแตกต่างและพลังในการพัฒนาสิ่งใหม่ๆที่เคยมีสูญเสียลงไปเรื่อยๆ (D & En) ผลที่จะตามมาในความรู้สึกของผู้บริโภคก็คือ แบรนด์ขาดความรู้สึกเหมาะสมกับตัวเขา (R) เพราะปราศจากการพัฒนาสิ่งใหม่ๆที่น่าชื่นชม (E) ทำให้ยอดขายค่อยๆตกลงเพราะผู้บริโภคหันไปซื้อแบรนด์คู่แข่งอื่นๆที่นำเสนอสินค้าหรือบริการที่แปลกใหม่และน่าสนใจกว่า จนท้ายที่สุดแบรนด์ก็จะค่อยลืนลางไปจากความทรงจำของผู้บริโภค (K) และตายไปในที่สุด ตัวอย่างเช่น สบู่ยี่ห้อ Pears ที่เคยขายดีในประเทศอังกฤษจนเป็นผู้นำในตลาดสบู่ก้อนกว่าหลายทศวรรษ ด้วยคุณสมบัติของเนื้อสบู่ที่ใสจนในโฆษณานำเสนอว่าเปรียบเหมือนความสะอาดบริสุทธิ์ แต่ภายหลังกลับยอดขายตกลงเพราะการเข้ามาของสบู่เหลวที่ใช้ง่ายและแปลกใหม่สำหรับคนในสมัยนั้น จนในท้ายที่สุดสบู่ยี่ห้อ Pears ก็ต้องถอนตัวออกจากตลาดไปเพราะขาดการพัฒนาสิ่งแปลกๆใหม่ๆที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภค

จากรูปแบบที่กล่าวมาทั้ง 5 ของแบรนด์ในสถานการณ์ต่างๆ หากเรานำมาศึกษาร่วมกันโดยพิจารณาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบต่างๆ เราจะเห็นเส้นทางการเติบโตของแบรนด์ตั้งแต่เกิดจนตาย ซึ่งทาง Y&R เรียกวิธีวิเคราะห์นี้ว่า แผนภาพวงจรชีวิตของแบรนด์ (Y&R BAV Power Grid) ซึ่งมีลักษณะดังนี้

Your browser may not support display of this image.

แผนภาพวงจรชีวิตของแบรนด์ (Y&R BAV Power Grid)

แผนภาพวงจรชีวิตของแบรนด์นี้เกิดจากการนำองค์ประกอบทั้ง 5 ของคุณค่าในแบรนด์มาแบ่งออกเป็น2 กลุ่มเพื่อนำมาสร้างแกนตั้งและแกนนอนสำหรับวาดแผนภาพ  โดยกลุ่มที่หนึ่งจะใช้เป็นแกนตั้งเรียกว่า “พลังในความแข็งแกร่งของแบรนด์ (Energized Brand Strength)” ประกอบไปด้วย ความแตกต่าง (D) พลังในการพัฒนา (En) และความเหมาะสมกับตัวผู้บริโภค (R) สามองค์ประกอบนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่บ่งบอกถึงความสามารถที่แบรนด์จะเติบโตต่อไปในอนาคต ในขณะที่กลุ่มที่สองจะใช้เป็นแกนนอนเรียกว่า “สถานภาพของแบรนด์ (Brand Stature)” ประกอบไปด้วย ความรู้สึกดีชื่นชม (E) และความรู้สึกคุ้นเคยผูกพันกับผู้บริโภค (K) ซึ่งสององค์ประกอบหลังนี้เจะบ่งบอกถึงสถานภาพของแบรนด์ในปัจจุบัน หากเราแบ่งแผนภาพนี้ออกเป็น 4 ส่วนจะเห็นว่า แต่ละพื้นที่ๆแบรนด์ยืนอยู่นั้นบ่งบอกสถานภาพของแบรนด์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันรวมทั้งแนวโน้มที่จะเป็นไปในอนาคตด้วย

    1. พื้นที่ของแบรนด์ที่เพิ่งเกิดใหม่  (New/ Emerging Area)
    แบรนด์ที่เข้ามาในตลาดใหม่ๆจะอยู่บริเวณด้านซ้ายล่างเรียกว่า พื้นที่ของแบรนด์ที่เพิ่งเกิดใหม่ (New/ Emerging Area) เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังรู้จักน้อยและไม่มีประสบการณ์ในสินค้าหรือบริการ ทำให้สถานภาพของแบรนด์มีคะแนนน้อย ในขณะเดียวกันความแตกต่าง พลังในการพัฒนาและความเหมาะสมกับตัวผู้บริโภคที่ชัดเจนก็ยังไม่ชัดเจนนักทำให้พลังในความแข็งแกร่งของแบรนด์ยังมีน้อย
    2. พื้นที่ของแบรนด์ที่กำลังจะเติบโตต่อไปในอนาคต (Niche/ Momentum Area)
    แบรนด์ใหม่ที่จะมีพลังเติบโตต่อไปในอนาคตได้ต้องมีทั้งความแตกต่าง (D) พลังในการพัฒนา (En) และความเหมาะสมกับตัวผู้บริโภค(R) ที่โดดเด่นหรือที่เรียกว่า “พลังในความแข็งแกร่งของแบรนด์” อย่างไรก็ตามแบรนด์ใหม่เหล่านี้คนส่วนใหญ่มักจะไม่รู้จักมากและไม่มีประสบการณ์ในสินค้าหรือบริการ ทำให้แบรนด์ใหม่เหล่านี้มักจะอยู่บริเวณด้านซ้ายบนเรียกว่า พื้นที่ของแบรนด์ที่กำลังจะเติบโตต่อไปในอนาคต หรือ บางครั้งก็เรียกว่า พื้นที่ของแบรนด์ที่เจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche/ Momentum Area)
    3. พื้นที่ของแบรนด์ที่กำลังเป็นผู้นำ (Leadership Area)
    แบรนด์ที่จะสามารถขึ้นเป็นผู้นำในตลาดได้จะต้องมีทั้งความแตกต่าง  (D) พลังในการพัฒนา (En) ความเหมาะสม (R) ความรู้สึกดีชื่นชม (E) และความรู้สึกคุ้นเคย (K) ที่โดดเด่นทำให้แบรนด์เหล่านี้อยู่บริเวณด้านขวาบนเรียกว่า พื้นที่ของแบรนด์ที่กำลังเป็นผู้นำ (Leadership Area) นั่นคือมีทั้ง “พลังในความแข็งแกร่งของแบรนด์ (Energized Brand Strength)” และ “สถานภาพของแบรนด์ (Brand Stature)” ที่โดดเด่นในใจผู้บริโภค
    4. พื้นที่ของแบรนด์ที่กำลังตกลงหลุมฝังศพ  (Graveyard Area)
    เมื่อไหร่ก็ตามที่แบรนด์สูญเสียความเป็นผู้นำและปราศจากการแก้ไขป้องกันที่ดี จะทำให้อ่อนแอลงเรื่อยๆและค่อยๆตกลงมาบริเวณด้านขวาล่างเรียกว่า หลุมฝังศพ (Graveyard Area) แม้ว่าแบรนด์เหล่านี้จะเคยเป็นผู้นำมีสถานภาพของแบรนด์ (Brand Stature) ที่แข็งแกร่ง แต่แบรนด์เหล่านี้กลับขาดซึ่ง ความแตกต่าง พลังในการพัฒนาและความเหมาะสมกับตัวผู้บริโภคหรือที่เรียกว่า “พลังในความแข็งแกร่งของแบรนด์ (Energized Brand Strength)” ทำให้สูญเสียพลังที่จะเติบโตต่อไปและตกลงไปยังบริเวณหลุมฝังศพในที่สุด

อย่างไรก็ตามแบรนด์ที่อ่อนแอหรือตายไปจากความทรงจำของผู้บริโภคเหล่านี้ สามารถกลับมาเกิดใหม่หรือแข็งแรงขึ้นได้อีกครั้ง หากเราสามารถสร้างสรรค์สินค้าหรือบริการใหม่ๆรวมทั้งมีกลยุทธ์การสื่อสารตลาดที่แตกต่างจากคู่แข่งและตรงใจกลุ่มเป้าหมาย ยกตัวอย่างเช่น ลูกอมโบตันที่อยู่ในตลาดมานานและเคยเป็นที่นิยมของวัยรุ่นสมัยก่อนเพราะมีประสิทธิภาพที่ดีในการระงับกลิ่นปากและช่วยให้ชุ่มคอซึ่งถือเป็นจุดขายที่แตกต่างจากคู่แข่ง อย่างไรก็ตามโบตันกลับไม่เป็นที่นิยมนักสำหรับวัยรุ่นในปัจจุบัน เนื่องจากรสชาติและรูปลักษณ์ของบรรจุภัณฑ์ไม่เป็นที่ถูกปากวัยรุ่นนัก โบตันจึงได้ออกสินค้าใหม่อย่างโบตันมิ้นท์บอลซึ่งยังคงสรรพคุณที่ดีและแตกต่างของสินค้าไว้ดังเดิม แต่ได้มีการปรับแต่งรสชาติและบรรจุภัณฑ์ให้ดูทันสมัยขึ้นจนเริ่มเป็นที่ถูกใจคนรุ่นใหม่ภายใต้ชื่อ โบตันมินท์บอล และทำให้แบรนด์โบตันโดยรวมกลับมาเป็นที่สนใจของกลุ่มเป้าหมายอีกครั้ง ดังเช่นรูปแบบของแบรนด์ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ (New/ Emerging Brand)

ด้วยแผนภาพวงจรชีวิตของแบรนด์นี้ (Y&R BAV Power Grid) ทำให้เราเข้าใจถึงสถานภาพของแบรนด์ในปัจจุบันได้อย่างง่ายดาย เพราะ Y&R BAV ไม่เพียงแต่ชี้วัดสุขภาพของแบรนด์ในปัจจุบันได้เท่านั้น แต่ยังสามารถคาดการณ์ถึงสถานภาพของแบรนด์ที่จะเป็นไปในอนาคตได้อีกด้วย หากท่านผู้อ่านสังเกตแผนภาพวงจรชีวิตของแบรนด์ให้ดีจะเห็นว่า แบรนด์ใดก็ตามที่ตั้งอยู่ในแผนภาพเหนือเส้นทแยงจะเป็นแบรนด์ที่มีศักยภาพที่จะเติบโตต่อไปได้อีกในอนาคต ในทางตรงกันข้ามหากแบรนด์ใดก็ตามตั้งอยู่ใต้เส้นทแยงนั่นหมายความว่า แบรนด์ดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะอ่อนแอลงไปอีกในอนาคต

    จุดเด่นสำคัญประการที่สองของ Y&R BAV คือ ความแม่นยำในการพยากรณ์มูลค่าที่เพิ่มขึ้นของแบรนด์ทั้งในเชิงความรู้สึกและในเชิงการเงิน (Evaluating Perceptual and Financial Equities)

เรื่องการประเมินคุณค่าในตราสินค้าหรือแบรนด์ (Measuring Brand Equity) เป็นเรื่องที่นักธุรกิจและนักการตลาดในปัจจุบันต่างก็ให้ความสำคัญ ทำให้บรรดาผู้เชี่ยวชาญจากแขนงต่างๆพยายามคิดค้นวิธีการประเมินคุณค่าในตราสินค้าขึ้นมามากมาย โดยสามารถแบ่งวิธีการประเมินเหล่านี้ออกมาได้คร่าวๆเป็น 2 วิธีคือ การประเมินคุณค่าในตราสินค้าเชิงการเงิน (Financial Equity) และการประเมินคุณค่าในตราสินค้าเชิงความรู้สึกของผู้บริโภค (Perceptual Equity) ซึ่งปัจจุบันบริษัทที่ให้คำปรึกษาทางการตลาดส่วนใหญ่รวมทั้งบริษัทวิจัยตลาดและบริษัทโฆษณาต่างก็หันมาสร้างวิธีการหรือเครื่องมือในการประเมินคุณค่าในตราสินค้าเชิงความรู้สึกของผู้บริโภคขึ้นมากมาย (Measuring Perceptual Equity of Brand) เพราะเป็นสิ่งที่นักธุรกิจและนักการตลาดส่วนใหญ่ให้ความสนใจ แม้กระนั้นก็ตามเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า วิธีการหรือเครื่องมือในการประเมินคุณค่าในตราสินค้าเหล่านั้นมีความ น่าเชื่อถือ สามารถคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตทางธุรกิจของแบรนด์ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ และทำให้เรารู้วิธีที่จะทำให้แบรนด์เติบโตต่อไปในอนาคตอย่างมีผลกำไร

บริษัท Y&R จึงได้ร่วมมือกับบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดของมหาวิทยาลัยชื่อดังในสหรัฐอเมริกาอาทิเช่น Rajeev Batra, Robert Jacobson ฯ และบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน Stern Stewart เพื่อทำการพิสูจน์และพัฒนา Y&R BAV ให้มีประสิทธภาพสำหรับการประเมินคุณค่าในตราสินค้าทั้งเชิงความรู้สึกและเชิงการเงินมากขึ้น โดยนำฐานข้อมูล Y&R BAV มาวิเคราะห์ร่วมกับฐานข้อมูลของ Standard & Poor 500 ซึ่งเกี่ยวกับมูลค่าและการเปลี่ยนแปลงของหุ้น ฯ ในตลาดสหรัฐอเมริกาพบว่า พลังในความแข็งแกร่งของแบรนด์ (Energized Brand Strength) มีส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้แบรนด์มีมูลค่าสูงขึ้นในอนาคต ขณะที่สถานภาพของแบรนด์ (Brand Stature) จะมีส่วนสะท้อนถึงมูลค่าของแบรนด์ในปัจจุบัน โดยการวิเคราะห์ค่าความสัมพันธ์ (correlation coefficient) ระหว่างพลังในความแข็งแกร่งของแบรนด์กับมูลค่าและการเปลี่ยนแปลงของหุ้น ฯ ที่เกิดขึ้นในตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน ยิ่งแบรนด์มีพลังในความแข็งแกร่ง (Energized Brand Strength) มากขึ้นเท่าใด แบรนด์ก็จะมีมูลค่าในตลาดหุ้นสูงขึ้นเท่านั้น

Your browser may not support display of this image.

ด้วยการพิสูจน์นี้เองทำให้ Y&R BAV มีความแตกต่างจากเครื่องมือสำหรับประเมินคุณค่าในตราสินค้าอื่นๆเพราะสามารถประเมินคุณค่าของตราสินค้าทั้งในเชิงความรู้สึกของผู้บริโภคและเชิงการเงินได้อย่างถูกต้องแม่นยำในเวลาเดียวกัน

จุดเด่นสำคัญประการที่สามคือ  ความถูกต้องในการวัดความแข็งแกร่งที่แท้จริงของแบรนด์  (Measuring True Brands’ Strength)

จุดเด่นสำคัญประการสุดท้ายที่ทำให้ Y&R BAV มีความน่าเชื่อถือ สามารถคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับแบรนด์ในอนาคต และแตกต่างจากเครื่องมือในการประเมินคุณค่าในตราสินค้าของบริษัทโฆษณาและบริษัทวิจัยการตลาดอื่นๆก็คือ การประเมินคุณค่าในตราสินค้าโดยเปรียบเทียบในลักษณะของความเป็นแบรนด์ด้วยกัน ไม่ใช่การประเมินคุณค่าในตราสินค้าโดยเปรียบเทียบในลักษณะของความเป็นสินค้าประเภทเดียวกัน ทั้งนี้ก็เพราะนักการตลาดหรือนักวิจัยตลาดส่วนใหญ่มักจะตั้งขอบเขตการวิจัยโดยให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบแบรนด์ต่างๆที่นำเสนอสินค้าหรือบริการที่เหมือนหรือใกล้เคียงกัน ทำให้ผลการตรวจสอบความแข็งแกร่งในสุขภาพของแบรนด์อ้างอิงกับแบรนด์คู่แข่งในสินค้าประเภทเดียวกันเท่านั้น จนทำให้มองไม่เห็นความแข็งแกร่งของแบรนด์ที่แท้จริง รวมทั้งสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสินค้าที่ทำตลาดอยู่ในอนาคต ตัวอย่างเช่น ในการวิจัยเชิงปริมาณเกี่ยวกับทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อฟิลม์สียี่ห้อต่างๆมักจะพบว่า Kodak คือแบรนด์ที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ต่างก็นึกถึงและให้ความชื่นชอบมากเป็นอันดับหนึ่ง โดยได้รับคะแนนความชื่นชอบและสนใจอยากซื้อทิ้งห่างแบรนด์ฟิลม์สีคู่แข่งอื่นๆ ทำให้ Kodak ดูเหมือนจะวางใจกับสถานการณ์ของแบรนด์ที่มั่นคงในขณะนั้น แต่แล้วอนาคตอันสดใสในตลาดฟิลม์สีของ Kodak ก็ต้องหมองหม่นไปด้วยคู่แข่งม้ามืดนอกสังเวียนอย่าง Sony Cybershot ที่รุกเข้ามาแย่งส่วนแบ่งการขายของตลาดฟิลม์สีด้วยเทคโนโลยีกล้องดิจิตอล ทำให้การใช้ฟิลม์สำหรับถ่ายรูปเสื่อมความนิยมลงอย่างรวดเร็ว จากกรณีศึกษาของ Kodak นี้คงทำให้ผู้อ่านทุกท่านเห็นถึงจุดอ่อนที่สำคัญของวิธีการการประเมินคุณค่าในตราสินค้าแบบให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบในลักษณะของความเป็นสินค้าประเภทเดียวกัน

Y&R BAV มีวิธีการประเมินคุณค่าในตราสินค้าที่แตกต่างและสามารถสะท้อนความแข็งแกร่งที่แท้จริงของแบรนด์เมื่อแข่งขันในตลาดออกมาได้ โดยการนำองค์ประกอบของคุณค่าในแบรนด์ทั้ง 5  (D, En, R, E, K) มาให้ผู้บริโภคใช้เปรียบเทียบแบรนด์ต่างๆในท้องตลาดไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ที่อยู่ในหมวดสินค้าหรือบริการเดียวกันและต่างประเภทกัน แบรนด์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปจนถึงแบรนด์สำหรับสินค้าหรูหราฟุ่มเฟือย แบรนด์ที่เป็นระดับท้องถิ่นและระดับสากล นอกจากนี้ยังรวมเอาสถาบันการศึกษา ศิลปินนักร้องนักแสดง บุคคลผู้มีชื่อเสียง รายการวิทยุโทรทัศน์ ตัวละครในเทพนิยายหรือวรรณคดี ประเทศ ฯ มาร่วมในการศึกษาด้วย ทำให้แบรนด์ที่ได้รับคะแนนความชื่นชอบสูงสุดในผลการวิจัยของ Y&R BAV คือแบรนด์ที่แข็งแกร่งที่สุดในทุกๆหมวดสินค้า บริการ ฯลฯ สำหรับความรู้สึกของคนในประเทศนั้นๆ

Your browser may not support display of this image.

นอกจากการนำองค์ประกอบทั้ง 5 ของแบรนด์  (D, En, R, E, K) มาใช้ประเมินคุณค่าในแบรนด์กับหลายๆประเภทสินค้าแล้ว Y&R BAV ยังทำการศึกษาภาพลักษณ์และคุณลักษณะต่างๆของแบรนด์รวมทั้งพฤติกรรมการใช้สินค้าของผู้บริโภคกับแต่ละแบรนด์กว่าอีก 50 หัวข้อ ทำให้ Y&R BAV มีความสามารถพิเศษที่จะวิเคราะห์ทิศทางการเติบโตของสินค้า/บริการในแต่ละหมวดได้ว่า (Trend & Categories Analytic) กำลังเติบโตหรือกำลังเสื่อมความนิยม หากแบรนด์ของเราต้องการขยายตลาดโดยออกสินค้าใหม่ แบรนด์ของเรามีภาพลักษณ์และศักยภาพที่ดีพอไหมที่จะเข้าไปเจาะตลาดใหม่ (Feasibility of Brand Elasticity) หากแบรนด์ของเรายังไม่มีภาพลักษณ์และศักยภาพที่ดีเพียงพอ เราควรจะไปหาแบรนด์ใดมาเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจในการเข้าไปเจาะตลาดใหม่นี้ (Strategic Brand Alliances)

ด้วยจุดเด่นสำคัญๆเหล่านี้ทำให้  Y&R BAV เป็นเครื่องมือในการวางกลยุทธ์และประเมินคุณค่าในแบรนด์ที่มีชื่อเสียงที่สุดอันหนึ่งของ Y&R จนได้รับการยอมรับและกล่าวถึงในหนังสือของปรมาจารย์ด้านการตลาดและแบรนด์ชื่อดังหลายท่านอย่างเช่น Phillip Kotler, David Aaker, Kevin Lane Keller เป็นต้น

สำหรับประเทศไทยแล้ว Y&R BAV ได้ทำการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ต่างๆจากทั้งในและต่างประเทศมาทั้งสิ้น 4 ครั้งเริ่มตั้งแต่ปี 1993, 1997, 2001 และ 2007 โดยในรอบล่าสุดนี้ได้ทำการสำรวจวิจัยเชิงปริมาณกับคนไทยทั่วประเทศจำนวน 1,875 คนและรวบรวมแบรนด์มาทำการศึกษากว่า 1,200 แบรนด์จาก 130 หมวดสินค้าและบริการ ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ Y&R BAV กลายเป็นฐานข้อมูลเรื่องทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ต่างๆที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยขณะนี้

หวังว่าข้อมูลนี้คงเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับ SME ทุกๆคนนะคะ :)

**ต้องขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก อีกครั้งคะ**

Categories: Articles Anything | 4 Comments