สื่อสารอย่างไร….ให้เกิดประสิทธิภาพในธุรกิจ SME

March 27th, 2010

ขอ เชิญผู้สนใจทุกท่าน….

เข้าร่วมงานสัมมนาในหัวข้อเรื่อง


** สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ 02 160 5203 **

Categories: Seminar & Workshop Schedule | Tags: , , | No Comments

Y&R + SUNGROUP SEMINAR & WORKSHOP :D

March 27th, 2010

เมื่อวันพุธที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา ได้มีงาน Y&R + SUNGROUP SEMINAR & WORKSHOP :D

ณ โรงแรม โนโวเทล สยามสแควร์ งานนี้ถือเป็นการต่อยอดไอเดีย เพื่อนำไปใช้ในการประกอบธุรกิจ

วิทยากรของงานโดย อาจารย์ สรณ์ จงศรีจันทร์ (เจ้าเก่าจ้า) ไปชมภาพบรรยากาศของงานกันดีกว่า

จบงานด้วยความประทับใจกันถ้วนหน้า พบกันใหม่งานหน้าจ้า ^_____^

Categories: Gallery Anything | Tags: , , | No Comments

ผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไป (ตอนที่ 4)

March 9th, 2010

ผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไป (ตอนที่ 4) โดย สรณ์ จงศรีจันทร์ – ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ในกลุ่มบริษัท ยัง แอนด์ รูบิแคม แบรนด์

4. ต้องได้เห็น ต้องได้ลอง ถึงจะตัดสินใจซื้อ

มีผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยโอไฮโอ สเตท ได้อธิบายเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาว่าสินค้าหรือบริการใดก็ตามที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้สัมผัสหรือทดลอง สินค้าหรือบริการนั้นมักจะได้รับการเลือกซื้อจากผู้บริโภคเป็นส่วนใหญ่

แผนกน้ำหอมในห้างสรรพสินค้าดังๆทั้งในไทยและต่างประเทศ จะมีพนักงานขายหน้าตาดี แต่งตัวดี บุคลิกดี คอยยืนฉีดน้ำหอมหลากหลายยี่ห้อลงบนเศษกระดาษชิ้นเล็กๆสีขาว เพื่อให้เป็นตัวอย่างกับผู้บริโภคที่เดินผ่านไปมาในแผนกน้ำหอม

คงเป็นการตัดสินใจที่ยากพอสมควรในการที่จะซื้อน้ำหอมยี่ห้อใด ยี่ห้อหนึ่ง โดยปราศจากการได้ทดลองดมกลิ่นที่ตนเองพึงพอใจ

น้ำหอมเป็นสินค้าตัวหนึ่งที่อิทธิพลในการสร้างความพึงพอใจให้กับคนรอบข้าง หรือในทางตรงกันข้ามเป็นการสร้างความน่ารำคาญใจให้กับคนรอบข้าง ถ้าผู้ใช้ไม่ให้ความสำคัญกับกลิ่นที่ถูกเลือกใช้บนเรือนร่าง

ในซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป เราจะเห็นขวดเล็กขวดน้อยหรือกล่องเล็กกล่องน้อยที่ถูกติดอยู่กับหน้าชั้นวางสินค้าประเภทสบู่ น้ำยาปรับผ้านุ่ม เพื่อให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสได้ชื่นชมกับกลิ่นที่ตนเองชอบเป็นพิเศษ

และเป็นเรื่องจริงที่ว่าสินค้าประเภทที่ได้เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้ดม ได้สัมผัสจะถูกหยิบซื้อมากกว่าแบรนด์ที่ไม่ได้ทำการตลาดแบบนี้

ในอีกตัวอย่างที่ดีของการได้เห็น ได้ลอง ถึงจะตัดสินใจซื้อคือธุรกิจประเภทรถยนต์

ผมยังจำวันที่รถยนต์ Honda เข้ามาประเทศไทยเมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่แล้วด้วยรุ่น Honda Accord และ Honda Civic

ยอดจอง Honda ทั้ง 2 รุ่นนี้มีคิวที่จะได้รถมาเป็นเจ้าของนานถึง 6-7 เดือน บางคนรอคิวไม่ไหวถึงกับต้องยอมกัดฟันจ่ายเงินค่าซื้อใบจองกันเลยทีเดียว ซึ่งใบจองแต่ละใบมีราคาสูงถึง 20,000-30,000 บาท มีคนประเภทหนึ่งที่จองรถ Honda ทีละหลายๆคัน เพื่อนำมาปล่อยขายต่อให้กับคนที่มีความอดทนน้อยในการรอรถใหม่ป้ายแดงจาก Honda

ต้องยอมรับว่ากระแสของ Honda ที่เพิ่งเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากเพราะ Honda ได้นำรถ Honda Accord และ Honda Civic ที่มีเกียร์ Automatic เข้ามาทำตลาด ซึ่งนำมาสู่ความพึงพอใจเป็นอย่างสูงในกลุ่มผู้บริโภค เพราะรถยนต์ที่เป็นเกียร์ Automatic มีความสะดวกสบายกว่าเกียร์ธรรมดามากมหาศาล

และต้องยอมรับว่าคุณภาพ รูปลักษณ์ และสมรรถนะของรถ Honda ไม่เป็นรองใครในตลาดรถยนต์ประเภทเก๋ง 4 ประตู

คนที่จอง Honda ทั้ง 2 รุ่นนี้ไม่เคยมีโอกาสที่จะได้ทดลองขับขี่แม้แต่นิดเดียว ในหลายโชว์รูมของ Honda ไม่มีรถจริงโชว์ให้ดูด้วยซ้ำไป

อย่างที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้น กระแสของ Honda Accord และ Honda Civic มาแรงมาก เพราะ Honda มี P ทุก P ที่ดีไปหมด ผู้บริโภคในวันนั้นถูกปลดปล่อยออกจากหลุมพรางทางธุรกิจรถยนต์บนพื้นฐานของนวัตกรรมในทุกๆคุณลักษณะของแบรนด์ที่แข็งแกร่ง

Honda ไม่มีให้เห็นในรูปแบบรถ Taxi

Honda ใช้กลยุทธ์ราคาเดียวทั่วประเทศ

Honda มีกลยุทธ์ทางการตลาดที่โดดเด่น

Honda มี After Sales Service ที่สุดยอด เป็นแบรนด์ต้นๆในประเทศไทยที่มี Customer Lounge ให้กับคนที่ต้องนำรถไปเข้าตรวจเช็คสภาพและต้องการที่จะรอรับรถกลับไปในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ในห้องพักรับรองมีทีวีจอยักษ์ให้ดู มีน้ำชา กาแฟ น้ำอัดลม ไอศครีม นิตยสาร หนังสือพิมพ์และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆอีกมากมายในการมัดใจให้ผู้บริโภครู้สึกดีกับแบรนด์ของตน

แล้วเกิดอะไรขึ้นกับธุรกิจรถยนต์ในวันนี้?

เมื่อ ไม่กี่ปีที่ผ่านมามีรถยนต์แบรนด์ดังแบรนด์หนึ่งติดต่อมาที่ผมเพียงเพื่อต้อง การให้ผมได้ทดลองขับรถยนต์ของผู้ประกอบการรายนั้นเป็นเวลา 1 อาทิตย์เต็ม

ผมไม่ปฏิเสธของฟรี เพราะอยากจะเรียนรู้ว่าเขามีกลยุทธ์อะไรที่จะจับปลาตัวนี้ให้อยู่หมัด

การใช้รถฟรีเป็นเวลา 1 อาทิตย์ไม่มีเงื่อนไขผูกมัดอะไรทั้งสิ้น อยากจะขับไปไหน ไกลแค่ไหนก็ได้ แถมยังได้เงินสดมาอีก 3,000 บาทไว้เติมน้ำมัน

หลังจาก 1 อาทิตย์ผ่านไป ผมประทับใจมากกับคุณภาพและสมรรถนะของรถยนต์คันดังกล่าว ต้องบอกตามตรงว่าเตรียมวางเงินดาวน์ให้กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดคนนั้นที่เป็นคนประสานงาน แต่ไม่ทราบว่าพวกเขาทำงานกันอย่างไร ไม่มีใครติดตามลูกค้าคนนี้เลย ปล่อยให้เวลาผ่านไปนานหลายอาทิตย์ จนผมเองเปลี่ยนใจไปซื้อแบรนด์อื่นแทน

ผมได้เรียนรู้ว่า อำนาจและพลังของการได้ทดลองสินค้าหรือบริการอะไรสักอย่างมันช่างมีมากเหลือเกิน มากกว่าการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ เพราะบทบาทของโฆษณาและประชาสัมพันธ์คือ การสร้างการรับรู้ (Awareness) ที่เป็นตัวคอยช่วยเกี่ยวผู้บริโภคให้เดินเข้ามาใกล้กับแบรนด์ แต่ถ้าปราศจากการทดลองหรือจับต้องแล้ว งบประมาณที่ใช้กับการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ก็คงจะถูกใช้อย่างไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเท่าไหร่นัก

การตลาดที่ดีต้องทำทุกกระบวนท่าให้ครบวงจร อย่างในกรณีศึกษาของการทดลองขับรถฟรีเป็นระยะเวลา 1 อาทิตย์ ฝ่ายการตลาดคงมุ่งเน้นเพียงแต่ยอดกลุ่มเป้าหมายที่แผนกตนรับผิดชอบ ยิ่งได้มากจำนวนก็ยิ่งได้ผลงานในสายตาผู้บริหาร โดยไม่ได้คำนึงถึงฝ่ายขายที่จะเข้ามารับช่วงต่อจากการทดลองขับ นี่เป็นการปล่อยโอกาสให้หลุดมือไปต่อหน้าต่อตา เพราะพอผมโทรกลับไปหาฝ่ายการตลาด เขาแจ้งว่าผมต้องติดต่อตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้านเอง ผมสะดวกที่ไหน ก็ไปที่นั่น แทนที่จะช่วยแนะนำว่าใกล้บ้าน ผมมีตัวแทนจำหน่ายรายนั้นหรือรายนี้ พร้อมกับชื่อของพนักงานขายและเบอร์ติดต่อ

บนแนวคิดแบบนี้ผมต้องขอชมแม่ค้าขายผลไม้ที่ตลาดสด เวลามีคนเดินผ่านไปผ่านมา เขาจะตะโกนเชื้อเชิญลุกค้าให้เดินเข้ามาชิม ปากตะโกนไปและอีกมือก็ปอกมะม่วงสีเหลืองอร่ามน่ากิน ปาดออกมาเป็นชิ้นเล็กๆพอคำหยิบยื่นให้ลูกค้าที่เดินไปมาใส่เข้าปากชิม แถมยังตบท้ายด้วยว่าถ้าซื้อกลับไปบ้านแล้วเกิดไม่หวานขึ้นมาสามารถนำกลับมาเขวี้ยงใส่หน้าแม่ค้าได้ พร้อมกับเอาเงินคืนไป (จะจริงไม่จริงก็อีกเรื่อง)

แม่ค้าคนดังกล่าวคงไม่ได้เรียนการตลาดหรือเข้าคอร์สศิลปะในการขายอะไรมาก่อน จะมีก็เพียงจิตวิญญาณของแม่ค้า นักขายที่ใช้การโฆษณา (ด้วยการตะโกนเรียกลูกค้า) การท้าทายให้ทดลอง (ชิมมะม่วง) และ Customer Relationship Management (การรับประกันความพึงพอใจของมะม่วง ถ้าเปรี้ยวก็นำกลับมาคืนได้)

ที่น่าประหลาดใจไปกว่าคือ การที่ลูกค้าจะซื้อแค่ 1 กิโล แต่แม่ค้ารายนั้นกลับบอกว่าเอาไป 2 กิโลดีกว่า เพราะมะม่วงพันธุ์นี้เป็นรุ่นสุดท้ายของฤดู ไม่ซื้อไปตุนเดี๋ยวจะต้องเสียใจ กลับมาพรุ่งนี้ไม่มีให้ซื้ออย่างแน่นอน

ผมเคยฟังศิลปินค่ายเพลงระดับต้นๆของประเทศไทย พูดคุยกับผมเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทดลองใช้สินค้าก่อนการซื้อขายในธุรกิจค่ายเพลง

เขาบอกว่าธุรกิจเพลงเป็นธุรกิจที่กินน้ำใต้ศอกกว่าทุกธุรกิจในโลก

เพลงเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคสามารถฟังกี่สิบกี่ร้อยเที่ยวก็ได้ ฟังจนพอใจ ถ้ายังไม่สะใจก็กลับไปฟังกันใหม่จนพอใจ ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องซื้อและถ้าชอบก็ค่อยควักเงินออกมาซื้อในรูปแบบ CD แต่ที่ร้ายไปกว่าคือไม่ซื้อ CD แท้จากค่ายเพลงนั้นๆแต่กลับไปซื้อ CD ผีตามข้างถนนหรือแอบดาวน์โหลดจากเว็บไซด์อย่างผิดกฎหมาย เงินสักบาทก็ไม่ต้องเสียให้กับค่ายเพลง

ฟังดูแล้วถือว่าธุรกิจประเภทอื่นๆ น่าจะโชคดีกว่าธุรกิจเพลง

การตลาดในวันนี้เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม

แชมพูสระผมแบรนด์หนึ่งโฆษณาทางทีวี ตบท้ายด้วยประโยคที่ว่า “นำขวดเปล่าแชมพูยี่ห้ออะไรก็ได้ นำมาแลกเอาแชมพูของเขาไปฟรีๆ 1 ขวด (ที่มีขนาดใหญ่พอสมควร)”

แบบนี้เป็นการฆ่าตัดตอนกันซึ่งๆหน้า

ครีมบำรุงผิวหน้าจากแบรนด์ระดับโลกอีกราย ก็มีการโฆษณาทางทีวีเช่นเดียวกัน ตบท้ายด้วยข้อความที่ว่า “ส่ง SMS เบอร์โทรศัพท์ของคุณเข้ามา เขาจะรีบจัดส่งสินค้าตัวอย่างไปให้ใช้ฟรีกันถึงที่บ้านหรือที่ทำงาน”

กลยุทธ์ในการให้ผู้บริโภค SMS เข้าไปมีประโยชน์อย่างมากต่อผู้ประกอบการ เพราะในเวลาอีกไม่นานผู้ประกอบการเจ้าของสินค้าหรือบริการรายนั้นก็คงใช้กลยุทธ์วิธีการตลาดแบบตัวต่อตัว (One to One) ที่มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างน้อยมากเป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย และแน่นอนที่สุดกระบวนการสร้างการรับรู้และการกระตุ้นให้เกิดการทดลองระหว่างแบรนด์และกลุ่มเป้าหมายก็จะเกิดขึ้นโดยผ่านยุทธวิธีแบบ SMS ในทุกรูปแบบที่ทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายเกิดการมีส่วนร่วม (Engagement) ซึ่งกันและกันแบบที่ผู้บริโภคทุกคนในปัจจุบันจะได้รับ SMS ที่มีข้อความเชื้อเชิญให้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ อาทิเช่น นำข้อความ SMS ที่ได้รับมาเป็นอภิสิทธิ์ในการได้รับส่วนลด เป็นต้น

โดยสรุปการตลาดแบบ Sensory Marketing ที่ประกอบด้วย Sight Sound Taste Touch และ Smell เป็นแนวคิดที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ผู้บริโภคมีความมั่นอกมั่นใจและพึงพอใจต่อสินค้าหรือบริการของแต่ละแบรนด์

ผู้บริโภคในวันนี้มีความซับซ้อนมากกว่าเดิม ความต้องการต่อคุณภาพและประสิทธิภาพของสินค้าหรือบริการก็มีมากขึ้นตามลำดับ การแข่งขันในแต่ละประเภทธุรกิจก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน

บรรดานักการตลาดคงต้องใช้สติปัญญา ความสามารถมากกว่าปกติในการจับผู้บริโภคของตนให้อยู่หมัด

Sensory Marketing น่าจะมีพลังในการดึงดูดความสนใจมากกว่าการโฆษณาและประชาสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว

บ่อยครั้งที่กระบวนการสร้างแบรนด์มักจะจบที่ขั้นตอนของการสร้างการรับรู้ (Awareness Building Campaign) ซึ่งในขั้นตอนนี้มีค่าใช้จ่ายทางด้านการตลาดสูงมากพอสมควร

น่าเสียดายที่กระบวนการปลายน้ำมักจะถูกมองข้าม Sensory Marketing เป็นเพียงแค่หนึ่งในกระบวนการและยังมีกิจกรรมการตลาดอีกมากมายที่มีการใช้จ่ายในด้านงบประมาณที่ถูกและมีประสิทธิภาพd;jk

ไม่ได้หมายความว่าการโฆษณาและประชาสัมพันธ์มีความสำคัญน้อยหรือไร้ประสิทธิภาพ

การผสมผสานทุกเครื่องมือเข้าด้วยกันอย่างที่รู้จักกันในรูปแบบของ Holistic Marketing จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของแบรนด์ให้เกิดผลในเชิงรูปธรรมได้อย่างชัดเจนมากขึ้น

ไม่มีสูตรแห่งความสำเร็จทางการตลาดแบบตายตัวว่าต้องให้ความสำคัญต่อเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งมากกว่ากัน

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้าหรือบริการ ประเภทของกลุ่มเป้าหมาย ประเภทของช่องทางการจัดจำหน่าย ฯลฯ

การโฆษณาเพียงอย่างเดียวในธุรกิจรถยนต์วันนี้ คงไม่มีแรงพอที่จะโน้มน้าวกลุ่มเป้าหมายให้ตัดสินใจได้ถ้าขาดการ Test Drive เพื่อรับรู้ถึงสมรรถนะของเครื่องยนต์ ความเงียบในห้องโดยสารหรืออุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายต่างๆที่ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

ผู้ บริโภคคงลำบากใจที่จะเปลี่ยนจากแบรนด์น้ำยาปรับผ้านุ่มที่เคยชินไปเป็น ยี่ห้ออื่นโดยไม่รู้เลยว่ากลิ่นใหม่นั้นจะเย้ายวนใจเหมือนกลิ่นเก่าหรือ เปล่า ถ้าไม่ดีกว่าก็ต้องดีเท่าเดิม แต่สิ่งที่ยากที่สุดก็คือทำไมผู้บริโภคถึงต้องเปลี่ยนแบรนด์และนี่คือคำตอบ ที่ยากที่สุดของบรรดานักการตลาดที่จะต้องหาคำตอบให้ได้เช่นกัน

จริงไหมที่ว่าคุณจะเลือกหยิบมะม่วงใส่ตราชั่งเอง ขอชิมไอศครีมจากพนักงานขาย 2-3 รสก่อนจะให้น้องพนักงานขายตักใส่โคน หรือแม้กระทั่งเลือกหมูปิ้งจากเตาถ่านด้วยตัวคุณเองที่หน้าปากซอย มากกว่าที่จะให้คุณลุงพ่อค้าหยิบใส่ถุงให้

(โปรดติดตามตอนที่ 5 ในฉบับหน้าครับ)

Categories: Articles Anything | Tags: , | No Comments

เปิดตัวน้องใหม่ “KARISMA” ผ้าเปียกเอนกประสงค์

March 3rd, 2010

ได้เวลาเปิดตัวแล้วสำหรับผ้าเปียกเอนกประสงค์แบรนด์น้องใหม่ KARISMA (แคริสม่า)

ณ ลานหน้าเซนทรัลเวิร์ด เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ผ่านมา ภายในงานมีซุ้มกิจกรรม

มากมายมาให้ผู้มาร่วมงานได้ร่วมสนุก ได้ร่วมทดลองใช้สินค้า ลองไปชมภาพบรรยาการ

โต๊ะลงทะเบียนหน้างานสำหรับแขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชน

ป้ายรถเมล์จำลอง กับโฆษณาน่ารักๆจาก “แคริสม่า”

2 สาวพิธีกร กับตู้คาราโอเกะด้านหลัง กำลังเชื้อเชิญให้ผู้มาร่วมงานมาร่วมสนุกกัน

“แคริสม่า” เช็ดได้ทุกสิ่งแม้แต่ในรถ

รถน้ำหวานที่มาช่วยดับกระหายภายในงาน

มีหมูปิ้งร้อนๆมาคอยบริการ แล้วอย่าลืมเช็ดมือก่อนกินด้วย “แคริสม่า” นะจ๊ะ

มีสปามาช่วยผ่อนคลายด้วยนะ

หน้าตาแพ็คเกจจิ้ง สวยไหม??

เวทีใหญ่โดดเด่นสะดุดตา

บรรยากาศของคนที่มาร่วมงาน

2 สาวนางพยาบาลในชุดคิขุกับผลิตภัณฑ์แคริสม่า

มีพิซซ่าจิ๋วไว้คอยให้บริการด้วย อร่อยดี

ถึงเวลาเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

ภาพหมู่ผู้บริหาร อาจารย์แพทย์ และที่ปรึกษา กับสินค้าน้องใหม่ “แคริสม่า”

ผู้บริหาร และ อาจารย์แพทย์ ร่วมคุยกับพิธีกร คุณกาลาแมร์ และ คุณไก่

คุณไก่ สัมภาษณ์คุณสรณ์ จงศรีจันทร์ ถึงที่มาที่ไปของแบรนด์

คุณสรณ์ เล่าถึงความเป็นมาของแบรนด์ “แคริสม่า”

“แคริสม่า” ผ้าเปียกเอนกประสงค์ หาซื้อได้แล้ววันนี้ที่ร้านค้าชั้นนำทั่วไปจ้า

อย่าลืมรักษาความสะอาด เพื่อป้องกันโรคต่างๆที่จะเกิดขึ้นกับสุขภาพนะคะ

^____^

Categories: Gallery Anything | Tags: , , , | No Comments

DELTA PAINT ACADEMY PART II ณ อุดรธานี

February 1st, 2010

กลับมาอีกครั้งกับโครงการดีๆ จากสีเดลต้าร่วมกับสมาคมหอการค้าจังหวัดอุดรธานี

กับโครงการ DELTA PAINT ACADEMY PART II เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2553

ณ โรงแรมเซนทาร่า แกรนด์ จังหวัดอุดรธานี งานนี้มีตัวแทนผู้จำหน่ายสีเดลต้าและ

ผู้ประกอบการ SMEs ทั้งจังหวัดอุดรธานี และจังหวัดใกล้เคียงมาร่วมงานกว่า 100 คน

ในหัวข้อเรื่อง “กลยุทธ์และแนวทางในการสร้างธุรกิจ SMEs ให้แข็งแกร่งและแตกต่าง”

โดยวิทยากร (เจ้าเก่า) อาจารย์ สรณ์ จงศรีจันทร์ ผู้คว่ำหวอดในวงการโฆษณาและเป็น

ที่ปรึกษาให้กับ SMEs อีกหลายหลายโครงการ ที่นำความรู้มาแบ่งปันกันมากมายเลย

คุณกิตติธารา รวมธรรม (ผู้บริหาร LNS GROUP) คุณรณฤทธิ์ ตั้งคารวคุณ (ผู้บริการสีเดลต้า) และ

คุณธีระ ตั้งหลักมั่นคง (ประธานหอการค้าจังหวัดอุดรธานี)

คุณรณฤทธิ์ ตั้งคารวคุณ และ อาจารย์สรณ์ จงศรีจันทร์ ร่วมถ่ายภาพกับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมอบรม

บรรยากาศในห้องอบรมก่อนสัมมนา

คุณรณฤทธิ์ ตั้งคารวคุณ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานและกล่าวเปิดงาน

ผู้ประกอบการร่วมฟังกันอย่างตั้งใจเลยทีเดียว

วิทยากร อาจารย์ สรณ์ จงศรีจันทร์ กำลังถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้กับผู้ร่วมสัมมนา

ภาพหมู่ กลุ่มที่ 1 และ 2

ภาพหมู่ กลุ่มที่ 3

จบการสัมมนาครั้งนี้ด้วยรอยยิ้มและความสุข หวังว่าพี่ๆทุกๆคนคงได้ความรู้ไม่มากก็น้อยในการนำไปพัฒนา

ให้ธุรกิจของตนแข็งแกร่งและแตกต่างมากขึ้นนะคะ สู้ๆคะ แล้วพบกันงานสัมมนาดีๆได้ใหม่เร็วๆนี้คะ ^____^


Categories: Gallery Anything | Tags: , , , , | No Comments

BRANDGYM ณ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่

February 1st, 2010

BRANDGYM ภาคพิเศษ นำทีมโดย อ.สรณ์ จงศรีจันทร์ และทีมงาน ณ ม.หาดใหญ่

เมื่อวันที่ 13-14 มกราคม 2553 งานนี้ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากอาจารย์และ

นักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ อยากรู้ว่ามันและสนุกกันแค่ไหน

ไปชมภาพบรรยากาศสุดประทับใจกันเลยดีกว่าคะ

อ.สรณ์ จงศรีจันทร์ วิทยากรพิเศษ ที่มาช่วยแบ่งปัญความรู้แก่น้องๆทุกคน

น้องๆนักศึกษามานั่งเรียนกันจนห้องเต็มเลย

คณะบดีของคณะ (อาจารย์โอม) ก็แอบมานั่งสังเกตการด้วยนะ

น้องๆนักศึกษาทุกคนสู้ตาย พร้อมลุยกับกิจกรรมที่ได้รับโจทย์ไว้

น้องๆนักศึกษาทุกคนเตรียมพร้อมที่จะพรีเซนต์งานที่ได้รับมอบหมายกันไว้

น้องๆนักศึกษาพรีเซนต์กันเก่งมาก ไม่มีใครยอมใครกันซักกะทีมเลย

กลุ่มนี้ใช้การแสดงเค้ามาประกอบการนำเสนอด้วย

ส่วนกลุ่มนี้ใช้ความฮาเข้าประกอบ หัวเราะกันท้องแข็งเลยทีเดียว

พวกพี่ๆทีมงานและอาจารย์ปรึกษาหารือกันว่าจะทำอย่างไรกับความสามารถของน้องๆดี

น้องๆนักศีกษาทุกกลุ่มร่วมกันนำเสนอโครงการพิเศษที่จะได้เห็นเร็วๆนี้

อาจารย์แม่กล่าวขอบคุณทีมงานและปิดงานสัมมนาสุดประทับใจ

อาจารย์แม่มอบของที่ละลึกแก่อาจารย์สรณ์ และทีมงาน

….เตรียมพบกันความสนุกๆที่กำลังจะเกิดขึ้นจากกลุ่มน้องๆนักศึกษาเหล่านี้กับหนังสือแนวใหม่

ที่รับรองความฮา ว่าพวกคุณจะหัวเราะก๊าก กับสิ่งที่น้องๆเค้าใช้เรียกเราๆ อดใจรอกันอีกนิดนะ….

Categories: Gallery Anything | Tags: , | No Comments

ศิลปะการบริการ @ ชลบุรี

January 20th, 2010

เปิดปีใหม่กับการอบรมสัมมนาในหัวข้อเรื่อง “ศิลปะในการบริการ”

เมื่อวันเสาร์ที่ 9 มกราคม 2553 ณ มหาวิทยาลัยบูรพา บางแสน

งานนี้มีพี่ๆชาว SMEs มาร่วมงานกันมากหน้าหลายตา ทั้งหน้าเก่า

และหน้าใหม่ ที่พร้อมกันจูงมือมาตักตวงความรู้เพิ่มเติมเพื่อพิชิตใจ

ลูกค้าเอาไว้ให้ได้มากที่สุด ไปดูภาพบรรยากาศกันดีกว่า ^___^

นักเรียนมากหน้าหลายตา ดูกันเอาเองว่าใครเป็นใคร

ร่วมทำกิจกรรมกันอย่างสนุกสนาน

สามัคคีกันมากๆ

Categories: Gallery Anything | Tags: , | No Comments

ผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไป (ตอนที่ 3)

January 12th, 2010

ผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไป (ตอนที่ 3) โดย สรณ์ จงศรีจันทร์ – ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ในกลุ่มบริษัท ยัง แอนด์ รูบิแคม แบรนด์

2. ผู้บริโภคในปัจจุบันดื้อยาและเคยตัวมากขึ้น

ใครเติมน้ำมันในวันนี้มักจะเรียกหาของแจก ของแถมจากเด็กปั้ม ประโยคนี้เป็นประโยคที่ได้ยินบ่อยมาก

“มีน้ำดื่มแถมฟรีหรือเปล่า ?”

และถ้าปั้มน้ำมันไหนไม่รับบัตรเครดิตผู้บริโภคที่ปรารถนาจ่ายด้วยบัตรเครดิตจะต้องไม่พอใจอย่างแน่นอน

ใช้บัตรเครดิตเติมน้ำมันสะดวกสบายกว่า มีเศษสตางค์เกินมานิด เกินมาหน่อยไม่ใช่เรื่องใหญ่

ใช้บัตรเครดิตบางแบรนด์ยังได้ส่วนลดอีก 1% – 3% จากการเติมในแต่ละเดือน

ใช้บัตรเครดิตบางแบรนด์เกิน 800 บาท ยังได้ Pepsi และน้ำผลไม้ฟรี นอกเหนือจากน้ำดื่มที่ให้ฟรีกันเป็นวัฒนธรรมไปแล้ว

ใช้บัตรเครดิตได้แต้มสะสมเพื่อนำไปแลกสิ่งของต่างๆจากแต่ละบริษัทบัตรเครดิตได้อีก

ใช้บัตรเครดิตไม่ต้องจ่ายเงินทันที มีระยะเวลาปลอดหนี้เป็นเดือน  และสามารถแบ่งจ่าย (Revolving) เป็นงวดๆได้

ลองพิจารณาดูว่าผู้บริโภคมีแต่ได้กับได้จริงไหม?

สิ่งที่ได้กล่าวมาได้กลายเป็นความคาดหวังขั้นพื้นฐานของผู้บริโภคไปแล้ว  หากขาดกระบวนการใดกระบวนการหนึ่งจะทำให้ความรู้สึกของผู้บริโภคสะดุดได้ทันที และมีสิทธิ์ที่พวกเขาจะเดินไปซบอกธุรกิจของคู่แข่ง

ย้อนกลับมาดูในฝั่งของผู้ประกอบการเจ้าของธุรกิจ จากที่เคยมีความมั่งคั่งเฟื่องฟูจากผลประกอบการที่เกิดขึ้นในอดีต Business Model ใหม่ของผู้ประกอบการ (ที่ไม่มีใครอยากจะเป็น) ได้สร้างแรงกดดันให้ทุกภาคธุรกิจต้องคิดใหม่ ทำใหม่

ผลกำไรน้อยลงจากการแข่งขันที่ดุเดือดเข้มข้นขึ้นจากต้นทุนการทำธุรกิจที่เพิ่มมากขึ้น จากความต้องการที่มากขึ้นของผู้บริโภคและอีกหลากหลายสาเหตุของกลไกการตลาด จึงทำให้ผู้ประกอบการต้องมีความแตกต่าง แข็งแกร่ง และอดทนมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

เหมือนกับธุรกิจของบริษัทผมที่เคยมีผลกำไรงามพอสมควรในอดีต กลับต้องมาจบด้วยผลกำไรที่บางลงอย่างเห็นได้ชัดในปัจจุบัน

ผมว่าสิ่งที่เกิดขึ้นได้ให้บทเรียนกับผู้ประกอบการในแง่มุมที่ดี

ในทุกภาคธุรกิจเราจะไม่ค่อยเห็นความสุรุ่ยสุหร่าย หรือไขมันส่วนเกินอีกต่อไป

องค์กรที่เคยมียอดขายพันล้านบาท ด้วยพนักงาน 200 คน ก็สามารถสร้างผลประกอบการบนรายได้เดิมได้ด้วยคนน้อยลง หรือผลประกอบการที่มากขึ้นด้วยจำนวนคนที่อาจจะเท่าเดิม

ต้องขอบคุณผู้บริโภคที่เป็นปัจจัยแห่งการเกิดความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้กับเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม

3. ผู้บริโภคเห่อกระแสและชอบเกาะกระแส

คุณยังจำวันที่หลินปิงลืมตาดูโลกเมื่อกลางปี 2552ได้ไหม?

สวนสัตว์เชียงใหม่แทบแตก!!!!

กองทัพประชาชนจากทั่วทุกสารทิศต่างมุ่งหน้าสู่สวนสัตว์เชียงใหม่ เพียงเพื่อได้ดูแพนด้าน้อยที่แสนจะน่ารัก

ทุกสื่อในประเทศต่างประโคมข่าวกันแบบนาทีต่อนาที  บางสื่อถึงขนาดรายงานการเจริญเติบโตของแพนด้าน้อยหลินปิงกันแบบวันต่อวัน นาทีต่อนาที อย่างในช่องรายการหนึ่งของ ทรูวิชั่นส์

ผมเองยังจำได้เลยว่าจากวันแรกที่แพนด้าน้อยตัวนี้ดูน่าเกลียดน่าชัง จนกลายเป็นแพนด้าน้อยที่แสนจะน่ารัก เป็นขวัญใจของคนไทยทั่วประเทศ

ต้องขอบคุณกระแสของหลินปิงน้อยที่ช่วยกลบข่าวการเมืองที่แสนจะน่าน้ำเน่า หรือแม้กระทั่งข่าวอาชญากรรมที่ชอบปรากฏอยู่ในหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์หัวสีต่างๆ

กระแสการเมืองที่ดูร้อนแรงกลับโดนกระแสของหลินปิงฟีเวอร์กลบได้อย่างมิดชิด

ผมคงไม่ต้องกล่าวถึงกระแสของ iPhone ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมาว่าแรงแค่ไหน ลูกเด็กเล็กแดง วัยรุ่นหรือแม้กระทั่งผู้หลักผู้ใหญ่หลายๆคนต่างพากันไปกระหน่ำซื้อมาครอบครองด้วยราคาที่ไม่ถูกเลย

แล้ววันนี้เกิดอะไรขึ้นกับกระแสของธุรกิจการสื่อสาร

BB…Blackberry มาแรงแซงโค้งทุกอย่างไปแล้ว

ผมมี  BB เพื่อใช้พกพาไปนอกสถานที่แทนระบบ E-mail ในออฟฟิศมาเมื่อ 4 ปีที่แล้ว

คนข้างตัวผมต่างประนาฌผมว่าไม่รู้จักปล่อยวาง บ้างานหรือทำตัวให้ดูเป็นนักธุรกิจ

แต่ในวันนี้ BB กลับกลายเป็นกระแสแฟชั่นที่ทุกคน (ที่สามารถซื้อเป็นเจ้าของได้) จะต้องมี

BB ถูกใช้ให้เป็นของกำนัลเพื่อดึงดูดใจผู้บริโภค

อย่างโครงการคอนโดมิเนียมแถวย่านทองหล่อเสนอ BB เป็นของขวัญให้กับผู้ซื้อและอีกหลากหลายธุรกิจในปัจจุบันที่เสนอ BB ให้เป็นของกำนัล

ต้องยอมรับว่าสินค้าตัวนี้ที่ชื่อว่า BB ไม่มีโทษอะไรต่อผู้บริโภค (ยกเว้นเสียแต่ chat กันแบบลืมหูลืมตาไม่ขึ้น) ประโยชน์มีมากมายมหาศาลซึ่งผู้บริโภคไม่สามารถปฏิเสธได้

เป็นเพราะ BB ได้รับความนิยมด้วย Functionality ของตัว BB เองรึเปล่า?

สามารถรับส่ง  E-mail ได้ BB Messenger (BBM) ได้ ถ่ายรูป ฟังเพลงได้ Navigator ได้ Facebook ได้ Twitter ได้ และอื่นๆอีก

ถ้าผู้บริโภคซื้อ BB ด้วยเหตุผลข้างต้นที่กล่าวมา แล้วทำไมผู้บริโภคถึงไม่ไปซื้อ Hardware ของแบรนด์ดังอื่นๆ จากค่ายญี่ปุ่น เกาหลี หรือยุโรป ที่มีประสิทธิภาพเท่าเทียมกันหรือสูงกว่า ในราคาที่ถูกกว่า

เป็นไปได้ไหมที่ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อ  Functionality เพราะความรู้สึกของผู้บริโภคย่อมอยู่เหนือเหตุผล ถ้าใช่ ถ้าชอบก็ซื้อ

เรามักจะเห็นความสำเร็จของแบรนด์ใหญ่ๆในโลกที่ถูกสร้างขึ้นโดยมิติของความรู้สึก อย่างเช่น Apple ที่ได้รังสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆออกสู่ตลาดโลก เช่น iPod หรือ iPhone

นวัตกรรมของ Apple ได้นำพาให้แบรนด์แบรนด์นี้เดินไปข้างหน้าได้ไกลกว่าคู่แข่ง แต่ถ้าสังเกตให้ดี นวัตกรรมของ Apple ไม่ได้ถูกชูขึ้นมาเป็นจุดขายสักเท่าไหร่นักเมื่อเทียบกับกระแสที่ผู้บริโภคคลั่งไคล้ในตัวสินค้าอย่าง iPod หรือ iPhone

ผมเคยถามสาวกของ Apple หลายคนว่าทำไมถึงซื้อสินค้าดังกล่าว พวกเขาตอบว่า “มันเจ๋งนะ” ไม่มีไม่ได้เดี๋ยวจะตามเพื่อนไม่ทัน บางคนถึงขนาดต้องสั่งจากอเมริกาโดยตรงเข้ามาก่อนที่ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Apple จะนำเข้ามาทำตลาดในบ้านเรา

ในวันที่  iPod ได้ระบาดเป็นอย่างหนักเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว กระแสของ iPod ได้ทำให้ยอดขายของแบรนด์ที่เคยเป็นผู้นำตลาดจากค่ายญี่ปุ่นต้องสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดอย่างมหาศาล

ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเราถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนอง iPod Fever และ iPhone Fever กันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุปกรณ์ต่อเชื่อมที่ต้องใช้ควบคู่กันไปกับสินค้า 2 ตัวนี้ โดยผู้ประกอบการเหล่านั้นได้อานิสงส์จากความคลั่งไคล้ของ iPod และ iPhone ในช่วงที่กระแสกำลังระบาดอย่างหนัก

กระแสไม่เคยปราณีใครในรูปแบบของราคา

ตอนที่  AF 1 ในช่วงวันตัดสินรอบสุดท้าย มีคนหลายหมื่นคนยอมทำทุกสิ่ง ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้บัตรเข้าชม ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม ผมได้ยินมาว่าเจ้าของงาน ผู้เกี่ยวข้องและผู้บริหารในทรูวิชั่นส์ จำเป็นจะต้องปิดโทรศัพท์มือถือเพื่อหลีกเลี่ยงกับคำขอร้องจากเหล่าบรรดาญาติมิตรหรือสาวกของ AF ในการขอบัตรฟรีเข้าชมคอนเสิร์ตในวันตัดสินรอบสุดท้าย

ผู้บริโภคยอมเข้าแถวเพื่อเข้าชมหลินปิง ไม่ว่าจะใช้เวลายืนรอเพื่อซื้อตั๋วเป็นเวลากี่ชั่วโมงก็ตาม

กระแสทำให้ผู้บริโภคยอมจ่ายเงินที่แพงกว่าบนสินค้าประเภทเดียวกันในช่วงที่กำลังเป็นที่นิยม

กระแสทำให้ผู้บริโภคมีความอดทนและอดกลั้นกับการรอคอย

ไม่มีกระแสใดที่ได้มาแบบสบายๆ มันจะต้องแลกกับคำว่า “รอและรอ”

ผมเชื่อว่าหลายๆคนมีประสบการณ์แบบนี้ดีเท่าๆกับผมในยามที่ต้องรออะไรสักอย่างในช่วงที่อะไรกำลังติดเป็นกระแส

วันที่  อ. ปาย จ. แม่ฮ่องสอน เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุด (นับได้จากการคลิกเข้าไปชมเว็บไซด์ที่เกี่ยวข้องกับ อ.ปาย) หรือจากกระแสที่ได้ยิน  ได้เห็นจากสังคม ธุรกิจการค้าในอำเภอนี้ต่างพากันรวย และรวย

ก่อนหน้ากระแสการท่องเที่ยวระบาดที่แหล่งท่องเที่ยวนี้ อ. ปาย มีร้านสะดวกซื้อ 7-11 อยู่เพียง 1 ร้านเล็กๆ แต่ปัจจุบันนับไม่ถ้วน ร้านอาหาร ร้านกาแฟ โรงแรม รีสอร์ทเกิดขึ้นมาเร็วแบบดอกเห็ด มีธุรกิจท่องเที่ยวเต็มไปทั่วเมือง ราคาของกินของใช้แพงกว่าปกติ

ทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของการรอคิว

รอกิน รอเข้าพัก รอรถ รอเที่ยวบิน

กระแสมีพลังเงียบที่สามารถทำลายความฝันของหลายๆผู้ประกอบการได้เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะดูดีมีโอกาสไปหมด

คนที่เข้ามาจับกระแสตอนช่วงที่กระแสกำลังจะตก รับรองได้เลยว่าต้องเจ็บลูกเดียว ต้องแบกภาระต้นทุนในหลายๆรูปแบบ

ผมเห็นร้านขายมือถือที่นำเข้า  iPhone จากเมืองนอกเข้ามาแบบไม่ถูกกฎหมาย ก็กำลังดิ้นหนีตายจากการที่มี Stock มากจนเกินไป เฉกเช่นเดียวกับบางธุรกิจที่ต้องเจ็บไปกับการผลิตตุ๊กตาหมีแพนด้าหลินปิงออกมาในช่วง 4 -5 เดือนหลังจากที่หลินปิงแพนด้าน้อยคลอดออกมาลืมตาดูโลก

กระแสมีไว้ให้รีบขี่ไม่ใช่มีไว้ให้ดู

ภายใน 15 วันคุณต้องรีบตัดสินใจว่าจะเกาะกระแสของสิ่งเหล่านั้นหรือเปล่า?

ไม่ต้องทำแต่แค่ต้องคิดว่าจะลุยเพื่อขี่กระแสหรือเปล่า?

และหลังจากตกลงปลงใจว่าจะขี่กระแสของสิ่งเหล่านั้นคุณคงต้องรีบทำให้มันเกิดขึ้นภายใน 30 วัน

ทันในที่นี่หมายถึงผลิตมันออกมาเพื่อขายให้แก่ผู้บริโภค อย่ามัวแต่เพ้อฝันหรือภาษาอังกฤษที่ฮิตติดปากกัน NATO (No Action, Talk Only)

ผมยังไม่เคยลืมวันที่ Wristband บูมสุดๆ ราคาเส้นละเป็นพันหลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือนตามข้างถนน พ่อค้า แม่ค้าขายกัน 3 เส้น 100 บาท

Model ธุรกิจขายของจำนวนมากชิ้นและกำไรต่อชิ้นน้อย มันเหนื่อยกว่าขายจำนวนน้อยชิ้นและมีกำไรต่อชิ้นมาก

แบบนี้ถึงจะร่ำถึงจะรวยกันแบบสุดๆ

หลายคนเคยถามว่าขายของแพงในช่วงกระแสเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภครึเปล่า?

ผมโดยส่วนตัวไม่ได้มองว่าผู้ประกอบการนั้นๆเอาเปรียบผู้บริโภค แต่ที่เขาต้องขายแพงเพราะเขาเป็นผู้มีปัญญาที่กล้าคิด  กล้าทำ

คนทำอะไรก่อนก็ย่อมมีต้นทุนในความคิดที่แพงกว่าคนอื่นไม่ใช่หรือ?

เขาอาจต้องเสี่ยงกับความไม่แน่นอน  อย่างที่ฝรั่งเขาบอกว่า High Risk, High Return

ส่วนพวกที่เดินตามชาวบ้าน คือพวกที่มีความลังเลใจในการตัดสินใจ คอยดูชาวบ้านว่าจะเดินไปเจอตอหรือเปล่า? ถ้าไม่ตัวเองค่อยเดินตาม แบบนี้เข้าข่าย No Risk, No Return ฉันใดก็ฉันนั้น

ผู้ประกอบการทุกคนต้องเข้าใจว่า กระแสจะไม่มีวันดับสูญสิ้นจากโลกนี้ไปอย่างเด็ดขาด ตราบใดที่มนุษย์ยังอาศัยอยู่บนโลกที่สวยงามใบนี้

กระแสไปได้ทุกซอกทุกซอย  ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม และผมส่วนตัวก็เชื่อว่ากระแสก็คือโอกาสที่ดีอันหนึ่งในการสร้างธุรกิจที่ดีอยู่แล้วให้ดีมากขึ้นไปอีก

(โปรดติดตามตอนที่ 4 เร็วๆนี้)

Categories: Articles Anything | Tags: , | No Comments

ผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไป (ตอนที่ 2)

January 12th, 2010

ผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไป (ตอนที่ 2) โดย สรณ์ จงศรีจันทร์ – ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ในกลุ่มบริษัท ยัง แอนด์ รูบิแคม แบรนด์

1. ผู้บริโภคมีความหลากหลายในความคิด  ความชอบ และรสนิยม

(ต่อ)

ผมมีโอกาสได้เดินทางไปต่างจังหวัดทั่วประเทศค่อนข้างบ่อย  และมีโอกาสได้เข้าพักในโรงแรมระดับปานกลางในแต่ละจังหวัด

ตกค่ำมีโอกาสอยู่ในห้องพัก เปิดดูโทรทัศน์ที่สามารถรับช่องสัญญาณ 3, 5, 7, 9, NBT และ ไทยทีวี ผมยังต้องตะลึงกับช่องสัญญาณโทรทัศน์ท้องถิ่นที่มีช่องให้เลือกอย่างมากมาย

ถ้าคุณเป็นคนชอบดูหนังใหญ่ในโรงภาพยนตร์  คุณจะได้ดูหนังฝรั่งพากย์ไทย  แบบยุคสมัย 70 หรือ 80 แบบในโรงภาพยนตร์ประเภทพระโขนงรามา  หรือ บางแครามา ยังไงยังงั้น ได้อรรถรสแบบในอดีตดีจัง ทำให้ตัวเองนึกถึงอดีตย้อนยุคกลับไปเมื่อยังหนุ่มๆ ตอนได้ยินเสียงเหล่านักพากย์ที่มีน้ำเสียง จังหวะ และลีลาแบบหนังฝรั่งพากย์ไทยในอดีต

ถ้าคุณเป็นคนธรรมะ ธัมโม คุณก็สามารถที่จะได้สัมผัสกับกลิ่นไอของบรรยากาศแบบอยู่ในวัดที่มีหลวงตา หลวงพ่อ แม่ชี มาเทศนา มาสอนให้เหล่าญาติโยมได้อิ่มบุญไปตามๆกัน

ผมชอบช่องนี้มากเป็นพิเศษ  เพราะชีวิตคนกรุงอย่างผมไม่ค่อยจะมีโอกาสได้เข้าวัด เข้าวา ทำบุญ ทำทานกันมากเหมือนกับคนในต่างจังหวัดที่โชคดีมีสุข มีโอกาสได้สัมผัสสิ่งดีๆเหล่านี้

และผมคงไม่ต้องอธิบายถึงช่องที่มีรายการเกี่ยวกับข่าวท้องถิ่น ช่องรายการท่องเที่ยวท้องถิ่น ช่องรายการแม่บ้านท้องถิ่น ช่องรายการบันเทิงที่มันส์สะใจกว่าที่ผมได้เคยดู ช่องรายการดูแลสุขภาพท้องถิ่น และอีกหลากหลายรูปแบบของรายการที่คุณจะประทับใจอย่างสุดๆ

ที่ผมได้กล่าวมาข้างต้นคงมีรูปแบบที่อาจจะไม่ต่างจาก True Visions ที่เป็น Cable TV ในระดับประเทศจากส่วนกลางที่กรุงเทพฯ แต่ผมก็ได้เห็นจุดยืนที่ชัดเจนอีกรูปแบบในรายการท้องถิ่นที่เจาะลงไปลึกกว่าที่ True Visions ได้รังสรรค์ให้กับผู้บริโภคในระดับประเทศ

ผมได้กล่าวในฉบับที่แล้วว่า  จาก Segmentation ไปสู่ Fragmentation และจาก Fragmentation ไปสู่ Micronmentation

จังหวัดก็คือ  Micronmentation ที่ผู้บริโภคมีความต้องการที่ต่างจากคนในจังหวัดอื่นๆ หรือภาคอื่นๆ

ความแตกต่างในทัศนคติ  ความชอบ ความสนใจ รสนิยม ไปจนถึงการใช้ชีวิตของตนเองในถิ่นฐานนั้นๆ

แม้แต่สื่อสิ่งพิมพ์ที่วางขายบนแผงหนังสือในจังหวัดต่างๆ  ก็มีหลายฉบับที่คุณไม่สามารถหาซื้อมาอ่านได้ในกรุงเทพฯ เพราะเนื้อหาและเรื่องราวเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่  “เหมาะสม” (Relevance) ต่อผู้บริโภคในจังหวัดนั้นๆ ที่ก่อให้เกิดความน่าสนใจและมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้บริโภคในแต่ละจังหวัดนั้นๆเช่นกัน

2. ผู้บริโภคในปัจจุบันดื้อยาและเคยตัวมากขึ้น

แชมพู 2 in 1 ที่มาพร้อมกับครีมนวดผม เมื่อ 20 ปีที่แล้วจากค่าย

Unilever ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้บริโภคอย่างเห็นได้ชัด

ทำไมต้องมีแชมพูสระผม 1 ขวด และครีมนวดผมอีก  1 ขวดใน

ห้องน้ำ ไม่เห็นจะสะดวกสบายเลย

ที่สำคัญถ้าราคาขายขวดละ 10 บาท 2 ขวดก็น่าจะ 20 บาท (ราคา

สมมุติ)

แต่แชมพู + ครีมนวดผม 2 in 1 ไม่ได้ขายที่ 20 บาท จากสมการ

1+1 = 2 ในความเป็นจริงราคาแชมพู + ครีมนวดผม ขายอยู่ที่ 15 บาท (ราคาสมมุติ)

แปลว่าผู้บริโภคไม่เพียงจะได้ความสะดวกสบายจากสินค้า 2 in 1 ไม่

ต้องเทขวดนึงแล้ววางขวดนึง แล้วก็หยิบขวดใหม่มาเทแล้ววางอีกขวด

ผู้บริโภคยังได้ความคุ้มค่าไปอีกด้วยจากราคาที่ถูกลง

ทั้งสะดวก ทั้งคุ้มค่า และที่สำคัญจากมุมมองของเจ้าของสินค้า

คือ ผู้บริโภคได้สินค้าที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

คงไม่มีใครออกสินค้าใหม่ แล้วมีคุณสมบัติของสินค้าคงเดิมหรือแย่

ลงกว่าเดิมเด็ดขาด!

ปัจจุบันคุณจะเห็นสินค้าจากแบรนด์ดังๆ  ที่ออกมากระหน่ำตลาดด้วย

นวัตกรรมใหม่ๆ ไม่เป็นแค่เพียง 2 in 1 อีกต่อไป

เพราะคำว่า 2 in 1 ดูเหมือนจะไม่มีความศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป

ผมเชื่อว่าคุณเคยเห็นและได้ยินสีทาอาคารแบรนด์หนึ่งที่วางจุดขาย

ไปถึง 7 in 1 แล้ว มีคุณสมบัติปกป้องได้ถึง 7 ประการด้วยกัน สามารถทำให้บ้านหรืออาคารดูสวยและใหม่ได้ตลอดกาล

สินค้าบำรุงผิวหน้าชายแบรนด์หนึ่ง  ที่วางจุดขายของสินค้าไปถึง 10

in 1 ทิ้งห่างคู่แข่งที่เคยวางตัวเองเป็นเพียงแค่ 7 in 1 สามารถทำให้ผิวหน้าชายชาตรีดูเนียนสวย ใส อ่อนเยาว์ได้ตลอดกาลเช่นกัน

การตลาดบนตัวเลขมีทั้งข้อดีและมีทั้งข้อเสีย

วันนี้มี 10 in 1 พรุ่งนี้คงต้องมี 12 in 1 หรือ 20 in 1 อย่างแน่นอน

ผมรับประกันได้

เพราะผู้บริโภคมีความคาดหวังและความต้องการมากขึ้น อีกนัยหนึ่ง

ผู้บริโภคได้  “ดื้อยา” ไปแล้ว ที่มีอยู่มันไม่พอที่จะตอบสนองความต้องการของเขาได้

ในมุมของนักการตลาด  การเพิ่มคุณสมบัติให้มากขึ้นไปเรื่อยๆ

เปรียบเสมือนการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อความแข็งแกร่งและอยู่รอดของธุรกิจ

วันที่ Sony เปิดตัวกล้อง Digital แบบมือสมัครเล่นในวันแรกเมื่อ

ประมาณ 10 ปีที่แล้ว  ความละเอียดของรูปที่ถูกบันทึกด้วยกล้อง Digital มีความละเอียดสูงเพียงแค่ประมาณ 1 ล้าน pixel

บนความละเอียดประมาณ 1 ล้าน pixel คุณสามารถอัดขยายภาพบน

กระดาษขนาด Postcard ได้อย่างสวยงาม คมชัด

แต่ถ้าอัดขยายมากกว่าขนาด Postcard คุณภาพของภาพก็จะแตก

มัวทันที

แล้วเกิดอะไรขึ้นกับคุณภาพของกล้อง Digital แบบมือสมัครเล่นใน

วันนี้?

14 ล้าน pixel (หรือมากกว่าเข้าไปแล้ว!)

คุณภาพของรูปที่สามารถอัดขยายได้บนกระดาษสูงถึงขนาดเท่าตัว

คนจริงๆเลยทีเดียว

คนส่วนใหญ่ใช้โหมดถ่ายภาพสูงถึงขนาดความละเอียด 14

ล้าน pixel หรือเปล่า?

คำตอบคือ คนส่วนน้อยมากๆ ที่จะใช้ความละเอียดสูงถึงขนาดนั้น

เพราะมันไม่จำเป็น (Irrelevance) ที่จะต้องอัดขยายรูปให้ใหญ่ถึง

ขนาดเท่าตัวคน ปกติดูจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็เพียงพอ ชอบรูปไหนก็อัดขยายออกมาประมาณขนาด Postcard หรือ Jumbo ที่สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้ก็เพียงพอแล้ว

แล้วทำไมถึงต้องมีความละเอียดของรูปสูงมากขึ้นทุกปีๆ?

ผู้บริโภคคงไม่แค่ต้องการ  Functionality เพียงอย่างเดียว พวกเขา

คงอยากได้หน้า อยากได้ตาว่าได้ครอบครองสินค้าที่มีคุณสมบัติและประสิทธิภาพสูง

ลึกๆแล้วคงภูมิใจว่ากล้อง 10 กว่าล้าน Pixel ของตนคงเก๋ เท่ห์กว่า

เพื่อนที่มีเพียงแค่ 2 ล้าน Pixel

อีกมุมหนึ่งของฝ่ายผู้ผลิต เทคโนโลยีได้ถูกพัฒนาให้ล้ำหน้ากว่าที่

เคยเป็น ต้นทุนในการผลิตจึงถูกลง  เป็นเหตุผลให้ผู้บริโภคสามารถซื้อของได้ในราคาเดิม แต่ได้คุณสมบัติและประสิทธิภาพมากกว่าที่เคยเป็น

เช่นเดียวกันผมเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้  ผู้บริโภคจะมีโอกาส

ครอบครองกล้องถ่ายภาพ Digital แบบมือสมัครเล่นในราคาประมาณหมื่นบาท ที่มีความละเอียดสูงถึง 50 ล้าน Pixel ก็เป็นได้

จะกล่าวโทษว่าผู้บริโภคเป็นฝ่ายดื้อยาหรือเรียกร้องความต้องการ

เพียงฝ่ายเดียวก็คงจะไม่ถูก

เจ้าของสินค้าก็มีส่วนที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับผู้บริโภคด้วยการ

ป้อนสิ่งแปลกๆ สิ่งใหม่ๆออกสู่ตลาด

การแข่งขันอย่างเสรีในธุรกิจ ไม่มีคำว่าประนีประนอมหรือเกรงใจ

ถ้าผู้ประกอบการรายหนึ่งไม่ทำ ก็จะมีอีกรายที่จะทำ แล้วถ้าอีกราย

ไม่ทำ ก็จะมีอีกหลายๆรายที่จะทำ

ผู้ประกอบการเองคงต้องหากลยุทธ์ในทุกรูปแบบที่จะยึดสมรภูมิของ

ตนให้ได้ เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับผู้บริโภค

(โปรดติดตามตอนที่ 3 คะ)

Categories: Articles Anything | Tags: , | No Comments

ผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไป (ตอนที่ 1)

December 21st, 2009

ผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไป (ตอนที่ 1) โดย สรณ์ จงศรีจันทร์ – ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ในกลุ่มบริษัท ยัง แอนด์ รูบิแคม แบรนด์

ในครั้งก่อนได้ทิ้งท้ายไว้ว่า  ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกกำลังเปลี่ยนไปโดยเฉพาะเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม รวมถึงผู้บริโภคที่เป็นบันไดขั้นสุดท้าย ซึ่งจะได้รับผลกระทบกระเทือนมากที่สุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะผู้บริโภคมีชีวิตจิตใจ ซึ่งต่างจากเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีชีวิตจิตใจ

ความจริงแล้วผู้บริโภคคือมนุษย์ที่เป็นผู้กำหนดโชคชะตาและชะตากรรมของความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ และในขณะเดียวกันก็เป็นผู้กำหนดความตกต่ำทางเศรษฐกิจอย่างที่พวกเรากำลังเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่ในปัจจุบัน

ความโลภของมนุษย์ก่อให้เกิดความไม่ซื่อสัตย์ ขาดจริยธรรมและคุณธรรมในการทำธุรกิจ ซึ่งเป็นห่วงโซ่ของวัฏจักรที่ส่งผลจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง

เมื่อกลับมาทบทวนสัจจะธรรมในการดำเนินธุรกิจ เป็นการยากที่จะปฏิเสธได้ว่าผู้บริโภคคือตัวแปรที่สำคัญที่สุด เนื่องจากผู้บริโภคเป็นผู้นำความเจริญเติบโตมาให้กับธุรกิจของคุณ ด้วยการซื้อสินค้าหรือบริการอย่างที่ใครๆได้เรียกพวกเขาว่า “ผู้บริโภคคือพระเจ้า”

ผู้ประกอบการเจ้าของธุรกิจทุกรายต่างตระหนักถึงความจริงที่ว่า เงินเดือนของพนักงานทุกๆคนได้มาจากลูกค้าที่เข้ามาอุดหนุนซื้อสินค้าหรือบริการนั้นๆ ผู้ประกอบการเจ้าของธุรกิจมีบทบาทเป็นเพียงแค่ผู้อำนวยความสะดวกในการนำเงินของลูกค้าผ่านไปยังพนักงานของตน หรือที่ผมจะขอเรียกว่า “Cash Facilitator”

ดังนั้นเงินเดือนที่พนักงานได้รับในตอนสิ้นเดือนของทุกๆเดือนก็มาจากลูกค้าฉันใดก็ฉันนั้น

ถ้าจะพูดกันแบบกำปั้นทุบดินก็คือ จงลุ่มหลงและหลงใหลในการดูแลเอาใจใส่ต่อลูกค้าคนที่นำเงินมาให้คุณดีกว่าที่จะมัวเอาใจเจ้านายหรือเจ้าของธุรกิจที่ชอบทำตัวเก็กไปวันๆ เอาแต่ใจของตัวเองเป็นที่ตั้ง บางคนก็ชอบวางมาดเป็นเจ้าคนนายคนแบบว่าหลงลืมบทบาทหน้าที่ของตนเอง

ผมพยายามรวบรวมสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันและก็น่าจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตเป็นประเด็นหลักๆ เพื่อความเข้าใจง่ายว่าผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดบ้าง

1. ผู้บริโภคมีความหลากหลายในความคิด  ความชอบ และรสนิยม

พวกเราเคยคุ้นชินกับคำว่า Segmentation

ในตำรา  Marketing Management จากหลายสำนักก็พยายามย้ำเตือนเกี่ยวกับความสำคัญของ Segmentation, Targeting และ Positioning (STP) ในการทำการตลาดเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

หากเราขายสินค้าหรือบริการโดยไม่รู้จะขายให้ใคร หรือการวางตำแหน่งของสินค้าหรือบริการควรจะแตกต่างและโดดเด่นกว่าคู่แข่งอย่างไร สินค้าหรือบริการนั้นๆก็คงจะไม่สามารถวิ่งเข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภคได้

ผมเรียกสถานการณ์แบบนี้ว่า

สินค้าหรือบริการขาดตัวตนและจิตวิญญาณ

เปรียบเสมือนสินค้ามันล่องหนโดยที่ผู้บริโภคไม่สามารถเห็นและจับต้องได้อย่างชัดเจน เป็นแกะขาวอีก 1 ตัวในฝูงแกะขาว 1,000 ตัวเป็นต้น

จากวันนั้นในอดีตที่เกิด Segmentation การตลาดก็ได้เกิดแนวคิดของการเปลี่ยนสินค้าจาก “One size fits all” มาเป็น S, M, L ที่สร้างความประทับใจให้กับผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

เวลาได้ผ่านไป Segmentation ก็ได้กลายมาเป็น Fragmentation ที่นักการตลาดพยายามบีบความต้องการของผู้บริโภคโดยรวมให้เล็กลงไปอีก เพื่อเป็นโอกาสในการป้อนนวัตกรรมสินค้าแปลกๆ ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดให้ได้มากยิ่งขึ้น

จากแนวคิด S, M, L คุณก็จะเห็นแนวคิด XXS, XS, S, M, L, XL, XXL

มีตัวอย่างธุรกิจเสื้อผ้าในห้างมาบุญครองที่ขายเสื้อผ้าสำหรับ Extra Size เท่านั้น ถ้าคุณมีรูปร่างเล็กก็อย่าเสียเวลาไปหาซื้อของในร้านนี้ เสื้อผ้าทุกตัวมีขนาดใหญ่ยักษ์แบบคนไทย 2 คนมัดตัวติดกันถึงจะสวมใส่ได้

ในวันนี้ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปอีกแล้ว

ที่ว่าดี  ที่ว่าพอใจ ได้กลายเป็นอดีตในชั่วพริบตา

เห็นด้วยกับผมไหมว่า ตอนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่าได้เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อ 38 ปีที่แล้ว มาม่ามีสินค้ากี่รสชาติ

ใน  Hypermart ใหญ่ๆ คุณจะเห็นความหลากหลายของประเภทบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของค่ายมาม่าตั้งเรียงรายกันบนชั้น ที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกจนตาลาย

จากเส้นหมี่ไข่  เส้นหมี่ขาว เส้นเล็ก ไปจนถึงเส้นโฮลวีตเพื่อสุขภาพ

จากรสดั้งเดิม หมูสับ ต้มยำกุ้ง เย็นตาโฟ ไปจนถึงต้มโคล้ง รสหมูพริกไทยดำ ต้มแซ่บในปัจจุบัน เป็นต้น

Henry Ford ผู้ซึ่งประดิษฐ์รถยนต์นั่งเป็นรายแรกของโลกเมื่อ 100 กว่าปีที่แล้ว คงนึกเสียใจว่าแนวคิดของ Ford T Model รุ่นแรกของโลกที่ถูกผลิตขึ้นด้วย “One size fits all” เป็นแนวคิดที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงในโลกปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง

ใครอยากซื้อก็ซื้อ

ใครไม่อยากซื้อก็ไม่เป็นไร

Henry Ford ไม่ผิด อดีตการแข่งขันไม่เข้มข้นและรุนแรงเท่าในปัจจุบัน

กลยุทธ์การทำการตลาดอยู่บนพื้นฐานของ Demographic มากกว่า Psychographic ที่มีเรื่องของ Attitude, Drives, Motivation และ Value เข้ามาเกี่ยวข้อง

บทบาทของ  Activity, Interest และ Opinion ของผู้บริโภคเริ่มแตกออก กระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

ไม่มีผู้บริโภคคนใดเหมือนกันอีกต่อไป

การกลายพันธุ์ของสินค้าก็มีให้เห็นกันอยู่มากมายในโลกของการแข่งขัน

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า ก็ได้พัฒนาตัวเองจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั่วไปราคา 6-7 บาทขึ้นไปสู่ Oriental Kitchen ราคา 12 บาท ที่มีคุณค่าทางอาหารและรสชาติที่ดีมากขึ้นกว่าเดิม เป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคในความต้องการที่ซับซ้อนขึ้น

ผมเชื่อว่าสินค้าประเภทนี้คงมีนวัตกรรมแปลกๆ  ใหม่ๆ ที่ถูกคิดค้น พัฒนาให้ผู้บริโภคได้ลิ้มลองอีกในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอน

ถ้าผมจะลองตั้งศัพท์ใหม่ เพื่อใช้แทนตลาดที่ถูกแบ่งให้เล็กลงมากกว่า  Segmentation หรือ Fragmentation ผมขออนุญาตเรียกการตลาดแบบนี้ว่า Micronmentation

ผมเห็นใจผู้ประกอบการเจ้าของธุรกิจที่ต้องเจอกับโจทย์การตลาดที่ท้าทายมากขึ้นทุกวันด้วยโครงสร้างของตลาดที่ถูกแบ่งซอยออกเป็นชิ้นเล็กลงและเล็กลง

ผมเห็นใจที่ค่าการตลาดของผู้ประกอบการเจ้าของธุรกิจมีอัตราสูงขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะการทำ SKU ของสินค้าที่มีจำนวนมากกว่าในอดีต

ลองคิดดูว่า ยิ่งมาก SKU เท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายทางด้าน Entry fee ที่ต้องนำสินค้าแต่ละประเภท แต่ละชนิดเข้าไปใน Modern Trade จะออกมาสูงขนาดไหน

กล้อง Digital มีแบบ Professional, Prosumer และ Consumer อย่างที่เราเริ่มเรียกว่า Point & Shoot ราคาตั้งแต่ไม่กี่พันบาทไปจนถึงหลักแสนกว่าบาท

มีรูปแบบให้เลือกหลากหลายสำหรับคุณผู้ชาย คุณผู้หญิง และเด็ก

ทำไมกล้องถ่ายรูปต้องเป็นสีดำหรือสีเงินแบบในอดีต

วันนี้กล้อง Digital มีสีสันภายนอกเหมือนสีลูกกวาด เพื่อเอาใจกลุ่มผู้บริโภควัยรุ่นที่ต้องการความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร

สีเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ช่วยในการแบ่งกลุ่มเป้าหมายได้ดี

กล้อง Digital สีชมพูของ Sony ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่วัยรุ่นผู้หญิง

ผมต้องขอยกย่อง  Steve Jobs ที่เป็นผู้บุกเบิกการตลาดแบบ Segmentation, Targeting และ Positioning ที่ชัดเจนที่สุดคนหนึ่งของโลก

Apple เป็นแบรนด์สำหรับผู้บริโภคที่เป็น Creative Minded เมื่อเทียบกับ IBM ในสมัยก่อน

Computer ตั้งโต๊ะหรือแบบ Notebook ของ IBM และอีกหลายๆแบรนด์ในโลก ต่างมีรูปร่าง รูปทรง และสีสันที่เหมือนๆกันหมดอย่างกับแกะ

สีดำเหมือนกัน

ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าหักมุมเหมือนกัน

แต่ Apple มีสีสันแบบลูกกวาดในรุ่นตั้งโต๊ะ และสีขาวในรุ่น Notebook

รูปทรงของ Apple ดูมีลีลาที่เป็นมิตร ความเป็นรูปทรงที่ดูอ่อนช้อยกว่า

คู่แข่งพยายามตาม  Apple ด้วยการออกสินค้าที่มีสีสวยในรุ่น Notebook เช่น แดง ชมพู หรือแม้แต่กระทั่งลาย Graphic ที่เย้ายวนใจผู้บริโภค และเป็นตัวช่วยแบ่งกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน

ความหลากหลายและจัดจ้านของการใช้สีสันในธุรกิจ Computer Notebook คงไม่มีใครเทียบ Sony Vaio ได้เนื่องด้วยรูปทรง รูปแบบและสีสันที่มีให้เลือกอย่างสะใจ เพื่อผู้บริโภคที่มีความชอบ ทัศนคติ และLifestyle แบบหนึ่ง

ดูเหมือนว่า Apple และ Sony Vaio ไม่ได้มองว่า Computer Notebook จะต้องเป็นอะไรที่จริงจัง เอาเป็นเอาตายอีกต่อไป ทุกอย่างสามารถ “หยิน-หยาง” กันได้

ถ้าสินค้าโดนสร้างบนพื้นฐานของ Functional บุคลิกและลีลาของสินค้าตัวนั้นก็สามารถทำให้ดูออกมาเป็น Emotional เพื่อให้เกิดพลัง “สมดุล” ในตัวตนของสินค้าตัวนั้นๆ

สินค้าใดที่ออกจะดู  “ดุ” ในการใช้สอย เช่น รถยนต์ ก็สามารถจะทำให้ดู “เล่น/สนุก” ได้ในบุคลิกและลีลาของสินค้านั้นๆได้อีกเช่นกัน รถยนต์มินิเป็นตัวอย่างที่เห็นกันได้ชัดที่สุดว่ารถยนต์นั่งส่วนบุคคลสามารถเป็นสีลูกกวาดได้ มีธงชาติของแต่ละประเทศบนหลังคาได้ มีเบาะหนังที่สีตัดกับตัวรถได้เป็นต้น

(โปรดติดตามตอน  2 ได้เร็วๆนี้)

Categories: Articles Anything | Tags: , | No Comments