A MIRACLE OF NUMBER (part 2)

February 8th, 2009

มหัศจรรย์บนตัวเลข (ตอนที่ 2)

A MIRACLE OF NUMBER

โดย อ. สรณ์ จงศรีจันทร์

อิทธิพลของตัวเลขต่อความรู้สึกของผู้บริโภค

ตัวเลขมีอิทธิพลต่อเราทุกคนตั้งแต่กำเนิด คุณพ่อคุณแม่ของเราพยายามอยากได้วันเวลาที่ดีเพื่อให้เราเกิดมาดูโลก เพื่อให้เราได้ประสบความสำเร็จ โชคดี เจริญรุ่งเรืองไปตลอดชีวิต บางคนเกิดในเวลาที่ดี วันที่ดี และปีที่ดี เปรียบเสมือนมีแรงบรรดาลใจในการดำรงค์ชีวิตที่เต็มไปด้วยความหวัง แปลกแต่ก็จริง ที่ผู้บริโภคทั่วไปก็จะมีความรู้สึกและประสบการณ์ที่ดีหรือไม่ดีต่อสินค้าหรือบริการที่เขาเผชิญอยู่บนพื้นฐานของการดำรงค์ชีวิต

ตัวเลขให้ความสุขและความหวังกับผู้บริโภค

ทุกๆสินค้าหรือบริการในโลกล้วนแล้วแต่ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นมาเพื่อสร้างความสุขและความหวังแก่ผู้บริโภค มีเพียงไม่กี่สินค้าหรือบริการที่อาจจะสวนทางแนวความคิดนี้ เช่น โรงศพ พวงหรีด ดอกไม้จัน เป็นต้น

ความสุขและความหวังที่เกิดขึ้นบนตัวเลขจะเห็นได้จากแทบทุกอุตสาหกรรมโดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเรือนร่าง รูปร่างหน้าตา ความสวยความงาม สินค้าบำรุงความงามในปัจจุบันต่างใช้ตัวเลขเข้ามาจับความต้องการและความรู้สึกของผู้บริโภค ดังตัวอย่างเช่น “คุณจะดูอ่อนวัยเหมือนสาวอายุ 20 หลังการใช้ต่อเนื่องเพียงแค่ 14 วัน” ตัวเลข 20 มีความหมายสำคัญมากสำหรับผู้หญิงกลางคนที่ใบหน้าอาจดูเหี่ยวย่นไปบ้าง และไม่เต่งตึงเท่าที่ควร ตัวเลข 20 ที่ใช้ในการสื่อสารช่างมีความหมายในตัวเองชัดเจนเหลือเกิน เพราะสาวใดที่มีอายุประมาณ 20 ปี ก็คือสาวที่น่าจะดูสดใสในรูปร่างหน้าตา ผิวพรรณ อะไรทำนองนี้ ตลอดถึงบุคคลิกที่กระชุ่มกระชวย ปราดเปรียว ว่องไว ใครๆก็อยากจะเป็นคนอายุประมาณนี้กันทั้งนั้น

ในขณะเดียวกัน ความหวังที่ผู้หญิงวัยกลางคนจะสามารถสัมผัสได้กับการย้อนเวลากลับไปเป็นเด็กสาวรุ่นวัย 20 ปี ก็ไม่น่าจะยากจนเกินไป หรือไม่นานจนเกินรอ เพราะความอ่อนวัยจะกลับไปสู่เด็กสาววัย 20 ปีนั้น ใช้เวลาเพียงแค่ 14 วันเท่านั้นเอง เชื่อหรือไม่ก็เป็นอีกประเด็น แต่ประเด็นที่น่าสนใจ คือกลับไปสู่วัยสาว 20 ปี ในแค่เวลา 14 วันเท่านั้น

ผู้บริโภคทุกคนไม่ว่าจะรวยจะจนล้วนแต่ต้องการไขว่คว้าหาความสุขกันทั้งนั้น และความสุขก็ย่อมจะเกิดจากความหวัง ถึงแม้ว่าจะลมๆแล้งๆก็ตาม ในอดีตเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา คนในระดับฐานะปานกลางซึ่งอาจจะลงไปล่างได้อีกซักนิดนึงก็มีความหวังขึ้นมาทันทีในการเดินทางโดยสายการบินที่รู้จักกันในนามของสายการบินต้นทุนต่ำ สมัยหนึ่งการเดินทางไป-กลับจากกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ มีราคาค่าตั๋วโดยสารจากสายการบินแห่งชาติประมาณ 4-5 พันบาท แต่อยู่ดีๆวันดีคืนดี ผู้โดยสารก็สามารถเดินทางไป-กลับกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ด้วยค่าตั๋วโดยสารที่ลงโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์เริ่มต้นที่ 99 บาท (เที่ยวเดียว) ภายใต้เงื่อนไขบางอย่างที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่สามารถรับได้ และตัวเลข 99 บาทนี้เอง ที่ทำให้ความหวังของผู้บริโภคในหลายจังหวัดทั่วประเทศโดยเฉพาะกรุงเทพฯสามารถบินไปชื่นชมและเป็นบุญตาของความอลังการและความงดงามของมหกรรมพืชสวนโลกที่จัดขึ้นในจังหวังเชียงใหม่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ตัวเลขไม่เพียงให้ความหวังกับผู้บริโภค แต่ทำให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคมมากยิ่งขึ้น และท้ายสุดนำไปถึงการแข่งขันที่ทำให้คู่แข่งต้องปรับกลยุทธ์ทุกรูปแบบเพื่อสามารถรักษาส่วนแบ่งการตลาดของตัวเองเอาไว้ด้วย นี่คือเหตุผลหนึ่งที่สายการบินแห่งชาติของเราจำเป็นต้องสร้างแบรนด์สินค้าอีกตัวนึงขึ้นมาในแนวคิดของสายการบินต้นทุนต่ำออกมาสู้ เพราะรู้ว่าตัวเลขของคู่แข่งที่เป็นสายการบินต้นทุนต่ำเจ้าแรกทำให้ผู้บริโภคไม่อาจจะปฏิเสธได้ในการเสาะแสวงหาความสุขใส่ตัวในรูปแบบของการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อเปิดหูเปิดตาของตัวเองให้มากขึ้น ไม่เพียงแต่ 99 บาทจากกรุงเทพไปภาคเหนือ ภาคอีสาน หรือภาคใต้ แต่ปัจจุบันตัวเลขที่แสนยั่วใจยังนำพาผู้บริโภคคนไทยให้ไปไกลถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ปีนัง กัมพูชา โคตาคินนาบาลู หรือมาเก๊าเป็นต้น

เมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ได้มีโอกาสเห็นโฆษณาของสายการบินนี้อีกในหน้าหนังสือพิมหัวสีฉบับหนึ่ง แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า เขาให้ความหวังกับผู้บริโภคโดยเสนอราคาเริ่มต้นที่ 9 บาท!!ในงาน THAI AIRASIA TRAVEL FAIR ตัวเลข 9 บาทนี้แสนจะมหัศจรรย์เพราะยังถูกกว่าการเดินทางโดยรถไฟฟ้า BTS 1 สถานีที่มีราคา 10 บาท ในระยะทางแค่ประมาณครึ่งกิโลเมตรและอยู่ในกรุงเทพฯเท่านั้น

ตัวเลขทำให้สังคมเป็นอยู่ดีขึ้น

ถ้าสังเกตป้ายตามท้องถนนไม่ว่าจะในกรุงเทพฯหรือในต่างจังหวัด เราต่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่โดนตัวเลขมาขัดใจหรือกีดขวามความสุขในบางโอกาส แต่ตัวเลขเหล่านี้ที่ทำให้ชีวิตของคนส่วนใหญ่ในสังคมมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นและมีวินัยกันมากขึ้นด้วย เช่น ห้ามขับเกิน 120 กม./ชม. บนถนนมอเตอร์เวย์ หรือ ห้ามเกิน 60 กม./ชม. ในเขตตัวเมือง ตลอดจนป้ายห้ามจอดในหลายๆถนนที่บอกถึงการห้ามจอดตั้งแต่เวลา 06:00-20:00 น. เพื่อให้สังคมและชุมชนแต่ละแห่งดีขึ้นมาอีกซักหน่อย คิดแล้วก็ตลกดีที่เราทุกคนก็ต่างเคารพในตัวเลขเหล่านี้และอย่าไปสนใจคนบางกลุ่มที่ยังคงละเมิดในตัวเลขเหล่านี้อยู่

สังคมที่ดีไม่ได้มาจากวินัยการจราจรเพียงอย่างเดียว ผู้บริโภครู้สึกดีที่หลายๆสินค้ามีการโฆษณาหรือแจงบนฉลากสินค้าของตัวเองว่า “วัตถุดิบที่ใช้ในสินค้าตัวนี้ทำมาจากวัตถุดิบที่ถูกนำมารีไซเคิล 100%” หรือ “สินค้าตัวนี้ทำมาจากส่วนผสมของพืช 100% และไม่มีการนำสัตว์มาเป็นตัวทดลองในการผลิต” หรือ “สินค้าตัวนี้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปลอดมลพิษ 100%” ดังนั้นคำว่า 100% จากผู้ผลิตสินค้าเหล่านั้นหมายถึงเจตนารมณ์ ความมุ่งมั่น และความรับผิดชอบต่อสังคม ที่ผู้บริโภครู้สึกได้จากสินค้าหรือบริการ ที่ย่อมนำไปสู่ความจงรักภักดี การบอกต่อ การใช้ซ้ำในหลักทฤษฏีขั้นพื้นฐานในการสร้างแบรนด์นั่นเอง ผู้ผลิตบางรายมีแต่ความเชื่อในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆที่เรียกว่า “นวัตกรรม” ใหม่ๆออกสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และนี่เป็นสิ่งที่ดีแต่คงต้องคำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมไว้ด้วย โดยเฉพาะความรู้สึกดีๆที่ผู้บริโภคจะตอบสนองกลับมาที่สินค้าหรือบริการในที่สุด

ตัวเลขใช่ว่าจะมีอิทธิพลต่อผู้บริโภคเสมอไป

แบรนด์ที่ดีย่อมไม่สะทกสะท้านต่อการแข่งขันและย่อมไม่กลัวต่อตัวเลขที่คู่แข่งจะนำออกมาเล่นในรูปแบบของ การลด แลก แจก แถม ราคาไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของกลยุทธ์ทางการตลาดเสมอไป ตราบใดที่แบรนด์ๆนั้นมีภูมิคุ้มกันที่ดี เคยสังเกตไหมว่าเมื่อเราจะแวะเข้าไปเติมน้ำมันเมื่อไฟเตือนกำลังบอกว่าน้ำมันในถังใกล้หมดเต็มทีแล้ว บนถนนบางสายจะมีปั๊มน้ำมันหลายยี่ห้อที่อยู่เรียงรายกันเต็มไปหมด ห่างกันก็ไม่เกินห้าร้อยเมตร ก็มีให้เห็นอยู่ถมไป หน้าปั๊มจะมีตัวเลขของราคาน้ำมันที่แสดงอย่างชัดเจนตามกฏหมาย หลายแบรนด์มีราคาแพงกว่าบางแบรนด์ แต่ถึงอย่างไร ผู้บริโภคก็จะแวะเข้าไปเติมในปั๊มที่มีตัวเลขบนป้ายที่แพงกว่าอยู่ดี เพราะผู้บริโภคจะได้ความเชื่อมั่น ความคุ้นเคย ความสะดวกสบาย ความเป็นมิตรไมตรีในด้ายการบริการ ห้องน้ำที่สะอาดกว่า ร้านสะดวกซื้อที่มีสินค้าหลากหลายจัดเป็นระเบียบ ที่โดยรวมๆเรียกว่า “ประสบการณ์แบบครบวงจร” ที่คู่แข่ง บนถนนเส้นเดียวกันอาจมีไม่ครบ ดังนั้นตัวเลขที่แสดงค่าถึงความถูกในตัวสินค้าอย่างน้ำมันก็ไม่มีความหมายเพราะผู้บริโภคยังต้องการประสบการณ์อื่นๆมาทดแทน

ประสบการณ์เหล่านั้นคืออะไร??

ในอีกด้านที่ไม่ใช่ตัวเลขบนราคา ยังมีตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับจำนวนสาขา เช่นสถานีบริการนี้มีสาขากว่า 1500 แห่ง ที่แสดงถึงความเป็นเจ้าตลาดที่ครอบครองส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุด และผู้บริโภคจะได้ประสบการณ์ของความสะดวกสบาย ในการเข้าถึงพร้อมกับคุณภาพมาตรฐานของประสบการณ์ที่สามารถได้รับจากทุกๆสถานีบริการกว่า1500 แห่งทั่วประเทศเช่นกัน

ตัวเลขอาจจะมาจากประสบการณ์เกือบ 30 ปีที่บริษัทนี้ได้ถือกำเนิดขึ้นมาในประเทศไทยที่แสดงถึงความน่าเชื่อถือ

ตัวเลขอาจจะมาจากการเปิดบริการ 24 ชม. ที่ให้ความสะดวดสบายเช่นเดียวกับจำนวนสาขาที่มีเกือบทุกๆที่ในประเทศไทย ในขณะที่คู่แข่งอาจจะเปิดแค่ช่วงเช้าหรือช่วงค่ำๆเท่านั้น

ตัวเลขอาจจะมาจากคุณภาพ 5 ดาวที่รับประกันถึงความมีประสิทธิภาพของน้ำมันต่อเครื่องยนต์จากคุณภาพน้ำมันแท้ 100% ตลอดจนการบริการแบบ 5 ดาว ที่ยิ้มแย้มแจ่มใส และมีการยกมือไหว้ทุกครั้ง รวมถึงความกระฉับกระเฉง ว่องไว ไม่ปล่อยให้ผู้บริโภคต้องรอนานจนเกินไป

เหล่านี้คือตัวอย่างของมหัศจรรย์บนตัวเลขที่มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคในเชิงประสบการณ์ของแบรนด์ไม่มากก็น้อย

Categories: Articles Anything | Tags: | No Comments

A MIRACLE OF NUMBER (part 1)

February 8th, 2009

มหัศจรรย์บนตัวเลข (ตอนที่ 1)

A MIRACLE OF NUMBER

โดย อ. สรณ์ จงศรีจันทร์

ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนไปในโลกปัจจุบัน แต่อาจมีบางอย่างที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย นั้นคือ “ตัวเลข”

ตัวเลขมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 10 ตัว ตั้งแต่ 0, 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9 ซึ่งอยู่กับเรามาหลายร้อยหลายพันปี ตัวเลขเป็นอักษรสากลที่ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ หรือศาสนาใดก็ตาม ต่างเข้าใจในความหมายของมันเหมือนกันหมด

เสน่ห์ของตัวเลขคือ สามารถจับต้องได้ แสดงถึงสถานภาพที่แตกต่างกันระหว่างของ 2 สิ่ง สามารถบอกได้ว่าของสิ่งหนึ่งดีกว่าอีกสิ่งหนึ่ง ตัวเลขเป็นเครื่องมือที่บอกถึงประสิทธิภาพ คุณภาพ ความเป็นผู้นำ ผู้เชี่ยวชาญ จนไปถึงความสุขและความทุกข์ของแต่ละคน หรือความหมายอื่นๆอีกมากมาย แล้วแต่จะตีความ

ถ้าย้อนกลับมาทบทวนในชีวิตประจำวัน ที่มีสื่อมากมายจากนักการตลาด และนักการสื่อสารที่พยายามส่งออกมาสู่ผู้บริโภค เพื่อให้เกิดความสนใจและการซื้อขายสินค้านั้นๆ จะเห็นได้ว่าในแต่ละวัน มีโฆษณาทางทีวีในแต่ละช่องรวมกันไม่น่าจะต่ำกว่า 2,000 สปอด ซึ่งไม่รวมถึงโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ นิตยสาร วิทยุ โรงภาพยนตร์ และสื่อนอกบ้านอีกมากมาย เช่น ป้ายโฆษณาตามตึกรามบ้านช่อง ในรถไฟฟ้า BTS ป้ายรถประจำทาง เป็นต้น จะเห็นได้ว่าเกือบทุกชิ้นงานโฆษณาจะปรากฏ “ตัวเลข” ที่มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคในหลายแง่มุม

ตัวอย่างเช่น ผู้บริโภคจะรู้สึกทันที ว่าองค์กรนี้ที่ประสบความสำเร็จ มีความน่าเชื่อถือกว่าอีกองค์กรหนึ่ง เพราะเขาเพิ่งจะฉลอง 20 ปี ที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยเมื่ออาทิตย์ก่อน แต่ในความเป็นจริงเปิดมาตั้งแต่ 50 ปีที่แล้วในประเทศสหรัฐอเมริกา บวกกับข้อความในหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับที่กล่าวถึงยอดขาย 10,000 ล้านบาทต่อปี ขายดีเป็นอันดับ 1 มาตลอดต่อเนื่อง 20 ปี มีส่วนแบ่งทางการตลาดถึง 70 % ด้วยตัวแทนการขายมากถึง 500,000 คน และมีสาขาอยู่ใน 80 ประเทศทั่วโลก

เพียงแค่นี้ก็บ่งบอกถึงสถานะของธุรกิจได้ว่ามั่นคง เชื่อถือได้ และสินค้าที่ถูกจำหน่ายโดยบริษัทนี้ต้องดีเลิศ แต่ถ้าปราศจาก “ตัวเลข” ที่ถูกแจงผ่านการสื่อสาร คงต้องใช้การอธิบายเป็นบทเรียงความถึงความดีต่างๆเป็นหลายสิบหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจถึงจุดยืนที่แข็งแกร่งนี้ ในเวลาเดียวกัน ถ้าลองใส่ “ตัวเลข” ในอีกมุมเข้าไป เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามเข้าไปอีก เพื่อศักยภาพของผู้นำที่แท้จริง ลองนึกถึงตัวเลขอย่างเช่น ISO 9000 หรือ ISO 14001 ฯลฯ ตัวเลขเหล่านี้แสดงถึงเครื่องหมายยืนยันคุณภาพที่นำไปสู่ชื่อเสียง และการยอมรับ ตลอดจนภาพลักษณ์ของผู้เชี่ยวชาญในด้านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน หรือคุณภาพในการผลิต ความปลอดภัยและความเป็นห่วงเป็นใยในการรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคอาจจะบอกว่า “มันไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับตัวผมเลย มันเป็นเรื่องของคุณล้วนๆ และผมก็ไม่เห็นมีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับบริษัทคุณด้วย” ถ้าอย่างนั้นลองดูว่าอิทธิพลของตัวเลขในด้านของเจ้าของสินค้ากับผู้บริโภคจะเป็นอย่างไร เช่น “ซื้อ 1 แถม 1”  “ลด 20% ทันทีในช่วงเดือนนี้”  “รับรองคุณจะเห็นผลทันทีใน 7 วัน (เช่นหน้าขาวขึ้น)” เป็นต้น คงไม่มีใครปฏิเสธข้อเสนอที่แสนจะจูงใจเหล่านี้ ยิ่งถ้าบอกอีกด้วยว่า “ถ้าใช้แล้วไม่เห็นผลภายใน 7 วัน เรายินดีคืนเงินกลับให้คุณทันทีภายใน 3 วัน” ผู้บริโภคคงไม่รีรอที่จะทดลองใช้สินค้าตัวนี้ เพราะไม่มีอะไรจะเสีย เหมือนได้ใช้ฟรียังไง ยังงั้น

ความสำเร็จของยอดขายมาจากองค์กร (เบื้องหลัง) และตัวสินค้าหรือแบรนด์ (เบื้องหน้า) ดังนั้นมหัศจรรย์บนตัวเลขคงต้องเดินคู่กันไปอย่างพอดี

บ่อยครั้งที่ได้เห็นหลายบริษัทพูดถึงตัวเองมากจนเกินไปในทุกรูปแบบ ซึ่งบางทีก็เรียกได้ว่าเป็นการ “อวดอ้าง” สรรพคุณจนลืมนึกถึงหัวอกผู้บริโภคว่าสิ่งเหล่านั้นช่างดู “เลี่ยน” เสียเหลือเกิน ผู้บริโภคส่วนใหญ่ต้องการแค่ เขาจะได้อะไรจากสินค้าหรือบริการนั้นๆ ในการทำให้เขามีความพึงพอใจสูงสุด พึงต้องระวังว่านี่ไม่ใช่การส่งผลงานเข้าไปชิงตำแหน่งบริษัทดีเด่นแห่งปี บทบาทของ “ตัวเลข” ควรต้องเป็นการช่วยสนับสนุนที่ทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้นจากแหล่งที่มาของสินค้าหรือบริการเหล่านั้น

ในโลกปัจจุบัน ผู้บริโภคดื้อยามากขึ้นทุกวัน เราจะเห็นสินค้ามากมายทียกตัวเลขมาเกทับกัน และ “ตัวเลข” เหล่านี้แสดงออกถึงประสิทธิภาพที่เหนือกว่าคู่แข่ง และท้ายสุด ย่อมดีกับตัวผู้บริโภคเอง ทั้งด้านประโยชน์ใช้สอยที่จับต้องได้ หรือความรู้สึกที่ดี เช่น “สี 7-In-1” , “แชมพู 4-In-1”  , “ใช้ได้นานกว่า 5 เท่า” , “สะอาดกว่า 3 เท่า” , “หอมนานกว่า 7 วัน” , “มีแร่ธาตุและวิตามินรวมกันถึง 18 ชนิด”

ในอนาคตอันใกล้ เราคงเห็นแชมพู “10-In-1” หรือ “สี 20-In-1” อย่างแน่นอน เพราะผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไป และกำลังดื้อยากันมากขึ้น แถมยังเอาใจยากมากขึ้นอีกด้วย คงเป็นหน้าที่ของนักการตลาด และนักการสื่อสาร ที่จะทำอย่างไรให้ยาของเขา มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคของเขาหันไปสนใจสินค้าหรือบริการของคู่แข่ง

อย่างไรก็ตาม หายนะบน “ตัวเลข” ก็มีให้เห็นกันอยู่ทุกวัน บางบริษัทผู้ผลิตได้บอกถึงส่วนผสมในสินค้าที่มีอยู่ถึง 5 ชนิด แต่ในวันรุ่งขึ้น คู่แข่งก็ออกส่วนผสมในสินค้าประเภทใกล้เคียงกันที่มีมากถึง 9 ชนิด มากกว่า 4 ชนิดเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ทำให้เจ้าแรกกลับลำแทบไม่ทันและคงไม่สามารถทำสูตรใหม่ที่มีส่วนผสมมากกว่า 9 ชนิดในเวลาข้ามคืนได้ และคงไม่ต้องพูดถึงการผลิตงานโฆษณาที่ต้องใช้เวลาผลิตตั้งแต่ต้นจนออกอากาศอีกประมาณ 5-6 อาทิตย์เป็นอย่างเร็ว

ทุกวันนี้มีให้เห็นอยู่ชินตากับราคาค่าโทรศัพท์ต่อนาทีที่ฟาดฟันกันอย่างหนักด้วย “ตัวเลข” ที่แปรเปลี่ยนไปกันแบบวันต่อวัน หรือแม้กระทั่งราคาสินค้าใน hypermart ข้ามชาติขนาดใหญ่ ที่สู้กันด้วยราคาที่ต่างกันแค่ 25 สตางค์ ก็สามารถทำให้ hypermart นั้นเป็นผู้ชนะบน “ตัวเลข” ไปได้ พร้อมกับการคว้าตำแหน่งของ “ถูกจริง ตัวจริง” ไปครองในสัปดาห์นั้น

เคยมีผู้บริโภคหลายต่อหลายคนถึงขนาดยอมเสียเวลาเดินทางไปซื้อของใน hypermart ยี่ห้อหนึ่งซึ่งอยู่ไกลกว่า เพียงเพื่อซื้อกระดาษทิชชู่ม้วนที่มี 36 ม้วนใน 1 แพคใหญ่ในราคาถูกกว่าเพียง 2 บาท แต่ในวันรุ่งขึ้นอีกเจ้าก็ลดราคาให้ถูกกว่า 1 บาท เวรกรรมที่ตามมาก็คือเจ้าแรกถูกด่าและโดนกล่าวหาว่า “หลอกลวงผู้บริโภค!!” จริงไหมที่ตัวเลขมีอิทธิพลต่อผู้บริโภค??

ตัวเลขยังคงต้องเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ถูกนำมาใช้ในการสื่อสารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อความเป็นที่ “1” อย่างไรอย่างงั้น

ผมไม่เคยเห็นการแข่งขันในอุตสาหกรรมใดที่ไม่ใช้ “ตัวเลข” มาเป็นอาวุธเลย บางคนอาจจะเถียงว่าไม่จริงอย่างสินค้าแฟชั่นระดับหรูจากฝรั่งเศสหรืออิตาลีราคาแพงจนคนทั่วไปไม่สามารถจะครอบครองเป็นเจ้าของได้ที่ไม่เคยง้อตัวเลขเลยในการดึงดูดกลุ่มเป้าหมายในรูปแบบของการลด แลก แจก แถม ลองนึกถึงแบรนด์ใหญ่ๆจากประเทศเหล่านี้ในสยามพารากอนชั้น m ที่ต่างก็มีคำว่า “since 1881” หรือปีค.ศ.อะไรตามทำนองนี้บนถุง ในร้าน หรือ ที่ป้ายร้าน ที่บ่งบอกถึงความเป็นสุดยอดของต้นตำหรับที่เกิดมาร้อยกว่าปีแล้วและนี่ก็คืออีก 1 ในเหตุผลที่สินค้ายี่ห้อนี้น่าจะคู่ควรกับผู้บริโภคระดับ hi-so อย่างคุณเป็นต้น

อีกตัวอย่างหนึ่ง รถยนต์จากประเทศเยอรมันราคาสิบกว่าล้านบาท อาจจะไม่เคยใช้ตัวเลขมาเป็นเครื่องมือขายกันแบบตรงไปตรงมาในรูปแบบของการโปรโมชั่นบนชิ้นงานโฆษณา แต่อยากให้ลองนึกถึงรูปรถที่ทรงสง่า สวยหรูด้วยรูปแบบดีไซน์ที่แตกต่างเหมาะสมกับสถานะของคนรวยบางกลุ่ม เราอาจจะได้เห็นคำว่า S500 หรือ 760iL อะไรซักอย่างที่ซ่อนอยู่บนบั้นท้ายของรถยี่ห้อนั้นๆ สำหรับคนมีฐานะกลุ่มนี้คำว่า “500” ย่อมมีความหมายที่พิเศษและมีศักดิ์ศรีกว่า “280” หรือ “760” ที่จะแสดงตัวตนของผู้ขับขี่ได้ชัดเจนกว่า “730” ว่าเขามีตำแหน่งอะไรในสังคม บ้านที่เขาอยู่อาศัยน่าจะใหญ่โตมโหฬารขนาดไหน และพอจะเดาได้ด้วยว่าน่าจะมีเงินในธนาคารซักเท่าไหร่??

และทั้งหมดนี้ก็คือมหัศจรรย์บนตัวเลขที่น่าจะมีอิทธิพลต่อวิธีชีวิตของผู้บริโภคไม่มากก็น้อย

โปรดติดตามตอนต่อไป…..

Categories: Articles Anything | Tags: | No Comments

“10 แบรนด์ดัง”

February 8th, 2009

10 แบรนด์ดัง

————————————————————————————————————————————-

บทความนี้อ่านแล้วอาจจะเป็นแรงผลักดันสำหรับคนมีไฟว่า…  ในอนาคต แบรนด์ของฉันคงมีสิทธิ์ติด 1 ใน 100 บ้าง(ก็คงจะดี)

อ่านแล้วก็ได้แต่ส่งแรงใจ ให้แบรนด์ของไทยอยู่ในใจผู้บริโภคคนไทยด้วยกัน แค่นี้ก็คงจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีไม่มากก็น้อยจริงมั๊ย??

คนอื่นเค้าจะได้รู้ว่า ชาติเราก็มีดีเหมือนกัน เงินทองจะได้ไม่รั่วไหล เอาใจช่วยทุกคนนะคะ ขอบคุณบทความจาก อ.สรณ์ จงศรีจันทร์

————————————————————————————————————————————-

เมื่อ 2 ปีที่แล้ว บริษัทของผมได้มีการทำวิจัยในเชิงลึกและในกลุ่มเป้าหมายทั่วทุกภาคในประเทศไทย เพื่อเข้าใจถึงพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันที่มีความคิด ความต้องการซับซ้อนมากยิ่งขึ้นทุกวัน

จุดประสงค์หลักของการทำวิจัยนี้ก็เพื่อนำ insights และ information ที่ได้มาเพื่อพัฒนาและปรับปรุงตัวสินค้าหรือบริการของลูกค้า Y&R ให้โดดเด่นและแข็งแรงมากขึ้นกว่าเดิม โดยผ่านเครื่องมือวิจัยที่เป็นของ Y&R ทั่วโลกชื่อว่า Brand Asset Valuator (BAV) มีการประมวลผลโดยผ่านมิติ 4 ด้านด้วยกันคือ 1) Differentiation 2) Relevance 3) Esteemed 4) Knowledge

จากผลการวิจัยที่เชื่อถือได้ด้วยกระบวนการทำวิจัยแบบมืออาชีพ ที่มีจำนวนของผู้ถูกสัมภาษณ์ใหญ่พอที่จะเป็นตัวแทนของกลุ่มเป้าหมายทั้งประเทศไทย เราได้เห็นถึงแบรนด์ที่อยู่ในใจของผู้บริโภคอันดับต้นๆ 10 แบรนด์ในปี 2007 ดังนี้

Nokia

Honda (รถยนต์และจักรยานยนต์)

7-11

Pepsi

Toyota

Yamaha

Isuzu

Coca-Cola

Dove

Sony

5 ใน 10 แบรนด์ดังในใจผู้บริโภคเป็นแบรนด์จากประเทศญี่ปุ่น

Honda มีการเปิดตัวรถ Sub-Compact รุ่น Jazz และ City ที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงถึงลิตรละ 33 บาท ในขณะที่ธุรกิจประเภทรถจักรยานยนต์ของค่าย Honda ก็มีการเปิดตัวรุ่น Click และ Icon ที่เอาชนะใจกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นผ่านภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและสดใสของแบรนด์

Toyota มีสินค้ารุ่น Hilux Vigo และการเปิดตัวของรถยนต์ประเภท Sub-Compact แบบสปอร์ตใหม่อย่าง Yaris พร้อมทั้งการสร้างศูนย์ความบันเทิงแห่งการเรียนรู้ The Style At Siam ที่ช่วยทำให้แบรนด์ Toyota มีพลังที่จะครองใจกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นกลุ่มนี้ได้อย่างชัดเจน เป็นการเคลื่อนตัวแบรนด์ Toyota เข้าไปใกล้กับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นโดยเฉพาะการใช้ยุทธศาสตร์ทาง Location อย่างสยามสแควร์ เพื่อยึดกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่และมีการจับจ่ายที่สูง

Yamaha ได้พลิกทฤษฎีการตลาดของธุรกิจรถจักรยานยนต์โดยไม่มีใครคาดคิดถึงด้วยการเปิดตัวรุ่น Fino ออกมาเพื่อเขย่าตลาดจักรยานยนต์ในปี 2006 ถือเป็นประสบการณ์ความสำเร็จในการตั้งมาตรฐานรถจักรยานยนต์ที่สามารถเลือกปรับเปลี่ยนสไตล์ของตัวรถจักรยานยนต์ได้ตามความชอบใจของผู้บริโภค ทรวดทรงอันโดดเด่นของ Fino ทำให้กลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่ต่างพากันชื่นชมนวัตกรรมในรูปทรงที่หาใครเหมือนได้ยาก

Isuzu ยังคงอยู่ในใจของผู้บริโภคถึงแม้ว่าส่วนแบ่งการตลาดอาจจะถูก Toyota แย่งชิงเอาไปไม่มากก็น้อย แต่ด้วยภาพลักษณ์ที่เสมอต้นเสมอปลาย เป็นแบรนด์ที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ โดยเฉพาะกับการทำตลาดที่มุ่งมั่น จึงทำให้ Isuzu รุ่น D-Max และ MU-7 เป็นสินค้าตัวหลัก 2 ตัวที่นำพาให้แบรนด์ Isuzu โดดเด่นได้อยู่ตลอดเวลา

Sony เป็น 1 ใน 5 แบรนด์ดังจากประเทศญี่ปุ่นที่ไม่ได้อยู่ในสินค้าประเภทรถยนต์/รถจักรยานยนต์ อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคยังคงคุ้นเคยกับแบรนด์ตัวนี้ ไม่ว่าจะเป็น Computer Notebook Vaio, ทีวี LCD Bravia, กล้อง Cybershot, Handycam, Walkman รวมถึงสินค้าใหม่อย่าง HD World 1080 ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ใหม่ของทีวี LCD และเมื่อบวกรวมเข้ากับความล้ำหน้าด้านเทคโนโลยี ก็ช่วยส่งให้ Sony เป็นแบรนด์ที่มีความเคลื่อนไหวมากที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย

แบรนด์ทุกตัวต่างจับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่

Nokia มีความหลากหลายของสินค้าที่ครอบคลุมทุกความต้องการของตลาดเช่นรุ่น 1xxx ที่ใช่ง่าย ราคาไม่แพงสำหรับคนรุ่นใหม่ทั่วไป รุ่น 6xxx สำหรับนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบายในการติดต่อและทำธุรกรรม 7xxx สำหรับคนรุ่นใหม่ที่มองหาดีไซน์ที่แตกต่างยิ่งสะท้อนความเป็นผู้นำด้านกระแสแฟชั่น รวมทั้งล่าสุด ได้มีการเปิดตัวของ N-series ภายใต้จุดขาย “Music & Multimedia” บวกกับความสามารถในการเชื่อมต่ออุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ภายในบ้าน และรถยนต์ ที่ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ให้ Nokia กลายเป็นผู้นำในการริเริ่มนวัตกรรมใหม่ๆของโทรศัพท์มือถือสู่ตลาดคนรุ่นใหม่

แต่ละ Top 10 แบรนด์ต่างก็เข้าถึงได้ง่าย

ในที่นี้หมายถึง Accessibility และ Convenience อย่างเช่น 7-11 ที่มีสาขาอยู่เกือบ 5,000 สาขาทั่วประเทศไทย เมื่อนึกอยากกินซาลาเปากลางดึก ไม่ว่าจะอยู่หนแห่งใดในประเทศก็สามารถแวะเข้าหา 7-11 ได้ไม่ยากนัก

Toyota, Honda, Isuzu และ Yamaha มีตัวแทนจำหน่ายอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ พร้อมกับศูนย์ซ่อมบำรุงที่มีอยู่ควบคู่ไปกับตัวแทนจำหน่าย ในกรณีที่รถเกิดเสียขึ้นมา อู่อิสระทุกที่ทั่วไทยก็สามารถซ่อมบำรุงได้ อะไหล่หาได้ตามร้านขายอะไหล่ทั่วไป ราคาก็ไม่แพง

แบรนด์เหล่านี้เป็นที่ชื่นชอบและยอมรับในกลุ่มเป้าหมาย

ผู้บริโภคที่เป็นสาวกของโทรศัพท์ Nokia ไม่ค่อยยอมที่อยากจะเปลี่ยนไปใช้แบรนด์อื่น เหตุผลอันหนึ่งก็เพราะไม่ต้องการเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ในการเรียนรู้การใช้งานจากแบรนด์ใหม่ที่จริงๆแล้วก็ไม่ได้ยุ่งยากวุ่นวายจนเกินไปนัก ที่สำคัญ Nokia เป็นแบรนด์ที่มีคุณภาพเป็นเลิศ มีรูปแบบของสินค้าที่โดดเด่น มีบริการหลังการขายที่สุดจะหาใครเทียบชั้นได้ มีราคาสมเหตุสมผล มีการสร้างแบรนด์อย่างสม่ำเสมอและไม่เอาเปรียบผู้บริโภค

เช่นเดียวกับผู้บริโภคที่ใช้สินค้าของ Sony ต่างก็มีความชื่นชอบต่อตัวสินค้าที่มีคุณภาพ อะไรที่ไม่ดีเขาก็จะดูแลเปลี่ยนเอาสินค้าตัวใหม่มาให้ ไม่ว่า Front-end หรือ Back-end ต่างมีประสิทธิภาพสูงเท่าเทียมกัน ใครเห็นก็รู้ว่าเรามีรสนิยมที่ได้ใช้ Sony

ผมได้เรียนรู้ความสำเร็จอีก 2 อย่างจาก Top 10 แบรนด์ที่ได้เขียนไว้ในตอนต้นว่า

แบรนด์เหล่านี้ไม่เคยหยุดที่จะพัฒนาตัวเองให้เดินไปข้างหน้า ผมเชื่อว่าทุกชีวิตในองค์กรเหล่านี้ แม้กระทั่งตอนฝันยังคงฝันเป็นนวัตกรรมของสินค้าหรือบริการที่ต้องแตกต่างจากคู่แข่ง

แบรนด์เหล่านี้ได้ยกย่องและเทิดทูน “ผู้บริโภค” ของพวกเขาอยู่ตลอดเวลา แบรนด์เหล่านี้ต่างตระหนักว่า “ลูกค้าเท่านั้นที่คือพระเจ้า” ดังนั้นพวกเขาจะทำทุกวิถีทางที่ดีที่สุดเพื่อให้ผู้บริโภคของเขามีความสุข ความพึงพอใจ และอยู่กับพวกเขาให้นานที่สุดเช่นเดียวกัน

ขอบอกนะครับว่าผมกำลังใช้แบรนด์ 8 ตัวใน 10 ตัวที่ได้กล่าวมา … แล้วคุณหล่ะ??

Categories: Articles Anything | Tags: | 1 Comment

ชื่อ (แบรนด์) นั้น สำคัญไฉน??

January 27th, 2009

ประเดิมบทความแรกด้วยหัวข้อ ชื่อ (แบรนด์) นั้น สำคัญไฉน

หวังว่าคงถูกอกถูกใจสำหรับคนที่จะเริ่มต้นสร้างแบรนด์นะคะ
ลองอ่านบทความนี้และทบทวนชื่อธุรกิจของตัวเองกันดูนะคะ
ว่าเหมาะสมดีแล้วรึยัง?? อนาคตข้างหน้ายังรออยู่นะคะ..สู้..สู้..

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก อาจารย์ สรณ์ จงศรีจันทร์ ด้วยนะคะ :)

ชื่อ (แบรนด์) นั้น สำคัญไฉน

ภายใต้หัวข้อนี้ ผมขอยืมแนวคิดในการตั้งชื่อแบรนด์ที่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นในสถานีแรกๆ จากคุณชลกานต์ วิสุทธิ-พิทักษ์กุล Managing Partner ที่ทำงานร่วมกับผมมานานกว่า 10 ปี เธอได้รวบรวมแนวคิดในการตั้งชื่อแบรนด์ไว้อย่างน่าสนใจ จนผมขอให้เธอนำมาเผยแพร่ในหนังสือเล่มนี้ ให้กับผู้ประกอบการและผู้สนใจทั่วไปได้นำไปลองประยุกต์ใช้ดู

การตั้งชื่อแบรนด์ให้กับสินค้าใหม่นั้น บางทีก็ดูเหมือนเป็นเรื่องยากแสนยาก ว่าจะตั้งชื่อสินค้านั้นว่าอะไรดี ชื่อดีๆเหล่านั้นจะเริ่มคิดมาจากไหน โดยมากจะจับต้นชนปลายไม่ถูกเลยขอนำเสนอแนวทางให้การคิดและตั้งชื่อสินค้าเบื้องต้นว่า มันจะเป็นไปในทางไหนได้บ้าง
1.    ตั้งชื่อแบรนด์ ตามชื่อเจ้าของ
การตั้งชื่อแบบนี้เป็นที่นิยมมายาวนาน แทบจะเรียกว่าเป็นวิธีการคลาสิกที่ปฎิบัติกันมาแต่ดึกดำบรรพ์ โดยอาจจะเป็นชื่อเจ้าของ ชื่อลูก ชื่อตระกูล ก็ได้ทั้งนั้น เช่น
ร้านเฟอร์นิเจอร์ นันทขว้าง, ร้านขายผ้าไหม Jim Thompson, ร้านขายขนม เพรซเซลของป้าแอนด์Aunties Ann’s, ร้านไอศกริม Swenesen’s ชื่อเจ้าของคือ Earle Swensen’s, แหนมป้าย่น น้ำพริกหนุ่มเจ๊หงส์  หมูหยองลิ้มจิงเฮียง ก๋วยเตี๋ยวไก่แม่ศรีเรือน เป็นต้น
ข้อพึงระวังของชื่อแนวนี้ คือถ้าชื่อของคุณเป็นชื่อทั่วๆไปที่อาจซ้ำกับผู้อื่นได้ง่าย ช่วงแรกที่คนยังไม่ค่อยรู้จักตราสินค้าของคุณ ก็อาจมีการสับสนได้ เช่น ทุเรียนกวน ปรานี กับ ซอสพริก ปรานี คนอาจจะงงว่าเจ้าของเดียวกันมั๊ย หรือเกี่ยวกันอย่างไร
2.    ตั้งชื่อแบรนด์ ตามชื่อทำเลที่ตั้ง ที่ผลิต หรือแหล่งที่มีชื่อเสียงของสินค้าประเภทนั้นๆ เช่น
The River Condominium, โรงพยาบาลกรุงเทพ,  Phuket beer, สถาบันสอนภาษา Wall Street, California Fitness, The Bangkok Condominium, น้ำผลไม้ Tropicana เป็นต้น ข้อพึงระวังของการตั้งชื่อแนวนี้ คือถ้าสินค้าหรือบริการของเราขยายไปในทำเล พื้นที่อื่นๆ คนอาจจะงงได้ เช่น โรงพยาบาลกรุงเทพ แต่ตั้งอยู่ที่พัทยา หรือ คอนโดมิเนียม The River แต่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองที่ไม่มีแม่น้ำผ่านเลย เป็นต้น
3.    ตั้งชื่อแบรนด์ ตามคุณลักษณะภายนอกของสินค้า เช่น
ถั่ว Green Nut, น้ำดื่ม Crystal, ร้านเฟอร์นิเจอร์ Modern Form, ขนมอบกรอบ ปูไทย
4.    ตั้งชื่อแบรนด์ ตามคุณประโยชน์ หรือ การลักษณะการใช้งานของสินค้า เช่น
เครื่องดื่มแก้อาการเมาค้าง ตรา แฮ้งค์ , วิตามินเสริม บำรุงข้อ ตรา Joint Care, ครีมเทียม ตรา Coffeemate ซึ่งมีความหมายว่าเป็นเพื่อนคู่หูกับกาแฟ , ยากันแดด ตรา Sun Play, ร้านสะดวกซื้อ am/pm ซึ่งสื่อความหมายว่าเปิดตลอดทั้งวันทั้งคืน, น้ำยาทำความสะอาดพื้น Magic Clean, อาหารเสริมลดน้ำหนัก SlimFast เป็นต้น
5.    ตั้งชื่อแบรนด์ ตามแนวคิดในการผลิตและพัฒนาสินค้า เช่น
•    เดอะลิงค์ คอนโดมิเนียม ซึ่งตั้งอยู่ในแนวรถไฟฟ้า สามารถเชื่อมต่อไปได้ทุกที่
•    บ้านเดอะคอนเนค ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างชานเมืองและใจกลางเมือง สมารถเชื่อมต่อไปได้ทุกที่
•    พรานทะเล ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง
•    บริษัทให้บริการเช่ารถยนต์ Budget ซึ่งให้เช่ารถในราคาไม่แพง
•    Quick Cash เป็นบริการให้กู้เงินด่วน
6.    ตั้งชื่อแบรนด์ ตามชื่อสามัญของสินค้า เช่น
บ้าน Land & Houses, นิตยสาร บ้านและสวน, The Pizza Company, The Address Condominium, ยาสระผม Head & Shoulder, ร้านเย็นตาโฟทรงเครื่อง เป็นต้น
วิธีการแบบนี้ ก็เป็นที่นิยมมากสินค้าปะเภท OTOP เช่น วุ้นมะพร้าว, สับปะรดกวน, น้ำพริกตาแดง เป็นต้น การใช้ชื่อสามัญมาเป็นชื่อแบรนด์ มีข้อดีคือ สื่อได้ทันทีว่าแบรนด์เราเป็นสินค้าอะไร แต่ข้อเสียก็คือ ต้องลงทุนในการสร้างแบรนด์ให้คนรู้จัก ไม่เช่นนั้น ผู้บริโภคอาจจะคิดว่าเป็นสินค้าที่ไม่มียี่ห้อก็ได้
7.    ตั้งชื่อแบรนด์ ตามชื่อที่เพี้ยนมาจากชื่อสามัญของสินค้า
โดยมากจะเป็นสินค้าเกี่ยวกัยอาหารและยา เพราะข้อกำหนดของ อ.ย. ทำให้เขาไม่สามารถอวดอ้างหรือบอกสรรพคุณของสินค้าได้ ดังนั้นจึงต้องมีการพยายามที่จะเชื่อมโยงกับคำสามัญที่บอกคุณสมบัติหรือประโยชน์ของสินค้า เพื่อสื่อว่าสินค้ายี่ห้อนี้ดีอย่างไร ตัวอย่างเช่น
•    Calcimex Beautiva คือ นมที่มีทั้งแคลเซียมสูง แถมกินแล้วยังสวยอีกด้วย
•    Beauti Shot คือ เครื่องดื่มคอลลเจน ที่พยายามสื่อว่าดื่มแล้วจะสวย
•    Healti Shot คือ เครื่องดื่มคอลลเจน ที่พยายามสื่อว่าดื่มแล้วจะสุขภาพดี
•    Wakie คือเครื่องดื่มแก้เมาค้าง ที่พยายามสื่อว่า ดื่มแล้วจะ ตื่น wake up
8.    ตั้งชื่อแบรนด์ ตามชื่อสามัญของสินค้าที่เป็นภาษาต่างชาติ เช่น
•    ร้านอาหารเวียดนาม PHO ซึ่ง เฝอแปลว่า ก๋วยเตี๋ยวในภาษาเวียดนาม
•    ยากันยุง Kayari ซึ่ง คายาริในภาษาญี่ปุ่น แปลว่ายากันยุง
•    ชาเขียว Oishi ซึ่ง โออิชิ แปลว่า อร่อยในภาษาญี่ปุ่น
•    ร้านอาหารจีน ซั่งไฮ้ เสี่ยวหลงเปา แปลว่าซาลาเปาจากเมืองเซี่ยงไฮ้
•    ร้านเบเกอรี่ การ์โตว์เฮ้าส์ มาจากภาษาฝรั่งเศส ที่ Gateaux แปลว่า ขนมเค้ก
9.    ตั้งชื่อแบรนด์ ตามลักษณะอาการที่อยากให้เกิดขึ้นภายหลังการใช้สินค้า
•    น้ำยาปรับผ้านุ่ม Comfort เหมือนว่าใช้แล้ว ผ้าจะนุ่มใส่สบาย
•    สบู่อาบน้ำ Be Nice เหมือนว่าใช้แล้วจะน่ารัก น่าเอ็นดู
•    ร้านอาหาร To Die For  เหมือนว่า อร่อยจวนยอมตายเพื่อให้ได้กิน
•    เก้าอี้ Lazy Boy เหมือนว่า นั่งแล้วสบายมาก ขี้เกียจลุกเลย
•    สายการบิน 1-2-Go เหมือนว่า เป็นสายการบินที่ไม่ยุ่งยากในการเดินทาง แค่ 2 ขั้นตอนก็ไปได้แล้ว
•    แผ่นรองอนามัย CareFree ที่ให้คุณไม่ต้องกังวลใดๆ
10.    ตั้งชื่อแบรนด์ ตามส่วนผสม หรือวิธีการผลิตของสินค้า เช่น
•    โยเกิร์ตโฟโมสต์ โอเม็ก 3 ซึ่งมีส่วนผสมของ โอเมก้า 3
•    เครื่องดื่มบำรุงสุขภาพ Collagen E ซึ่งมีส่วนผสมของ คอลลาเจน
•    ยาสีฟัน Salz ซึ่งงมีส่วนผสมเป็นเกลือ
•    สารให้ความหวาน ตรา Lite Sugar
•    ขนมอบกรอบตรา Corn-ne (อาจจะคุ้นกับภาษาไทยที่สะกดว่า คอนเน่) ซึ่งผลิตมาจากข้าวโพด
•    ปลาหมึกอบกรอบตรา Squidy (อาจจะคุ้นกับภาษาไทยที่สะกดว่า สควิดดี้) ซึ่งผลิตมาจากปลาหมึก
•    ร้านกาแฟ 94 Coffee ซึ่งผลิตกาแฟให้อร่อยด้วยวิธีการต้มกาแฟที่อุณหภูมิ 94 องศา
ข้อพึงระวังของการตั้งชื่อแนวนี้ คือการสร้างความเข้าใขผิดให้แก่ผู้บริโภค เพราะบางทีชื่อส่วนผสมที่นำมาตั้ง อาจจะไม่ได้เป็นส่วนผสมหลักของสินค้าก็ได้
11.    ตั้งชื่อแบรนด์ ตามชื่อแบรนด์แม่ของสินค้า กรณีเป็นการแตกตัวเพิ่มเติมจากแบรนด์เดิมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งวิธีการนี้ ก็เป็นการขยายไลน์สินค้าโดยทั่วไปของแบรนด์ใหญ่ เช่น
•    โอวัลติน, โอวัลตินไวท์มอลต์, โอวัลติน สวิส
•    แบรนด์ซุปไก่สกัด, แบรนด์รังนก
•    เนสกาแฟ, เนสกาแฟ โกลด์, เนสกาแฟโพเท็กส์
•    บรีส, บรีสเอ็กเซล, บรีสคัลเลอร์
•    เดโล, เดโล โกลด์, เดโล ซิลเวอร์, เดโล สปอร์ต
ข้อพึงระวังของแนวทางนี้ คือ พลังของแบรนด์แม่จะครอบคลุมไปถึงแบรนด์ใหม่ๆที่ออกมาจนอาจกลืนความใหม่ของสินค้าไปได้ ถ้าสร้างแบรนด์ไม่ชัดเจน ผู้บริโภคก็อาจเข้าใจว่ามันคือสินค้าเดียวกันหมด
12.    ตั้งชื่อแบรนด์ เป็นชื่อย่อ อาจเป็นชื่อย่อของชื่อบริษัท หรือชื่อแบรนด์ภาษาไทย หรือชื่อย่อที่มาจากวิธีการใดวิธีการหนึ่งของ 11 แนวทางที่เสนอไปเบื้องต้น เช่น
•    โรงภาพยนตร์ SF มาจาก Sahamongkol Film (สหมงคลฟิล์ม)
•    ร้านอาหาร S&P มาจากชื่อและนามสกุลของเจ้าของ คือ ภัทรา ศิลาอ่อน โดยเลือกใช้ชื่อสกุลขึ้นก่อน
•    เครื่องใช้ไฟฟ้า LG ก็ย่อมาจากชื่อเดิมคือ Lucky Gold star
•    ไส้กรอก ตรา TGM ย่อมาจากชื่อบริษัท Thai German Meat product company
•    MTV ย่อมาจาก Music Television
13.     ตั้งชื่อแบรนด์ เป็นชื่อที่ผสมของแนวทางต่างๆ ที่นำเสนอมาข้างต้น เช่น
Siam Paragon มาจากชื่อทำเล คือสยามสแควร์ หรือ ประเทศไทย และ Paragon ซึ่งเป็นจุดยืนของแบรนด์คือ ความเป็นเลิศ เป็นต้นแบบของห้างที่ดีที่สุด

ทั้ง 13 แนวทางที่กล่าวมา เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้นในการหาหลักยึดเกาะว่า ชื่อแบรนด์เรานั้นจะเป็นชื่ออะไรได้บ้าง แต่การตั้งชื่อแบรนด์ก็อาจจะเป็นแนวทางอื่นๆอีกก็ได้ แล้วแต่จินตนาการ เหตุผล ที่มาและข้อจำกัดของเรา เช่น มีชื่อแบรนด์แรกเป็นชื่อดอกไม้ เมื่อแตกแบรนด์เพิ่มก็อาจจะคิดให้เป็นชื่อดอกไม้พันธุ์อื่นๆก็ได้

เมื่อคุณได้ชื่อแบรนด์มาแล้ว ก็น่าจะลองเปรียบเทียบกับคู่แข่งในท้องตลาด ว่าใกล้เคียงหรือซ้ำกับเขาหรือไม่ และน่าจะคิดเผื่ออนาคตด้วยว่า ถ้าเราจะส่งออกแบรนด์นี้ไปต่างประเทศ ก็น่าจะอ่านออกง่ายและใช้ได้เหมือนกัน

***************************************************************************************

Categories: Articles Anything | Tags: | 4 Comments

Gong Hei Fat Choy!!

January 25th, 2009

Gong Hei Fat Choy!!

สวัสดีวันปีใหม่จีนนะคะ

ขอให้ทุกคนร่ำรวยยิ่งขึ้น เฮงๆตลอดปี
มีเงินไหลมาเทมา ประสบความสำเร็จ
ชีวิตก้าวหน้า มีกินมีใช้ตลอดปีนะคะ


จีจี้ ^_^

Categories: Gossip Anything | Tags: | 1 Comment

“BrandGym-Chapter1” @ อุดร & ปากช่อง/โคราช

January 24th, 2009

“BrandGym – Chapter 1” @ อุดร

วันที่ 4-7 กุมภาพันธ์ 2552  /  เวลา 09:00-16:00 น.

—————————————————–

“BrandGym – Chapter 1” @ ปากช่อง/โคราช

วันที่ 12-15  กุมภาพันธ์ 2552  /  เวลา 09:00-16:00 น.

โดย อาจารย์ สรณ์ จงศรีจันทร์
นักกลยุทธ์ นักสร้างแรงบันดาลใจ และผู้เชี่ยวชาญในการสร้างแบรนด์

ในวิกฤตย่อมมี “โอกาส” เสมอ…
หากคุณมีแผนในการทำธุรกิจ และสร้างแบรนด์ของตัวเองให้แตกต่าง
และประสบความสำเร็จ

การสัมนาและ Workshop 4 วันอย่างเจาะลึกในทุกแง่มุม
ที่มีผู้ประกอบการ SMEs กว่า 2,000 คน
เคยผ่านการอบรมหลักสูตรนี้มาแล้ว ใน 2 ปีที่ผ่านมา

ไม่ใช่แค่กลยุทธ์ในการทำธุรกิจเท่านั้น!!
แต่ยังมีหลักในการคิด…และมุมมองใหม่ๆ…
ที่จะพาให้ธุรกิจของคุณก้าวล้ำไปสู่อนาคตได้อย่างง่าย

แนวทางสู่ความสำเร็จ…
•    ทำไมธุรกิจ SMEs ต้องสร้างแบรนด์??
•    ทำไมลูกค้าถึงหายไป??
•    แบรนด์คืออะไร??
•    ชื่อและโลโก้นั้นสำคัญไฉน??
•    ใช้ 4 ธาตุในการสร้างธุรกิจให้แข็งแรงยิ่งขึ้น
•    มารู้จัก 7 ตัวตนของผู้บริโภค
•    การสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า
•    ฯลฯ .. ที่เป็นประโยนช์ในการทำให้ธุรกิจให้ประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น

**รับจำนวนจำกัด**

สนใจเข้าร่วมอบรมหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่…
คุณกมลพร ตรียะชาติ (แว่น)   : 086-773-4351     —- อุดร
คุณรัศมี ซิ้มเจริญ (หมี)           : 081-613-8783     —- ปากช่อง
คุณเนติมา ตั้งสถิตชัย (เก๋)      : 081-966-2200    —- โคราช 

Categories: Seminar & Workshop Schedule | Tags: | 7 Comments

“ศิลปะการคิดให้แตกต่าง” ครั้งที่ 2 – กรุงเทพฯ

January 24th, 2009

“ศิลปะในการคิดให้แตกต่าง”
Art of Creative Thinking
โดย อาจารย์ สรณ์ จงศรีจันทร์

ถ้าคุณคิดว่าธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จดีอยู่แล้ว
และ… คุณก็พอใจกับผลกำไรในธุรกิจที่มีอยู่ในปัจจุบัน…
ความจริงแล้ว…คุณสามารถร่ำรวยกว่าที่เป็นอยู่ได้อีก!!

คุณใช้สมองซีกซ้ายหรือซีกขวาในการทำธุรกิจ??

>>>>> สมองซีกซ้ายใช้สำหรับการหาเงิน
>>>>> ส่่วนสมองซีกขวามีเอาไว้ให้เงินเดินเข้ามาหา!!

เพราะธุรกิจที่แตกต่างและโดดเด่น
จะทำให้คุณประสบความสำเร็จมากขึ้น…
ร่ำรวยมากขึ้น…และแซงคู่แข่งได้อย่างสบายๆ

คุณรู้ไหมว่าสมองของคนเราใช้ไปเพียงแค่ 7% เท่านั้น??

o    สมองมีไว้คิดไม่ได้มีไว้จำ??
o    คนส่วนใหญ่มีสมองซีกขวาที่กำลังฝ่ออยู่เพราะไม่ได้ใช้งานให้เต็มที่??
o    ทุกๆคนมีความคิดสร้างสรรค์ที่ซ่อนอยู่ในตัวโดยไม่ได้เคยขุดออกมาใช้เลย??

มาเสริมพลังให้กับสมองทั้ง 2 ซีก (ซ้าย = เหตุและผล / ขวา = ความคิดสร้างสรรค์)
ด้วยแนวคิดที่แตกต่าง เพียง 4 วัน ของการเข้าอบรมสัมนาและทำ Workshop
“ศิลปะในการคิดให้แตกต่าง” (Art of Creative Thinking)
โดย อาจารย์ สรณ์ จงศรีจันทร์ – นักกลยุทธ์ นักสร้างแรงบันดาลใจ และ
ผู้เชี่ยวชาญในการสร้างแบรนด์

ในวันที่ 20-21 และ 27-28 มีนาคม 2552   เวลา 9:00-16:00 น.
ณ โรงแรม ซัมเมอร์เซ็ต พาร์คสวนพลู  (Somerset Park Suanplu)

ค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตร 16,000 บาท / คน **(รับจำนวนจำกัด)**

สำรองที่นั่งได้ที่ : ขจี จงศรีจันทร์ (จีจี้) 089-779-2227
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.brandanything.biz

Categories: Seminar & Workshop Schedule | Tags: | No Comments

“Welcome to The World of BRAND”

January 23rd, 2009

“Welcome to The World of BRAND with BrandAnything”

Photobucket

สวัสดีคะ…..

ขอต้อนรับสู่ BrandAnything Blog นะคะ

เราจะคอย Update! ข่าวสารที่เกี่ยวกับ….
o    การอบรมสัมนาและ Workshop โดย อ.สรณ์ จงศรีจันทร์
o    เรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับ “แบรนด์”
o    “แบรนด์” ที่น่าจับตามอง
o    งานดีไซด์ที่น่าสนใจทั้งในประเทศและนอกประเทศ
o    เทรนด์ใหม่ของงานออกแบบ
o    บทความทั่วไปที่น่าสนใจ
o    และอื่นๆอีกมากมาย

หวังว่า Blog นี้คงเป็นประโยชน์สำหรับหลายคนที่สนใจเรื่อง “แบรนด์”

ขอให้มีความสุขนะคะ!!

^_^

Categories: Gossip Anything | Tags: | 1 Comment