September 19th, 2009
ฤกษ์งามยามดีของชาว K ทุกรุ่น ทุกจังหวัด และ K-SME #10 ที่ได้มารวมตัวกัน
สมาชิกเก่าและใหม่หลายๆคนได้มาออกบูธ แสดงผลงานธุรกิจ กิจการของตัวเอง
มีตั้งแต่ของกิน ของใช้ เอาเป็นว่าสากเบือยันเรือรบ ไม่เสียเวลาไปชมกันดีกว่า…

หอประชุมของมหาวิทยาลัยขอนแก่น

สมาชิก พบปะสังสรรค์ แลกเปลี่ยนความรู้กัน

บ้างก็อยากได้คำแนะนำเพิ่มเติมจากทางผู้ใหญ่ของแบงค์

บ้างก็ขายของ แสดงศักยภาพของธุรกิจ

บ้างก็สนุกสนานเฮฮา แจกจายของกิน

ห้องประชุมใหญ่โตโอ่โถมากๆ ยังกับโรงหนัง

วิทยากรของเราในวันนี้ อ.สรณ์ จงศรีจันทร์ (เจ้าเก่า)

พร้อมสอนสมชื่อแล้วครับพี่น้อง

ยังไม่ถึงเวลาห้องโล่งมากๆ

หัวข้อในวันนี้คือ 4 ธาตุในการสร้างแบรนด์

ได้เวลาหลายคนก็ถยอยเข้ามาจับจองที่นั่ง

พี่เก่งสุดหล่อของเรา กล่างเปิดงานและแนะนำตัวอ.สรณ์ จงศรีจันทร์

เนืองแน่นไปด้วยผู้ร่วมสัมมนา

แกนนำของจังหวัดขอนแก่นและอุดร ถ่ายรูปกับพี่ไช้ จากแบงค์

พี่ไช้สัมภาษณ์ความในใจของแกนนำแต่ละจังหวัด แม่กิมยี่ พี่อ๋อย และพี่อ๊อด
จบงานเลี้ยงรุ่นด้วยความประทับใจ ได้เพื่อน ได้ความรู้ ได้มิตรภาพ!!!
TheShow.mp3 – Lenka
Categories: Gallery Anything |
Tags: K-SME # 10 | No Comments
September 19th, 2009
ผ่านไปแล้วกับงานสัมมนา BrandGym ผ้าป่าการกุศลคร้ังที่ 3 ณ กรุงเทพฯ
โดย อ.สรณ์ จงศรีจันทร์ เผื่อสมทบทุนบูรณะกุฏิหลวงปู่ขาว วัดถ้ำกลองเพล
งานนี้ต้องขอขอบคุณทาง K-Bank ที่ใจดีและเอื้อเฟื้อพื้นที่ K-Knowledge
Center ที่จามจุรีสแคว์ งานนี้ห้องแทบแตก มีผู้ร่่วมสัมมนาเกือบ 100 คนเลย
ไม่ว่าจะเป็น K-sme รุ่นเดอะยันรุ่นปัจจุบัน , K-academy , ลูกศิษย์จากรั้วจุฬา ,
Skyhigh จาก RS , และอีกหลายๆสารทิศทั่วไทย งานนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยบุญล้วนๆ
นอกจากได้บุญแล้วยังได้ความรู้ ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงกับธุรกิจอีกด้วย
ไปชมภาพบรรยากาศกันเลยดีกว่า….

พี่แอมสุดสวยกล่าวเปิดงานและแนะนำตัววิทยากร อ.สรณ์ จงศรีจันทร์

อ.สรณ์ จงศรีจันทร์ พร้อมเริ่มทันทีครับ!!

ห้องเนืองแน่นไปด้วยผู้เข้าร่วมสัมมนา

ห้องดูเล็กไปถนัดตาเลยเนอะ

กับหัวข้อที่ว่า “แบรนด์มีจริตจริงหรือ??”

อ.สรณ์ จงศรีจันทร์ ถ่ายทอดประสบการณ์ต่างๆให้ฟังอย่างตั้งใจ

เล่าและสอนได้อย่างสนุกสนานลืมเหนื่อยกันเลย

ผู้ร่วมสัมมนาตั้งใจตักตวงความรู้กันอย่างเต็มที่

และจดสิ่งสำคัญๆเพื่อนำไปใช้ในธุรกิจของตนเอง

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสนุกๆเล็กๆให้ร่วมกันคิดอีกด้วย
จบงานนี้ด้วยความสุข ด้วยรอยยิ้ม บริหารสมอง และ อิ่มบุญไปตามๆกัน
เร็วๆนี้พบกับงานสัมมนา”บุญ”ครั้งใหม่ได้…แต่เรื่องอะไรนั้น ต้องติดตามจ้า
ขอบคุณทุกคนที่ติดตาม ^_^
WE SING, WE DANCE, WE STEAL THINGS THINGS- Jason Mraz [2008]
Categories: Gallery Anything |
Tags: BrandGym ผ้าป่าการกุศล, ฺ | No Comments
September 10th, 2009
Y&Rchetypes (Archetype) สามารถดาวน์โหลดได้ ที่นี่ คะ
























Categories: Articles Anything |
Tags: Y&Rchetypes (Archetype) | No Comments
September 8th, 2009
ผ่านไปแล้วกับ K-SME # 10 ที่จัดขึ้นเมื่อ 5 กันยายน 2552 ณ ม.บูรพา บางแสน
งานนี้พี่น้องชาว SME เกือบ 100 ชีวิต บ้างก็คุ้นหน้าคุ้นตาจาก Brand Academy
บ้างก็หน้าใหม่ๆซิงๆ แต่ทุกคนมาด้วยหัวใจเต็มเปี่ยม มากอบโกยความรู้ที่จะได้รับ
ไปชมภาพบรรยากาศของ SME ภาคนี้กันดีกว่าจ้าาา….
ตึกวิศวะ ชั้น 9 เพิ่งเปิดใช้บริการสำหรับ K-SME # 10 เป็นงานแรก

ห้องสัมมนากว้างขวาง ใหญ่และใหม่มาก

อาจารย์ สรณ์ จงศรีจันทร์ ของเรามาเตรียมพร้อมตั้งแต่เช้า

กับหัวข้อเดิมๆคุ้นตา ทำไม SME ต้องสร้างแบรนด์

อาจารย์ก้อยกล่าวเปิดสัมมนา และ แนะนำตัว อ.สรณ์

ผู้ร่วมสัมมนาเริ่มทยอยมากันทีละนิด

มากันเยอะขึ้นเรื่อยๆ

และแล้วในที่สุดก็เต็มห้องตามเคย อิอิ

ชะแว็บบบออกไปนอกห้องเรียนบ้าง มหาลัยนี้วิวดีจริงๆ

พนักงานเตรียมอาหารกลางวันให้แก่ผู้ร่วมสัมมนา ของกินเพียบ

เรียนจบ ทุกคนบิกบานกันมาก

หวังว่าความรู้วันนี้คงเป็นประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการทุกคน

และการถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึกกับอ.สรณ์

ตัวแทนรุ่นกล่าวขอบคุณอาจารย์

และตามด้วยกิจกรรมแนะนำตัวของรุ่นนี้ก่อนจบงาน

จบ SME # 10 ของปีนี้ พบกันใหม่อีกทีปีหน้า ฮาฮาฮา
แต่คอร์สดีๆของอาจารย์สรณ์ยังไม่ได้หมดเท่านี้นะ
ต้องติดตามกันต่อไปจ้า ….. ^____^
Categories: Gallery Anything |
Tags: K-SME # 10 | No Comments
August 31st, 2009
มารู้จักกับ 4 ธาตุ ในการสร้างแบรนด์กันดีกว่า!!




หากใครมีข้อสงสัยตรงไหนสามารถทิ้งทำถามไว้ที่ comment ได้นะคะ
Categories: Articles Anything |
Tags: 4 ธาตุ ในการสร้างแบรนด์, B A V | No Comments
August 24th, 2009
จบกันแล้วสำหรับงานสัมมนา BUILDING BRAND FROM SCRATCH
เมื่อวันที่ 14 และ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา @ ABAC City Campus, Zen fl.14
งานนี้จัดขึ้นโดยมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ไปดูบรรยากาศงานกันเลยดีกว่า
เริ่มจากโปสเตอร์ของงาน

ผู้ร่วมสัมมนามากับเกือบเต็มห้อง

อาจารย์บิ๋มกล่าวเปิดงาน พร้อมแนะนำอาจารย์สรณ์

ได้เวลาอาจารย์สรณ์ จงศรีจันทร์ของเราก็ล้อหมุนจ้า

มีกิจกรรมกลุ่มมาให้ผู้ร่วมสัมมนาได้ร่วมสนุกกัน

แต่ละกลุ่มคิดไอเดียใหม่ๆ ไม่ยอมกันเลยทีเดียว

คิดอะไรแปลกๆ ขำๆ

ไม่ใช่แค่คิด แต่ให้วาดออกมาเป็นภาพเลยนะ

ได้เวลาพรีเซนต์แล้ววววว…

ช่วยกันสุดๆเลย

ไอเดียแจ่มๆกันทุกกลุ่มเลย ยกมือให้

จบงานสัมมนานี้อย่างมีความสุข ได้ทั้งความรู้ ได้ทั้งเพื่อน และ มิตรภาพ
โอกาสหน้าจะไปที่นั้น….ต้องติดตามกันต่อไปจ้าาา
Categories: Gallery Anything |
Tags: BUILDING BRAND FROM SCRATCH | No Comments
August 9th, 2009
ถึงเวลาฤกษ์งามยามดี เมก้าเชฟ นำ้ปลาคุณภาพชั้นหนึ่ง ได้เปิดตัวรูปแบบโฉมใหม่!!!!!!!!
ที่ใส่ใจคุณภาพผู้บริโภคขึ้นมากกว่าเดิม กับขวดที่ซีลกันแสง เพื่อไม่ให้นำ้ปลาลดคุณภาพลง
พร้อมกับเปิดตัวสินค้าน้องใหม่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันหอย และ นำ้พริกเผา ด้วยเอกลักษณ์และ
คอนเซปต์เดียวกันที่ทันสมัยและปลอดภัย สมกับสโลแกนที่ว่า ชีวิตดีเริ่มจากสิ่งดีๆ จ้าาาา
ไปชมภาพบรรยากาศงานกันเลยดีกว่า….

โอ้โห….เป็นไงกันบ้าง ขวดน้ำปลาโฉมใหม่

น้องใหม่อีก 2 ชนิด ขอรายงานตัวครับ น้องทอง น้ำมันหอย น้องแดง น้ำพริกเผา

ชุดของขวัญแจกผู้ร่วมงานจ้า น่ารักดี เหมาะกับเทศกาลต่างๆเลยเนอะ

คุณภาส นิธิปิติกาญจน์ ผู้บริหารเมก้าเชฟ ให้สัมภาษณ์นักข่าวที่มาร่วมงาน

สามพี่น้องตระกูลเมก้าเชฟ เป็นไงบ้างเอ่ย?? สวยไหมคะ

มีโชว์ทำอาหารด้วยนะโดยเชฟอิ๊ก บรรณ บริบูรณ์ กับเมนูยำเห็ดรวมมิตร

และเชฟคนดังเดวิด ทอมป์สัน จากออสเตรเลีย กับเมนูพล่ากุ้งและแกงเขียวหวาน

อย่าน้ำลายไหลนะ … อร่อยมากๆเลย อิอิ

จบงานด้วยความประทับใจ ทั้งภูมิใจในงานที่ทำ และ อิ่มท้องไปตามๆกัน แล้วจะหาเรื่องสนุกๆ
มาอัพเดทให้ก่อนใครเลยคะ อย่าลืมติดตามนะ
ราตรีสวัสดิ์คะ
Categories: Gallery Anything |
Tags: megachef | 2 Comments
August 7th, 2009
สวัสดีคะพี่ๆทุกคน เป็นอย่างไรกันบ้างคะ วันนี้วันศุกร์พรุ่งนี้คงได้หยุดพักผ่อนกันนะคะ
ก่อนนอนคืนนี้มีติ๋มซำเป็นของว่างมาเสริฟคะ จานแรกไปดูกันเลยดีกว่าคะ
น้องซาลาเปาน้อยๆ (น้องเทส – ลูกสาวคุณพ่อเซ้ง Centure)
ส่วนสัดส่วนต้องแอบไปถามคุณพ่อเองนะคะ อิอิ

จานต่อมานะคะ น้องฮะเก๋าขาวๆอวบๆ (น้องพรีม – ลูกสาวคุณพ่อปัง Unigrain)

คืนนี้อิ่มกันรึยังคะ น้องๆแก้มป่อง น่ารักกันมากๆเลย แล้วจะมาอัพเดทพัฒนาการเติบโตให้ใหม่นะคะ
ราตรีสวัสคะ
จีจี้ ^___^
Categories: Gossip Anything |
4 Comments
July 24th, 2009
กลับมาอีกครั้งกับ Brand Academy Season 7 @ K Knowledge Center, จามจุรีสแควร์ กรุงเทพฯ
ระหว่างวันที่ 24-25 ส.ค. และ 30 ส.ค.-1 ก.ย. 2552 จ้า แค่สถานที่ก็สวยอย่าบอกใครแล้วเนี่ย เจ๋งๆ

โครงการนี้มีชื่อว่า…

ไปชมบรรยากาศห้องเรียนกันดีกว่า ห้องที่ว่ากว้างๆ พอใส่โต๊ะ เก้าอี้เข้าไปดูแคบไปถนัดตาเลย

ส่วนวิทยากรของเราในวันนี้คือ ท่านอาจารย์สรณ์ จงศรีจันทร์ เจ้าเก่า ก็มาเตรียมตัวแต่เช้าตรู่

ส่วนทางด้านนอกห้องมี 4 สาวแสนสวย พี่อุ๊ พี่เจี๊ยบ พี่แอม พี่ตูน รอต้อนรับอย่างเป็นกันเอง

มีรายชื่อผู้เข้าร่วมอบรมวันนี้กว่า 50 รายชื่อ เยอะแยะมากมายหลายสาขา

ใกล้ได้เวลาเริ่มเรียนก็ต่างทยอยมาลงชื่อกันอย่างตรงเวลา น่ารักกันมากๆเลย

ทุกคนต่างนั่งรอ อ่านหนังสือ พักผ่อน กันตามอัธยาศัย ในบรรยากาศสบายๆ

ภาคทวี ทักทายอาจารย์สรณ์ ก่อนได้เวลาเปิดงานอย่างเป็นทางการ

พี่แอม กล่าวเรียนทักทายสมาชิกทุกท่าน พร้อมเชิญภาคทวีกล่าวเปิดงาน

ภาคทวีกล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ พร้อมแนะนำวิทยา อ.สรณ์ จงศรีจันทร์

เวลาตรงแป๊ะ อ.สรณ์ ของเราก็ได้เวลาล้อหมุนแล้วครับ

ผู้ประกอบการพร้อมใจกันมาหาความรู้เพิ่มเติมกันจนแน่นห้อง

อ.สรณ์มีกิจกรรมกลุ่มให้ร่วมกันทำกันตั้งแต่เช้าเลย

ทุกคนต่างสนุกสนาน เพลิดเพลินไปกับกิจกรรม

ได้เวลา break สมอง ทางแบงค์จัดอาหารว่างอร่อยๆไว้ให้ได้ทาน

มุมแรกเป็นของทางแบงค์ ให้บริการโดยแม่บ้าน K

มุมที่สองเป็นของ Catering โดย พี่เต๋า คนสวย ณ ร้านอัมพวา

มาพร้อมกับโจ๊ก ขนม และน้ำชา กาแฟ ฯลฯ อร่อยมากๆ

เวลาแสนสนุกก็หมดลงอย่างรวดเร็ว พบกันวันต่อๆไปได้ที่นี่ เร็วๆนี้คะ
ขอบคุณที่ติดตาม ^^
Categories: Gallery Anything |
Tags: Brand Academy | 1 Comment
July 9th, 2009
มารู้จักกับเครื่องมือง่ายๆที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จและเจริญรุ่งเรืองมากขึ้นกันดีกว่า…
โดย กลยุทธ์ในการสร้างและบริหารแบรนด์ของวายแอนด์อาร์ (Y&R Proprietary Tools)

“แบรนด์” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ยี่ห้อ” นั้นมีบทบาทสำคัญมากในการทำตลาดปัจจุบัน เพราะแบรนด์ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการที่นำเสนอและกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคใช้ในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการ “แบรนด์” ก็เหมือนกับคนแหละครับ สามารถพัฒนาให้เจริญเติบโตจนแข็งแรงแต่บางครั้งก็อาจจะเจ็บป่วยอ่อนแอได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการตรวจเช็คสุขภาพของแบรนด์อยู่สม่ำเสมอ Y&R ในฐานะที่เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการสื่อสารและบริหารแบรนด์ (Brand Communication Agency) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของแบรนด์ในจุดนี้ จึงได้ทุ่มทุนกว่าร้อยล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างเครื่องมือที่มีความน่าเชื่อถือและแม่นยำในการชี้วัดสุขภาพและคุณค่าในแบรนด์ (Brand Equity) ซึ่งฝังอยู่ในใจผู้บริโภคส่วนใหญ่ โดยทาง Y&R เราเรียกเครื่องมือชิ้นนี้ว่า Brand Asset Valuator (BAV)
Brand Asset® Valuator (BAV)
คือ เครื่องมือที่ใช้ชี้วัดสุขภาพและคุณค่าของแบรนด์ในใจผู้บริโภค (Measuring Brand Equity) โดยเกิดขึ้นจากการทำวิจัยเชิงปริมาณกับคนทั่วโลก (Global Survey Research) เพื่อศึกษาเรื่อง ทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ต่างๆจากทั้งในและต่างประเทศ Y&R BAV ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลดังกล่าวนี้มาแล้วกว่า 13 ปี ทำการศึกษามามากกว่า 35,000 แบรนด์กับผู้บริโภคจำนวนมากกว่า 450,000 คน จนถือเป็นฐานข้อมูลเรื่องทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ต่างๆที่ใหญ่ที่สุดในโลก!
จุดเด่นสำคัญ 3 ประการที่ทำให้ Y&R BAV เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการวางกลยุทธ์สำหรับสร้างและบริหารแบรนด์ของลูกค้า Y&R คือ
จุดเด่นสำคัญประการที่หนึ่งคือ ความเข้าใจในพัฒนาการของแบรนด์ (Brand Building Model)
ในการที่จะวินิจฉัยสุขภาพของแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราจำเป็นต้องเข้าใจก่อนว่าคุณค่าในแบรนด์เกิดขึ้นจากองค์ประกอบใดบ้าง (Sources of Equity) ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถนำองค์ประกอบเหล่านั้นมาใช้สร้างแบรนด์ให้เติบโตขึ้นมาจนมีคุณค่าในใจผู้บริโภคได้ จากการศึกษาเรื่อง ทัศนคติและความสัมพันธ์ของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ตลอด 13 ปีที่ผ่านมาของ Y&R BAV พบว่า แบรนด์จะแข็งแรงและเติบโตต่อไปในอนาคตได้ต้องมี 5 องค์ประกอบสำคัญดังนี้
1. ความแตกต่าง (Differentiation [D])
แบรนด์จะประสบความสำเร็จในตลาดได้จำเป็นต้องมีความแตกต่าง! เพราะความแตกต่างจะทำให้แบรนด์ของคุณมีความโดดเด่นกว่าแบรนด์ของคู่แข่ง ทำให้เกิดการจดจำและความสนใจในกลุ่มผู้บริโภคได้ง่าย รวมทั้งยังสร้างพลังในการเรียกร้องราคากับผู้บริโภคทำให้ได้มาซึ่งผลกำไรในการขายที่สูงขึ้น ตัวอย่างเช่น เครื่องเล่น IPOD ที่แม้จะออกมาทีหลังเครื่องเล่นเพลง MP3 ยี่ห้อื่นๆแต่ด้วยความสามารถในการบรรจุเพลงกว่าหมื่นเพลงซึ่งแซงหน้าคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด รวมทั้งการออกแบบสินค้าที่แตกต่างและเป็นเอกลักษณ์ ทำให้แบรนด์ IPOD เป็นที่จดจำและหมายปองของผู้บริโภคส่วนใหญ่ เคยสังเกตไหมครับว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่สินค้าของแต่ละแบรนด์ในตลาดไม่มีความแตกต่างกันเลย ผู้บริโภคจะหันมาพิจารณาเรื่องราคาและโปรโมชั่นแทน แล้วหายนะจากสงครามประเภท ลด แหลก แจก แถมก็มักจะเกิดขึ้นซึ่งนำไปสู่ผลเสียมากมายทางธุรกิจ จะเห็นได้ว่าการสร้างความแตกต่างเป็นสิ่งที่สำคัญประการแรกที่ทุกๆแบรนด์ควรมี ดังที่ Jack Trout นักวางกลยุทธ์ด้านการตลาดชื่อดังของโลกเคยกล่าวไว้ว่า “ถ้าไม่แตกต่างก็ตาย”
2. พลังในการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา (Energy [En])
เมื่อแบรนด์มีทั้งความแตกต่างและพลังในการพัฒนาแล้ว เราจำเป็นต้องแน่ใจด้วยว่าความแตกต่างในแบรนด์ของเราและพลังในการพัฒนาดังกล่าวเป็นที่สนใจสำหรับกลุ่มเป้าหมายของเราด้วย ตัวอย่างเช่น รถยนต์ BMW ที่คนส่วนใหญ่รู้สึกว่ามีความแตกต่างจากรถยนต์ยี่ห้ออื่นๆขณะเดียวกันก็รู้สึกสนใจคิดว่าภาพลักษณ์เหมาะสมกับตัวเขาเอง ในขณะที่รถยนต์บางยี่ห้อซึ่งคนส่วนใหญ่คิดว่ามีความแตกต่างแต่ก็อาจจะต่างแบบหลุดออกไปนอกสายตาพาลเอาขายไม่ได้ เพราะภาพลักษณ์ไม่เหมาะสมกับตัวเขา จากผลการวิจัยของ Y&R BAV พบว่า แบรนด์ที่ขายดีหรือมีส่วนแบ่งในการตลาดขนาดใหญ่มักจะเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภครู้สึกว่ามีภาพลักษณ์หรือความเหมาะสมกับตัวเขาด้วย
4. ความรู้สึกดีชื่นชม (Esteem [E])
ความรู้สึกคุ้นเคยกับแบรนด์มักจะเกิดขึ้นเป็นสิ่งสุดท้ายหลังจากที่แบรนด์มีทั้งความแตกต่าง พลังในการเปลี่ยนแปลง ความเหมาะสมกับตัวผู้บริโภคและความรู้สึกดีชื่นชมในแบรนด์แล้ว จากผลการวิจัยของ Y&R BAV พบว่า แบรนด์ที่ผู้บริโภครู้สึกคุ้นเคยมักจะเป็นแบรนด์ที่เข้ามาในตลาดเป็นเวลานานและมีการทำการสื่อสารตลาดอย่างต่อเนื่อง
หากจะเปรียบ 5 องค์ประกอบของคุณค่าในแบรนด์ที่กล่าวมาแล้ว ก็คล้ายกับธาตุทั้ง 5 ในตัวคนเราซึ่ง
จำเป็นต้องมีการบริหารให้ดีมีสมดุล การศึกษาถึงความแตกต่างระหว่างองค์ประกอบต่างๆของแบรนด์จะช่วยให้เข้าใจและวินิจฉัยสุขภาพของแบรนด์ได้อย่างดีขึ้น ทำให้เรารู้ว่าขณะนี้แบรนด์ของเรากำลังเติบโตขึ้นหรือกำลังอ่อนแอลงและยังช่วยให้เรารู้ว่าจะต้องบริหารสุขภาพแบรนด์ต่อไปอย่างไรให้ดีขึ้น ซึ่งทาง Y&R เรียกวิธีวินิจฉัยสุขภาพของแบรนด์แบบนี้ว่า การวิเคราะห์รูปแบบของ 5 องค์ประกอบในแบรนด์ ( 5 Pillars Pattern Analysis) โดยมีลักษณะดังนี้
1. รูปแบบของแบรนด์ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ (New/ Emerging Brand)
จากผลการวิจัยของ Y&R BAV เกี่ยวกับเรื่องพัฒนาการของแบรนด์ตลอด 13 ปีทีผ่านมาพบว่า แบรนด์ที่เข้ามาในตลาดใหม่ๆหรือเพิ่งกลับมาเกิดใหม่นั้น จะเป็นที่สังเกตและจดจำของคนได้ จำเป็นต้องมีทั้งความแตกต่างและพลังที่เรียกร้องความสนใจกลุ่มผู้บริโภค ซึ่งทั้งสองแท่งนี้ (D & En) จะต้องมีความโดดเด่นกว่าองค์ประกอบอื่นๆของแบรนด์ ในขณะที่ความรู้สึกเหมาะสม (R) ชื่นชม (E) และคุ้นเคย (K) มักจะมีน้อยอยู่เพราะเนื่องจากเพิ่งเข้ามาทำตลาดใหม่ คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้จักหรือเคยลองใช้ตัวอย่างเช่น โทรศัพท์มือถือ i-Phone ของค่าย Apple เป็นต้น ในทางตรงกันข้ามหากแบรนด์คุณเข้ามาในตลาดโดยปราศจากจุดขายใหม่ๆที่แตกต่างจากคู่แข่งเลย แบรนด์ของคุณก็จะขาดพลังดึงดูดที่ทำให้ผู้บริโภคสนใจจนกลายเป็นแบรนด์ที่ถูกมองข้ามไป (Unfocused Brand)
2. รูปแบบของแบรนด์ที่กำลังเติบโตขึ้นไป (Niche/ Momentum Brand)
หลังจากแบรนด์ที่เพิ่งเข้ามาในตลาดนั้น สามารถสร้างความแตกต่างและพลัง(D & En) ที่โดดเด่นมากขึ้นในใจผู้บริโภคได้แล้ว แบรนด์นั้นจำเป็นต้องสร้างความรู้สึกดีชื่นชม (E) ให้เกิดขึ้นในใจผู้บริโภคได้ด้วย ซึ่งความรู้สึกดีชื่นชมนี้จะเกิดขึ้นได้จากการที่แบรนด์นำเสนอสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพเยี่ยม ผนวกกับกระแสนิยมที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ต่างกล่าวถึงแบรนด์ดังกล่าวในแง่ดี เมื่อแบรนด์สามารถสร้างทั้งสามองค์ประกอบนี้ให้สูงเด่นขึ้นในใจผู้บริโภคได้ แบรนด์ก็จะมีพลังที่แข็งแกร่งในการแข่งขันกับคู่แข่งในตลาด ช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจและรู้สึกว่าแบรนด์มีความเหมาะสมกับตัวเขา (R) ประกอบกับมีการจดจำแบรนด์อยู่ในใจมากขึ้น (K) ทำให้แบรนด์พร้อมที่จะเติบโตขึ้นไปอีกในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์ iPOD ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นที่ปรารถนาของกลุ่มผู้บริโภคส่วนใหญ่ ในบางครั้ง “รูปแบบของแบรนด์ที่กำลังเติบโตขึ้นไปนี้” ก็ถือเป็นลักษณะของแบรนด์ที่มีพลังในการจับคนเฉพาะกลุ่มเช่นกัน (Niche Brand) ตัวอย่างเช่น กระเป๋า Hermes, รถยนต์ Austin Mini เป็นต้น ทั้งนี้เนื่องจากแบรนด์เหล่านี้มีความแตกต่างจากยี่ห้อคู่แข่งอื่นๆ ในขณะเดียวกันแบรนด์เหล่านี้ก็นำเสนอแต่สินค้าที่มีคุณภาพเป็นเลิศในราคาที่สูงและเป็นที่กล่าวถึงในคนส่วนใหญ่ จนทำให้แบรนด์ เหล่านี้กลายเป็นที่ปราถนาของคนที่ยังไม่มีโอกาสได้ครอบครอง
3. รูปแบบของแบรนด์ที่เป็นผู้นำ (Leadership Brand)
แบรนด์ที่จะมีสุขภาพแข็งแรงจนขึ้นเป็นผู้นำในตลาดได้จะต้องมีทั้งความแตกต่าง (D) พลังในการพัฒนา (En) ความ เหมาะสม (R) ความรู้สึกดีชื่นชม (E) และความรู้สึกคุ้นเคย (K) ซึ่งทั้ง 5 องค์ประกอบนี้ต้องมีความโดดเด่นอย่างมากในความรู้สึกของกลุ่มผู้บริโภคส่วนใหญ่ ตัวอย่างเช่น แบรนด์เจ้าตลาดโทรศัพท์ มือถืออย่าง Nokia ที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่รู้สึกว่า มีความโดดเด่นแตกต่างจากยี่ห้ออื่นๆ มีการพัฒนานวัตกรรมสำหรับสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง มีคุณภาพสินค้าที่ดีเป็นที่ยอมรับระดับสากล และรู้สึกว่าแบรนด์นี้มีความเหมาะสมกับพวกเขารวมทั้งเป็นที่จดจำและนึกถึงเกี่ยวกับสินค้าในหมวดนี้เสมอๆ นอกจากสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยีแล้วจากผลการวิจัยของ Y&R BAV ยังพบว่า แบรนด์ที่เป็นผู้นำในสินค้าในอีกหลายๆกลุ่มรวมทั้งกลุ่มอุปโภคบริโภคตัวอย่างเช่น แบรนด์เจ้าตลาดน้ำอัดลมอย่าง เป็บซี่ ฯลฯ ต่างก็มีรูปแบบของ 5 องค์ประกอบซึ่งเป็นลักษณะนี้เช่นเดียวกัน
4. รูปแบบของแบรนด์ที่กำลังอ่อนแอลง (Declining Brand)
หลายครั้งที่แบรนด์ที่เคยเป็นเจ้าตลาดต้องเสียความเป็นผู้นำไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งนี้เนื่องจากสุขภาพของแบรนด์กำลังอ่อนแอลง จากผลการวิจัยของ Y&R BAV พบว่า แม้ว่าแบรนด์จะเป็นที่จดจำได้ดีเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค (K & E) และคนส่วนใหญ่นิยมใช้เพราะคิดว่ามีความเหมาะสมกับตัวเขา (R) แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ผู้บริโภคเริ่มรู้สึกว่าแบรนด์ที่เป็นผู้นำเริ่มไม่มีความแตกต่างที่ชัดเจนจากคู่แข่งในตลาดรวมทั้งขาดซึ่งการโฆษณาประชาสัมพันธ์และการพัฒนาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆแก่ผู้บริโภค (D & En) นั้นคือสัญญาณแรกที่บ่งบอกว่าสุขภาพของแบรนด์ที่แข็งแรงในขณะนี้กำลังจะอ่อนแอลงในอนาคตและจะทำให้แบรนด์สูญเสียความเป็นผู้นำได้อย่างง่ายดาย
5. รูปแบบของแบรนด์ที่กำลังจะตาย (Eroded Brand)
หากแบรนด์ที่กำลังสูญเสียความเป็นผู้นำขาดการบริหารที่ดี ปล่อยให้ความแตกต่างและพลังในการพัฒนาสิ่งใหม่ๆที่เคยมีสูญเสียลงไปเรื่อยๆ (D & En) ผลที่จะตามมาในความรู้สึกของผู้บริโภคก็คือ แบรนด์ขาดความรู้สึกเหมาะสมกับตัวเขา (R) เพราะปราศจากการพัฒนาสิ่งใหม่ๆที่น่าชื่นชม (E) ทำให้ยอดขายค่อยๆตกลงเพราะผู้บริโภคหันไปซื้อแบรนด์คู่แข่งอื่นๆที่นำเสนอสินค้าหรือบริการที่แปลกใหม่และน่าสนใจกว่า จนท้ายที่สุดแบรนด์ก็จะค่อยลืนลางไปจากความทรงจำของผู้บริโภค (K) และตายไปในที่สุด ตัวอย่างเช่น สบู่ยี่ห้อ Pears ที่เคยขายดีในประเทศอังกฤษจนเป็นผู้นำในตลาดสบู่ก้อนกว่าหลายทศวรรษ ด้วยคุณสมบัติของเนื้อสบู่ที่ใสจนในโฆษณานำเสนอว่าเปรียบเหมือนความสะอาดบริสุทธิ์ แต่ภายหลังกลับยอดขายตกลงเพราะการเข้ามาของสบู่เหลวที่ใช้ง่ายและแปลกใหม่สำหรับคนในสมัยนั้น จนในท้ายที่สุดสบู่ยี่ห้อ Pears ก็ต้องถอนตัวออกจากตลาดไปเพราะขาดการพัฒนาสิ่งแปลกๆใหม่ๆที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภค
จากรูปแบบที่กล่าวมาทั้ง 5 ของแบรนด์ในสถานการณ์ต่างๆ หากเรานำมาศึกษาร่วมกันโดยพิจารณาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบต่างๆ เราจะเห็นเส้นทางการเติบโตของแบรนด์ตั้งแต่เกิดจนตาย ซึ่งทาง Y&R เรียกวิธีวิเคราะห์นี้ว่า แผนภาพวงจรชีวิตของแบรนด์ (Y&R BAV Power Grid) ซึ่งมีลักษณะดังนี้
แผนภาพวงจรชีวิตของแบรนด์ (Y&R BAV Power Grid)
แผนภาพวงจรชีวิตของแบรนด์นี้เกิดจากการนำองค์ประกอบทั้ง 5 ของคุณค่าในแบรนด์มาแบ่งออกเป็น2 กลุ่มเพื่อนำมาสร้างแกนตั้งและแกนนอนสำหรับวาดแผนภาพ โดยกลุ่มที่หนึ่งจะใช้เป็นแกนตั้งเรียกว่า “พลังในความแข็งแกร่งของแบรนด์ (Energized Brand Strength)” ประกอบไปด้วย ความแตกต่าง (D) พลังในการพัฒนา (En) และความเหมาะสมกับตัวผู้บริโภค (R) สามองค์ประกอบนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่บ่งบอกถึงความสามารถที่แบรนด์จะเติบโตต่อไปในอนาคต ในขณะที่กลุ่มที่สองจะใช้เป็นแกนนอนเรียกว่า “สถานภาพของแบรนด์ (Brand Stature)” ประกอบไปด้วย ความรู้สึกดีชื่นชม (E) และความรู้สึกคุ้นเคยผูกพันกับผู้บริโภค (K) ซึ่งสององค์ประกอบหลังนี้เจะบ่งบอกถึงสถานภาพของแบรนด์ในปัจจุบัน หากเราแบ่งแผนภาพนี้ออกเป็น 4 ส่วนจะเห็นว่า แต่ละพื้นที่ๆแบรนด์ยืนอยู่นั้นบ่งบอกสถานภาพของแบรนด์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันรวมทั้งแนวโน้มที่จะเป็นไปในอนาคตด้วย
1. พื้นที่ของแบรนด์ที่เพิ่งเกิดใหม่ (New/ Emerging Area)
แบรนด์ที่เข้ามาในตลาดใหม่ๆจะอยู่บริเวณด้านซ้ายล่างเรียกว่า พื้นที่ของแบรนด์ที่เพิ่งเกิดใหม่ (New/ Emerging Area) เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังรู้จักน้อยและไม่มีประสบการณ์ในสินค้าหรือบริการ ทำให้สถานภาพของแบรนด์มีคะแนนน้อย ในขณะเดียวกันความแตกต่าง พลังในการพัฒนาและความเหมาะสมกับตัวผู้บริโภคที่ชัดเจนก็ยังไม่ชัดเจนนักทำให้พลังในความแข็งแกร่งของแบรนด์ยังมีน้อย
2. พื้นที่ของแบรนด์ที่กำลังจะเติบโตต่อไปในอนาคต (Niche/ Momentum Area)
แบรนด์ใหม่ที่จะมีพลังเติบโตต่อไปในอนาคตได้ต้องมีทั้งความแตกต่าง (D) พลังในการพัฒนา (En) และความเหมาะสมกับตัวผู้บริโภค(R) ที่โดดเด่นหรือที่เรียกว่า “พลังในความแข็งแกร่งของแบรนด์” อย่างไรก็ตามแบรนด์ใหม่เหล่านี้คนส่วนใหญ่มักจะไม่รู้จักมากและไม่มีประสบการณ์ในสินค้าหรือบริการ ทำให้แบรนด์ใหม่เหล่านี้มักจะอยู่บริเวณด้านซ้ายบนเรียกว่า พื้นที่ของแบรนด์ที่กำลังจะเติบโตต่อไปในอนาคต หรือ บางครั้งก็เรียกว่า พื้นที่ของแบรนด์ที่เจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche/ Momentum Area)
3. พื้นที่ของแบรนด์ที่กำลังเป็นผู้นำ (Leadership Area)
แบรนด์ที่จะสามารถขึ้นเป็นผู้นำในตลาดได้จะต้องมีทั้งความแตกต่าง (D) พลังในการพัฒนา (En) ความเหมาะสม (R) ความรู้สึกดีชื่นชม (E) และความรู้สึกคุ้นเคย (K) ที่โดดเด่นทำให้แบรนด์เหล่านี้อยู่บริเวณด้านขวาบนเรียกว่า พื้นที่ของแบรนด์ที่กำลังเป็นผู้นำ (Leadership Area) นั่นคือมีทั้ง “พลังในความแข็งแกร่งของแบรนด์ (Energized Brand Strength)” และ “สถานภาพของแบรนด์ (Brand Stature)” ที่โดดเด่นในใจผู้บริโภค
4. พื้นที่ของแบรนด์ที่กำลังตกลงหลุมฝังศพ (Graveyard Area)
เมื่อไหร่ก็ตามที่แบรนด์สูญเสียความเป็นผู้นำและปราศจากการแก้ไขป้องกันที่ดี จะทำให้อ่อนแอลงเรื่อยๆและค่อยๆตกลงมาบริเวณด้านขวาล่างเรียกว่า หลุมฝังศพ (Graveyard Area) แม้ว่าแบรนด์เหล่านี้จะเคยเป็นผู้นำมีสถานภาพของแบรนด์ (Brand Stature) ที่แข็งแกร่ง แต่แบรนด์เหล่านี้กลับขาดซึ่ง ความแตกต่าง พลังในการพัฒนาและความเหมาะสมกับตัวผู้บริโภคหรือที่เรียกว่า “พลังในความแข็งแกร่งของแบรนด์ (Energized Brand Strength)” ทำให้สูญเสียพลังที่จะเติบโตต่อไปและตกลงไปยังบริเวณหลุมฝังศพในที่สุด
อย่างไรก็ตามแบรนด์ที่อ่อนแอหรือตายไปจากความทรงจำของผู้บริโภคเหล่านี้ สามารถกลับมาเกิดใหม่หรือแข็งแรงขึ้นได้อีกครั้ง หากเราสามารถสร้างสรรค์สินค้าหรือบริการใหม่ๆรวมทั้งมีกลยุทธ์การสื่อสารตลาดที่แตกต่างจากคู่แข่งและตรงใจกลุ่มเป้าหมาย ยกตัวอย่างเช่น ลูกอมโบตันที่อยู่ในตลาดมานานและเคยเป็นที่นิยมของวัยรุ่นสมัยก่อนเพราะมีประสิทธิภาพที่ดีในการระงับกลิ่นปากและช่วยให้ชุ่มคอซึ่งถือเป็นจุดขายที่แตกต่างจากคู่แข่ง อย่างไรก็ตามโบตันกลับไม่เป็นที่นิยมนักสำหรับวัยรุ่นในปัจจุบัน เนื่องจากรสชาติและรูปลักษณ์ของบรรจุภัณฑ์ไม่เป็นที่ถูกปากวัยรุ่นนัก โบตันจึงได้ออกสินค้าใหม่อย่างโบตันมิ้นท์บอลซึ่งยังคงสรรพคุณที่ดีและแตกต่างของสินค้าไว้ดังเดิม แต่ได้มีการปรับแต่งรสชาติและบรรจุภัณฑ์ให้ดูทันสมัยขึ้นจนเริ่มเป็นที่ถูกใจคนรุ่นใหม่ภายใต้ชื่อ โบตันมินท์บอล และทำให้แบรนด์โบตันโดยรวมกลับมาเป็นที่สนใจของกลุ่มเป้าหมายอีกครั้ง ดังเช่นรูปแบบของแบรนด์ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ (New/ Emerging Brand)
ด้วยแผนภาพวงจรชีวิตของแบรนด์นี้ (Y&R BAV Power Grid) ทำให้เราเข้าใจถึงสถานภาพของแบรนด์ในปัจจุบันได้อย่างง่ายดาย เพราะ Y&R BAV ไม่เพียงแต่ชี้วัดสุขภาพของแบรนด์ในปัจจุบันได้เท่านั้น แต่ยังสามารถคาดการณ์ถึงสถานภาพของแบรนด์ที่จะเป็นไปในอนาคตได้อีกด้วย หากท่านผู้อ่านสังเกตแผนภาพวงจรชีวิตของแบรนด์ให้ดีจะเห็นว่า แบรนด์ใดก็ตามที่ตั้งอยู่ในแผนภาพเหนือเส้นทแยงจะเป็นแบรนด์ที่มีศักยภาพที่จะเติบโตต่อไปได้อีกในอนาคต ในทางตรงกันข้ามหากแบรนด์ใดก็ตามตั้งอยู่ใต้เส้นทแยงนั่นหมายความว่า แบรนด์ดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะอ่อนแอลงไปอีกในอนาคต
จุดเด่นสำคัญประการที่สองของ Y&R BAV คือ ความแม่นยำในการพยากรณ์มูลค่าที่เพิ่มขึ้นของแบรนด์ทั้งในเชิงความรู้สึกและในเชิงการเงิน (Evaluating Perceptual and Financial Equities)
เรื่องการประเมินคุณค่าในตราสินค้าหรือแบรนด์ (Measuring Brand Equity) เป็นเรื่องที่นักธุรกิจและนักการตลาดในปัจจุบันต่างก็ให้ความสำคัญ ทำให้บรรดาผู้เชี่ยวชาญจากแขนงต่างๆพยายามคิดค้นวิธีการประเมินคุณค่าในตราสินค้าขึ้นมามากมาย โดยสามารถแบ่งวิธีการประเมินเหล่านี้ออกมาได้คร่าวๆเป็น 2 วิธีคือ การประเมินคุณค่าในตราสินค้าเชิงการเงิน (Financial Equity) และการประเมินคุณค่าในตราสินค้าเชิงความรู้สึกของผู้บริโภค (Perceptual Equity) ซึ่งปัจจุบันบริษัทที่ให้คำปรึกษาทางการตลาดส่วนใหญ่รวมทั้งบริษัทวิจัยตลาดและบริษัทโฆษณาต่างก็หันมาสร้างวิธีการหรือเครื่องมือในการประเมินคุณค่าในตราสินค้าเชิงความรู้สึกของผู้บริโภคขึ้นมากมาย (Measuring Perceptual Equity of Brand) เพราะเป็นสิ่งที่นักธุรกิจและนักการตลาดส่วนใหญ่ให้ความสนใจ แม้กระนั้นก็ตามเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า วิธีการหรือเครื่องมือในการประเมินคุณค่าในตราสินค้าเหล่านั้นมีความ น่าเชื่อถือ สามารถคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตทางธุรกิจของแบรนด์ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ และทำให้เรารู้วิธีที่จะทำให้แบรนด์เติบโตต่อไปในอนาคตอย่างมีผลกำไร
บริษัท Y&R จึงได้ร่วมมือกับบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดของมหาวิทยาลัยชื่อดังในสหรัฐอเมริกาอาทิเช่น Rajeev Batra, Robert Jacobson ฯ และบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน Stern Stewart เพื่อทำการพิสูจน์และพัฒนา Y&R BAV ให้มีประสิทธภาพสำหรับการประเมินคุณค่าในตราสินค้าทั้งเชิงความรู้สึกและเชิงการเงินมากขึ้น โดยนำฐานข้อมูล Y&R BAV มาวิเคราะห์ร่วมกับฐานข้อมูลของ Standard & Poor 500 ซึ่งเกี่ยวกับมูลค่าและการเปลี่ยนแปลงของหุ้น ฯ ในตลาดสหรัฐอเมริกาพบว่า พลังในความแข็งแกร่งของแบรนด์ (Energized Brand Strength) มีส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้แบรนด์มีมูลค่าสูงขึ้นในอนาคต ขณะที่สถานภาพของแบรนด์ (Brand Stature) จะมีส่วนสะท้อนถึงมูลค่าของแบรนด์ในปัจจุบัน โดยการวิเคราะห์ค่าความสัมพันธ์ (correlation coefficient) ระหว่างพลังในความแข็งแกร่งของแบรนด์กับมูลค่าและการเปลี่ยนแปลงของหุ้น ฯ ที่เกิดขึ้นในตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน ยิ่งแบรนด์มีพลังในความแข็งแกร่ง (Energized Brand Strength) มากขึ้นเท่าใด แบรนด์ก็จะมีมูลค่าในตลาดหุ้นสูงขึ้นเท่านั้น
ด้วยการพิสูจน์นี้เองทำให้ Y&R BAV มีความแตกต่างจากเครื่องมือสำหรับประเมินคุณค่าในตราสินค้าอื่นๆเพราะสามารถประเมินคุณค่าของตราสินค้าทั้งในเชิงความรู้สึกของผู้บริโภคและเชิงการเงินได้อย่างถูกต้องแม่นยำในเวลาเดียวกัน
จุดเด่นสำคัญประการที่สามคือ ความถูกต้องในการวัดความแข็งแกร่งที่แท้จริงของแบรนด์ (Measuring True Brands’ Strength)
จุดเด่นสำคัญประการสุดท้ายที่ทำให้ Y&R BAV มีความน่าเชื่อถือ สามารถคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับแบรนด์ในอนาคต และแตกต่างจากเครื่องมือในการประเมินคุณค่าในตราสินค้าของบริษัทโฆษณาและบริษัทวิจัยการตลาดอื่นๆก็คือ การประเมินคุณค่าในตราสินค้าโดยเปรียบเทียบในลักษณะของความเป็นแบรนด์ด้วยกัน ไม่ใช่การประเมินคุณค่าในตราสินค้าโดยเปรียบเทียบในลักษณะของความเป็นสินค้าประเภทเดียวกัน ทั้งนี้ก็เพราะนักการตลาดหรือนักวิจัยตลาดส่วนใหญ่มักจะตั้งขอบเขตการวิจัยโดยให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบแบรนด์ต่างๆที่นำเสนอสินค้าหรือบริการที่เหมือนหรือใกล้เคียงกัน ทำให้ผลการตรวจสอบความแข็งแกร่งในสุขภาพของแบรนด์อ้างอิงกับแบรนด์คู่แข่งในสินค้าประเภทเดียวกันเท่านั้น จนทำให้มองไม่เห็นความแข็งแกร่งของแบรนด์ที่แท้จริง รวมทั้งสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสินค้าที่ทำตลาดอยู่ในอนาคต ตัวอย่างเช่น ในการวิจัยเชิงปริมาณเกี่ยวกับทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อฟิลม์สียี่ห้อต่างๆมักจะพบว่า Kodak คือแบรนด์ที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ต่างก็นึกถึงและให้ความชื่นชอบมากเป็นอันดับหนึ่ง โดยได้รับคะแนนความชื่นชอบและสนใจอยากซื้อทิ้งห่างแบรนด์ฟิลม์สีคู่แข่งอื่นๆ ทำให้ Kodak ดูเหมือนจะวางใจกับสถานการณ์ของแบรนด์ที่มั่นคงในขณะนั้น แต่แล้วอนาคตอันสดใสในตลาดฟิลม์สีของ Kodak ก็ต้องหมองหม่นไปด้วยคู่แข่งม้ามืดนอกสังเวียนอย่าง Sony Cybershot ที่รุกเข้ามาแย่งส่วนแบ่งการขายของตลาดฟิลม์สีด้วยเทคโนโลยีกล้องดิจิตอล ทำให้การใช้ฟิลม์สำหรับถ่ายรูปเสื่อมความนิยมลงอย่างรวดเร็ว จากกรณีศึกษาของ Kodak นี้คงทำให้ผู้อ่านทุกท่านเห็นถึงจุดอ่อนที่สำคัญของวิธีการการประเมินคุณค่าในตราสินค้าแบบให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบในลักษณะของความเป็นสินค้าประเภทเดียวกัน
Y&R BAV มีวิธีการประเมินคุณค่าในตราสินค้าที่แตกต่างและสามารถสะท้อนความแข็งแกร่งที่แท้จริงของแบรนด์เมื่อแข่งขันในตลาดออกมาได้ โดยการนำองค์ประกอบของคุณค่าในแบรนด์ทั้ง 5 (D, En, R, E, K) มาให้ผู้บริโภคใช้เปรียบเทียบแบรนด์ต่างๆในท้องตลาดไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ที่อยู่ในหมวดสินค้าหรือบริการเดียวกันและต่างประเภทกัน แบรนด์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปจนถึงแบรนด์สำหรับสินค้าหรูหราฟุ่มเฟือย แบรนด์ที่เป็นระดับท้องถิ่นและระดับสากล นอกจากนี้ยังรวมเอาสถาบันการศึกษา ศิลปินนักร้องนักแสดง บุคคลผู้มีชื่อเสียง รายการวิทยุโทรทัศน์ ตัวละครในเทพนิยายหรือวรรณคดี ประเทศ ฯ มาร่วมในการศึกษาด้วย ทำให้แบรนด์ที่ได้รับคะแนนความชื่นชอบสูงสุดในผลการวิจัยของ Y&R BAV คือแบรนด์ที่แข็งแกร่งที่สุดในทุกๆหมวดสินค้า บริการ ฯลฯ สำหรับความรู้สึกของคนในประเทศนั้นๆ
นอกจากการนำองค์ประกอบทั้ง 5 ของแบรนด์ (D, En, R, E, K) มาใช้ประเมินคุณค่าในแบรนด์กับหลายๆประเภทสินค้าแล้ว Y&R BAV ยังทำการศึกษาภาพลักษณ์และคุณลักษณะต่างๆของแบรนด์รวมทั้งพฤติกรรมการใช้สินค้าของผู้บริโภคกับแต่ละแบรนด์กว่าอีก 50 หัวข้อ ทำให้ Y&R BAV มีความสามารถพิเศษที่จะวิเคราะห์ทิศทางการเติบโตของสินค้า/บริการในแต่ละหมวดได้ว่า (Trend & Categories Analytic) กำลังเติบโตหรือกำลังเสื่อมความนิยม หากแบรนด์ของเราต้องการขยายตลาดโดยออกสินค้าใหม่ แบรนด์ของเรามีภาพลักษณ์และศักยภาพที่ดีพอไหมที่จะเข้าไปเจาะตลาดใหม่ (Feasibility of Brand Elasticity) หากแบรนด์ของเรายังไม่มีภาพลักษณ์และศักยภาพที่ดีเพียงพอ เราควรจะไปหาแบรนด์ใดมาเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจในการเข้าไปเจาะตลาดใหม่นี้ (Strategic Brand Alliances)
ด้วยจุดเด่นสำคัญๆเหล่านี้ทำให้ Y&R BAV เป็นเครื่องมือในการวางกลยุทธ์และประเมินคุณค่าในแบรนด์ที่มีชื่อเสียงที่สุดอันหนึ่งของ Y&R จนได้รับการยอมรับและกล่าวถึงในหนังสือของปรมาจารย์ด้านการตลาดและแบรนด์ชื่อดังหลายท่านอย่างเช่น Phillip Kotler, David Aaker, Kevin Lane Keller เป็นต้น
สำหรับประเทศไทยแล้ว Y&R BAV ได้ทำการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ต่างๆจากทั้งในและต่างประเทศมาทั้งสิ้น 4 ครั้งเริ่มตั้งแต่ปี 1993, 1997, 2001 และ 2007 โดยในรอบล่าสุดนี้ได้ทำการสำรวจวิจัยเชิงปริมาณกับคนไทยทั่วประเทศจำนวน 1,875 คนและรวบรวมแบรนด์มาทำการศึกษากว่า 1,200 แบรนด์จาก 130 หมวดสินค้าและบริการ ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ Y&R BAV กลายเป็นฐานข้อมูลเรื่องทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ต่างๆที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยขณะนี้
หวังว่าข้อมูลนี้คงเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับ SME ทุกๆคนนะคะ 
**ต้องขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก
อีกครั้งคะ**
Categories: Articles Anything |
4 Comments