January 12th, 2010
ผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไป (ตอนที่ 3) โดย สรณ์ จงศรีจันทร์ – ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ในกลุ่มบริษัท ยัง แอนด์ รูบิแคม แบรนด์
2. ผู้บริโภคในปัจจุบันดื้อยาและเคยตัวมากขึ้น
ใครเติมน้ำมันในวันนี้มักจะเรียกหาของแจก ของแถมจากเด็กปั้ม ประโยคนี้เป็นประโยคที่ได้ยินบ่อยมาก
“มีน้ำดื่มแถมฟรีหรือเปล่า ?”
และถ้าปั้มน้ำมันไหนไม่รับบัตรเครดิตผู้บริโภคที่ปรารถนาจ่ายด้วยบัตรเครดิตจะต้องไม่พอใจอย่างแน่นอน
ใช้บัตรเครดิตเติมน้ำมันสะดวกสบายกว่า มีเศษสตางค์เกินมานิด เกินมาหน่อยไม่ใช่เรื่องใหญ่
ใช้บัตรเครดิตบางแบรนด์ยังได้ส่วนลดอีก 1% – 3% จากการเติมในแต่ละเดือน
ใช้บัตรเครดิตบางแบรนด์เกิน 800 บาท ยังได้ Pepsi และน้ำผลไม้ฟรี นอกเหนือจากน้ำดื่มที่ให้ฟรีกันเป็นวัฒนธรรมไปแล้ว
ใช้บัตรเครดิตได้แต้มสะสมเพื่อนำไปแลกสิ่งของต่างๆจากแต่ละบริษัทบัตรเครดิตได้อีก
ใช้บัตรเครดิตไม่ต้องจ่ายเงินทันที มีระยะเวลาปลอดหนี้เป็นเดือน และสามารถแบ่งจ่าย (Revolving) เป็นงวดๆได้
ลองพิจารณาดูว่าผู้บริโภคมีแต่ได้กับได้จริงไหม?
สิ่งที่ได้กล่าวมาได้กลายเป็นความคาดหวังขั้นพื้นฐานของผู้บริโภคไปแล้ว หากขาดกระบวนการใดกระบวนการหนึ่งจะทำให้ความรู้สึกของผู้บริโภคสะดุดได้ทันที และมีสิทธิ์ที่พวกเขาจะเดินไปซบอกธุรกิจของคู่แข่ง
ย้อนกลับมาดูในฝั่งของผู้ประกอบการเจ้าของธุรกิจ จากที่เคยมีความมั่งคั่งเฟื่องฟูจากผลประกอบการที่เกิดขึ้นในอดีต Business Model ใหม่ของผู้ประกอบการ (ที่ไม่มีใครอยากจะเป็น) ได้สร้างแรงกดดันให้ทุกภาคธุรกิจต้องคิดใหม่ ทำใหม่
ผลกำไรน้อยลงจากการแข่งขันที่ดุเดือดเข้มข้นขึ้นจากต้นทุนการทำธุรกิจที่เพิ่มมากขึ้น จากความต้องการที่มากขึ้นของผู้บริโภคและอีกหลากหลายสาเหตุของกลไกการตลาด จึงทำให้ผู้ประกอบการต้องมีความแตกต่าง แข็งแกร่ง และอดทนมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
เหมือนกับธุรกิจของบริษัทผมที่เคยมีผลกำไรงามพอสมควรในอดีต กลับต้องมาจบด้วยผลกำไรที่บางลงอย่างเห็นได้ชัดในปัจจุบัน
ผมว่าสิ่งที่เกิดขึ้นได้ให้บทเรียนกับผู้ประกอบการในแง่มุมที่ดี
ในทุกภาคธุรกิจเราจะไม่ค่อยเห็นความสุรุ่ยสุหร่าย หรือไขมันส่วนเกินอีกต่อไป
องค์กรที่เคยมียอดขายพันล้านบาท ด้วยพนักงาน 200 คน ก็สามารถสร้างผลประกอบการบนรายได้เดิมได้ด้วยคนน้อยลง หรือผลประกอบการที่มากขึ้นด้วยจำนวนคนที่อาจจะเท่าเดิม
ต้องขอบคุณผู้บริโภคที่เป็นปัจจัยแห่งการเกิดความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้กับเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม
3. ผู้บริโภคเห่อกระแสและชอบเกาะกระแส
คุณยังจำวันที่หลินปิงลืมตาดูโลกเมื่อกลางปี 2552ได้ไหม?
สวนสัตว์เชียงใหม่แทบแตก!!!!
กองทัพประชาชนจากทั่วทุกสารทิศต่างมุ่งหน้าสู่สวนสัตว์เชียงใหม่ เพียงเพื่อได้ดูแพนด้าน้อยที่แสนจะน่ารัก
ทุกสื่อในประเทศต่างประโคมข่าวกันแบบนาทีต่อนาที บางสื่อถึงขนาดรายงานการเจริญเติบโตของแพนด้าน้อยหลินปิงกันแบบวันต่อวัน นาทีต่อนาที อย่างในช่องรายการหนึ่งของ ทรูวิชั่นส์
ผมเองยังจำได้เลยว่าจากวันแรกที่แพนด้าน้อยตัวนี้ดูน่าเกลียดน่าชัง จนกลายเป็นแพนด้าน้อยที่แสนจะน่ารัก เป็นขวัญใจของคนไทยทั่วประเทศ
ต้องขอบคุณกระแสของหลินปิงน้อยที่ช่วยกลบข่าวการเมืองที่แสนจะน่าน้ำเน่า หรือแม้กระทั่งข่าวอาชญากรรมที่ชอบปรากฏอยู่ในหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์หัวสีต่างๆ
กระแสการเมืองที่ดูร้อนแรงกลับโดนกระแสของหลินปิงฟีเวอร์กลบได้อย่างมิดชิด
ผมคงไม่ต้องกล่าวถึงกระแสของ iPhone ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมาว่าแรงแค่ไหน ลูกเด็กเล็กแดง วัยรุ่นหรือแม้กระทั่งผู้หลักผู้ใหญ่หลายๆคนต่างพากันไปกระหน่ำซื้อมาครอบครองด้วยราคาที่ไม่ถูกเลย
แล้ววันนี้เกิดอะไรขึ้นกับกระแสของธุรกิจการสื่อสาร
BB…Blackberry มาแรงแซงโค้งทุกอย่างไปแล้ว
ผมมี BB เพื่อใช้พกพาไปนอกสถานที่แทนระบบ E-mail ในออฟฟิศมาเมื่อ 4 ปีที่แล้ว
คนข้างตัวผมต่างประนาฌผมว่าไม่รู้จักปล่อยวาง บ้างานหรือทำตัวให้ดูเป็นนักธุรกิจ
แต่ในวันนี้ BB กลับกลายเป็นกระแสแฟชั่นที่ทุกคน (ที่สามารถซื้อเป็นเจ้าของได้) จะต้องมี
BB ถูกใช้ให้เป็นของกำนัลเพื่อดึงดูดใจผู้บริโภค
อย่างโครงการคอนโดมิเนียมแถวย่านทองหล่อเสนอ BB เป็นของขวัญให้กับผู้ซื้อและอีกหลากหลายธุรกิจในปัจจุบันที่เสนอ BB ให้เป็นของกำนัล
ต้องยอมรับว่าสินค้าตัวนี้ที่ชื่อว่า BB ไม่มีโทษอะไรต่อผู้บริโภค (ยกเว้นเสียแต่ chat กันแบบลืมหูลืมตาไม่ขึ้น) ประโยชน์มีมากมายมหาศาลซึ่งผู้บริโภคไม่สามารถปฏิเสธได้
เป็นเพราะ BB ได้รับความนิยมด้วย Functionality ของตัว BB เองรึเปล่า?
สามารถรับส่ง E-mail ได้ BB Messenger (BBM) ได้ ถ่ายรูป ฟังเพลงได้ Navigator ได้ Facebook ได้ Twitter ได้ และอื่นๆอีก
ถ้าผู้บริโภคซื้อ BB ด้วยเหตุผลข้างต้นที่กล่าวมา แล้วทำไมผู้บริโภคถึงไม่ไปซื้อ Hardware ของแบรนด์ดังอื่นๆ จากค่ายญี่ปุ่น เกาหลี หรือยุโรป ที่มีประสิทธิภาพเท่าเทียมกันหรือสูงกว่า ในราคาที่ถูกกว่า
เป็นไปได้ไหมที่ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อ Functionality เพราะความรู้สึกของผู้บริโภคย่อมอยู่เหนือเหตุผล ถ้าใช่ ถ้าชอบก็ซื้อ
เรามักจะเห็นความสำเร็จของแบรนด์ใหญ่ๆในโลกที่ถูกสร้างขึ้นโดยมิติของความรู้สึก อย่างเช่น Apple ที่ได้รังสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆออกสู่ตลาดโลก เช่น iPod หรือ iPhone
นวัตกรรมของ Apple ได้นำพาให้แบรนด์แบรนด์นี้เดินไปข้างหน้าได้ไกลกว่าคู่แข่ง แต่ถ้าสังเกตให้ดี นวัตกรรมของ Apple ไม่ได้ถูกชูขึ้นมาเป็นจุดขายสักเท่าไหร่นักเมื่อเทียบกับกระแสที่ผู้บริโภคคลั่งไคล้ในตัวสินค้าอย่าง iPod หรือ iPhone
ผมเคยถามสาวกของ Apple หลายคนว่าทำไมถึงซื้อสินค้าดังกล่าว พวกเขาตอบว่า “มันเจ๋งนะ” ไม่มีไม่ได้เดี๋ยวจะตามเพื่อนไม่ทัน บางคนถึงขนาดต้องสั่งจากอเมริกาโดยตรงเข้ามาก่อนที่ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Apple จะนำเข้ามาทำตลาดในบ้านเรา
ในวันที่ iPod ได้ระบาดเป็นอย่างหนักเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว กระแสของ iPod ได้ทำให้ยอดขายของแบรนด์ที่เคยเป็นผู้นำตลาดจากค่ายญี่ปุ่นต้องสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดอย่างมหาศาล
ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเราถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนอง iPod Fever และ iPhone Fever กันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุปกรณ์ต่อเชื่อมที่ต้องใช้ควบคู่กันไปกับสินค้า 2 ตัวนี้ โดยผู้ประกอบการเหล่านั้นได้อานิสงส์จากความคลั่งไคล้ของ iPod และ iPhone ในช่วงที่กระแสกำลังระบาดอย่างหนัก
กระแสไม่เคยปราณีใครในรูปแบบของราคา
ตอนที่ AF 1 ในช่วงวันตัดสินรอบสุดท้าย มีคนหลายหมื่นคนยอมทำทุกสิ่ง ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้บัตรเข้าชม ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม ผมได้ยินมาว่าเจ้าของงาน ผู้เกี่ยวข้องและผู้บริหารในทรูวิชั่นส์ จำเป็นจะต้องปิดโทรศัพท์มือถือเพื่อหลีกเลี่ยงกับคำขอร้องจากเหล่าบรรดาญาติมิตรหรือสาวกของ AF ในการขอบัตรฟรีเข้าชมคอนเสิร์ตในวันตัดสินรอบสุดท้าย
ผู้บริโภคยอมเข้าแถวเพื่อเข้าชมหลินปิง ไม่ว่าจะใช้เวลายืนรอเพื่อซื้อตั๋วเป็นเวลากี่ชั่วโมงก็ตาม
กระแสทำให้ผู้บริโภคยอมจ่ายเงินที่แพงกว่าบนสินค้าประเภทเดียวกันในช่วงที่กำลังเป็นที่นิยม
กระแสทำให้ผู้บริโภคมีความอดทนและอดกลั้นกับการรอคอย
ไม่มีกระแสใดที่ได้มาแบบสบายๆ มันจะต้องแลกกับคำว่า “รอและรอ”
ผมเชื่อว่าหลายๆคนมีประสบการณ์แบบนี้ดีเท่าๆกับผมในยามที่ต้องรออะไรสักอย่างในช่วงที่อะไรกำลังติดเป็นกระแส
วันที่ อ. ปาย จ. แม่ฮ่องสอน เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุด (นับได้จากการคลิกเข้าไปชมเว็บไซด์ที่เกี่ยวข้องกับ อ.ปาย) หรือจากกระแสที่ได้ยิน ได้เห็นจากสังคม ธุรกิจการค้าในอำเภอนี้ต่างพากันรวย และรวย
ก่อนหน้ากระแสการท่องเที่ยวระบาดที่แหล่งท่องเที่ยวนี้ อ. ปาย มีร้านสะดวกซื้อ 7-11 อยู่เพียง 1 ร้านเล็กๆ แต่ปัจจุบันนับไม่ถ้วน ร้านอาหาร ร้านกาแฟ โรงแรม รีสอร์ทเกิดขึ้นมาเร็วแบบดอกเห็ด มีธุรกิจท่องเที่ยวเต็มไปทั่วเมือง ราคาของกินของใช้แพงกว่าปกติ
ทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของการรอคิว
รอกิน รอเข้าพัก รอรถ รอเที่ยวบิน
กระแสมีพลังเงียบที่สามารถทำลายความฝันของหลายๆผู้ประกอบการได้เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะดูดีมีโอกาสไปหมด
คนที่เข้ามาจับกระแสตอนช่วงที่กระแสกำลังจะตก รับรองได้เลยว่าต้องเจ็บลูกเดียว ต้องแบกภาระต้นทุนในหลายๆรูปแบบ
ผมเห็นร้านขายมือถือที่นำเข้า iPhone จากเมืองนอกเข้ามาแบบไม่ถูกกฎหมาย ก็กำลังดิ้นหนีตายจากการที่มี Stock มากจนเกินไป เฉกเช่นเดียวกับบางธุรกิจที่ต้องเจ็บไปกับการผลิตตุ๊กตาหมีแพนด้าหลินปิงออกมาในช่วง 4 -5 เดือนหลังจากที่หลินปิงแพนด้าน้อยคลอดออกมาลืมตาดูโลก
กระแสมีไว้ให้รีบขี่ไม่ใช่มีไว้ให้ดู
ภายใน 15 วันคุณต้องรีบตัดสินใจว่าจะเกาะกระแสของสิ่งเหล่านั้นหรือเปล่า?
ไม่ต้องทำแต่แค่ต้องคิดว่าจะลุยเพื่อขี่กระแสหรือเปล่า?
และหลังจากตกลงปลงใจว่าจะขี่กระแสของสิ่งเหล่านั้นคุณคงต้องรีบทำให้มันเกิดขึ้นภายใน 30 วัน
ทันในที่นี่หมายถึงผลิตมันออกมาเพื่อขายให้แก่ผู้บริโภค อย่ามัวแต่เพ้อฝันหรือภาษาอังกฤษที่ฮิตติดปากกัน NATO (No Action, Talk Only)
ผมยังไม่เคยลืมวันที่ Wristband บูมสุดๆ ราคาเส้นละเป็นพันหลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือนตามข้างถนน พ่อค้า แม่ค้าขายกัน 3 เส้น 100 บาท
Model ธุรกิจขายของจำนวนมากชิ้นและกำไรต่อชิ้นน้อย มันเหนื่อยกว่าขายจำนวนน้อยชิ้นและมีกำไรต่อชิ้นมาก
แบบนี้ถึงจะร่ำถึงจะรวยกันแบบสุดๆ
หลายคนเคยถามว่าขายของแพงในช่วงกระแสเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภครึเปล่า?
ผมโดยส่วนตัวไม่ได้มองว่าผู้ประกอบการนั้นๆเอาเปรียบผู้บริโภค แต่ที่เขาต้องขายแพงเพราะเขาเป็นผู้มีปัญญาที่กล้าคิด กล้าทำ
คนทำอะไรก่อนก็ย่อมมีต้นทุนในความคิดที่แพงกว่าคนอื่นไม่ใช่หรือ?
เขาอาจต้องเสี่ยงกับความไม่แน่นอน อย่างที่ฝรั่งเขาบอกว่า High Risk, High Return
ส่วนพวกที่เดินตามชาวบ้าน คือพวกที่มีความลังเลใจในการตัดสินใจ คอยดูชาวบ้านว่าจะเดินไปเจอตอหรือเปล่า? ถ้าไม่ตัวเองค่อยเดินตาม แบบนี้เข้าข่าย No Risk, No Return ฉันใดก็ฉันนั้น
ผู้ประกอบการทุกคนต้องเข้าใจว่า กระแสจะไม่มีวันดับสูญสิ้นจากโลกนี้ไปอย่างเด็ดขาด ตราบใดที่มนุษย์ยังอาศัยอยู่บนโลกที่สวยงามใบนี้
กระแสไปได้ทุกซอกทุกซอย ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม และผมส่วนตัวก็เชื่อว่ากระแสก็คือโอกาสที่ดีอันหนึ่งในการสร้างธุรกิจที่ดีอยู่แล้วให้ดีมากขึ้นไปอีก
(โปรดติดตามตอนที่ 4 เร็วๆนี้)
Categories: Articles Anything |
Tags: ผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไป, สรณ์ จงศรีจันทร์ | No Comments
January 12th, 2010
ผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไป (ตอนที่ 2) โดย สรณ์ จงศรีจันทร์ – ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ในกลุ่มบริษัท ยัง แอนด์ รูบิแคม แบรนด์
1. ผู้บริโภคมีความหลากหลายในความคิด ความชอบ และรสนิยม
(ต่อ)
ผมมีโอกาสได้เดินทางไปต่างจังหวัดทั่วประเทศค่อนข้างบ่อย และมีโอกาสได้เข้าพักในโรงแรมระดับปานกลางในแต่ละจังหวัด
ตกค่ำมีโอกาสอยู่ในห้องพัก เปิดดูโทรทัศน์ที่สามารถรับช่องสัญญาณ 3, 5, 7, 9, NBT และ ไทยทีวี ผมยังต้องตะลึงกับช่องสัญญาณโทรทัศน์ท้องถิ่นที่มีช่องให้เลือกอย่างมากมาย
ถ้าคุณเป็นคนชอบดูหนังใหญ่ในโรงภาพยนตร์ คุณจะได้ดูหนังฝรั่งพากย์ไทย แบบยุคสมัย 70 หรือ 80 แบบในโรงภาพยนตร์ประเภทพระโขนงรามา หรือ บางแครามา ยังไงยังงั้น ได้อรรถรสแบบในอดีตดีจัง ทำให้ตัวเองนึกถึงอดีตย้อนยุคกลับไปเมื่อยังหนุ่มๆ ตอนได้ยินเสียงเหล่านักพากย์ที่มีน้ำเสียง จังหวะ และลีลาแบบหนังฝรั่งพากย์ไทยในอดีต
ถ้าคุณเป็นคนธรรมะ ธัมโม คุณก็สามารถที่จะได้สัมผัสกับกลิ่นไอของบรรยากาศแบบอยู่ในวัดที่มีหลวงตา หลวงพ่อ แม่ชี มาเทศนา มาสอนให้เหล่าญาติโยมได้อิ่มบุญไปตามๆกัน
ผมชอบช่องนี้มากเป็นพิเศษ เพราะชีวิตคนกรุงอย่างผมไม่ค่อยจะมีโอกาสได้เข้าวัด เข้าวา ทำบุญ ทำทานกันมากเหมือนกับคนในต่างจังหวัดที่โชคดีมีสุข มีโอกาสได้สัมผัสสิ่งดีๆเหล่านี้
และผมคงไม่ต้องอธิบายถึงช่องที่มีรายการเกี่ยวกับข่าวท้องถิ่น ช่องรายการท่องเที่ยวท้องถิ่น ช่องรายการแม่บ้านท้องถิ่น ช่องรายการบันเทิงที่มันส์สะใจกว่าที่ผมได้เคยดู ช่องรายการดูแลสุขภาพท้องถิ่น และอีกหลากหลายรูปแบบของรายการที่คุณจะประทับใจอย่างสุดๆ
ที่ผมได้กล่าวมาข้างต้นคงมีรูปแบบที่อาจจะไม่ต่างจาก True Visions ที่เป็น Cable TV ในระดับประเทศจากส่วนกลางที่กรุงเทพฯ แต่ผมก็ได้เห็นจุดยืนที่ชัดเจนอีกรูปแบบในรายการท้องถิ่นที่เจาะลงไปลึกกว่าที่ True Visions ได้รังสรรค์ให้กับผู้บริโภคในระดับประเทศ
ผมได้กล่าวในฉบับที่แล้วว่า จาก Segmentation ไปสู่ Fragmentation และจาก Fragmentation ไปสู่ Micronmentation
จังหวัดก็คือ Micronmentation ที่ผู้บริโภคมีความต้องการที่ต่างจากคนในจังหวัดอื่นๆ หรือภาคอื่นๆ
ความแตกต่างในทัศนคติ ความชอบ ความสนใจ รสนิยม ไปจนถึงการใช้ชีวิตของตนเองในถิ่นฐานนั้นๆ
แม้แต่สื่อสิ่งพิมพ์ที่วางขายบนแผงหนังสือในจังหวัดต่างๆ ก็มีหลายฉบับที่คุณไม่สามารถหาซื้อมาอ่านได้ในกรุงเทพฯ เพราะเนื้อหาและเรื่องราวเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ “เหมาะสม” (Relevance) ต่อผู้บริโภคในจังหวัดนั้นๆ ที่ก่อให้เกิดความน่าสนใจและมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้บริโภคในแต่ละจังหวัดนั้นๆเช่นกัน
2. ผู้บริโภคในปัจจุบันดื้อยาและเคยตัวมากขึ้น
แชมพู 2 in 1 ที่มาพร้อมกับครีมนวดผม เมื่อ 20 ปีที่แล้วจากค่าย
Unilever ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้บริโภคอย่างเห็นได้ชัด
ทำไมต้องมีแชมพูสระผม 1 ขวด และครีมนวดผมอีก 1 ขวดใน
ห้องน้ำ ไม่เห็นจะสะดวกสบายเลย
ที่สำคัญถ้าราคาขายขวดละ 10 บาท 2 ขวดก็น่าจะ 20 บาท (ราคา
สมมุติ)
แต่แชมพู + ครีมนวดผม 2 in 1 ไม่ได้ขายที่ 20 บาท จากสมการ
1+1 = 2 ในความเป็นจริงราคาแชมพู + ครีมนวดผม ขายอยู่ที่ 15 บาท (ราคาสมมุติ)
แปลว่าผู้บริโภคไม่เพียงจะได้ความสะดวกสบายจากสินค้า 2 in 1 ไม่
ต้องเทขวดนึงแล้ววางขวดนึง แล้วก็หยิบขวดใหม่มาเทแล้ววางอีกขวด
ผู้บริโภคยังได้ความคุ้มค่าไปอีกด้วยจากราคาที่ถูกลง
ทั้งสะดวก ทั้งคุ้มค่า และที่สำคัญจากมุมมองของเจ้าของสินค้า
คือ ผู้บริโภคได้สินค้าที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม
คงไม่มีใครออกสินค้าใหม่ แล้วมีคุณสมบัติของสินค้าคงเดิมหรือแย่
ลงกว่าเดิมเด็ดขาด!
ปัจจุบันคุณจะเห็นสินค้าจากแบรนด์ดังๆ ที่ออกมากระหน่ำตลาดด้วย
นวัตกรรมใหม่ๆ ไม่เป็นแค่เพียง 2 in 1 อีกต่อไป
เพราะคำว่า 2 in 1 ดูเหมือนจะไม่มีความศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป
ผมเชื่อว่าคุณเคยเห็นและได้ยินสีทาอาคารแบรนด์หนึ่งที่วางจุดขาย
ไปถึง 7 in 1 แล้ว มีคุณสมบัติปกป้องได้ถึง 7 ประการด้วยกัน สามารถทำให้บ้านหรืออาคารดูสวยและใหม่ได้ตลอดกาล
สินค้าบำรุงผิวหน้าชายแบรนด์หนึ่ง ที่วางจุดขายของสินค้าไปถึง 10
in 1 ทิ้งห่างคู่แข่งที่เคยวางตัวเองเป็นเพียงแค่ 7 in 1 สามารถทำให้ผิวหน้าชายชาตรีดูเนียนสวย ใส อ่อนเยาว์ได้ตลอดกาลเช่นกัน
การตลาดบนตัวเลขมีทั้งข้อดีและมีทั้งข้อเสีย
วันนี้มี 10 in 1 พรุ่งนี้คงต้องมี 12 in 1 หรือ 20 in 1 อย่างแน่นอน
ผมรับประกันได้
เพราะผู้บริโภคมีความคาดหวังและความต้องการมากขึ้น อีกนัยหนึ่ง
ผู้บริโภคได้ “ดื้อยา” ไปแล้ว ที่มีอยู่มันไม่พอที่จะตอบสนองความต้องการของเขาได้
ในมุมของนักการตลาด การเพิ่มคุณสมบัติให้มากขึ้นไปเรื่อยๆ
เปรียบเสมือนการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อความแข็งแกร่งและอยู่รอดของธุรกิจ
วันที่ Sony เปิดตัวกล้อง Digital แบบมือสมัครเล่นในวันแรกเมื่อ
ประมาณ 10 ปีที่แล้ว ความละเอียดของรูปที่ถูกบันทึกด้วยกล้อง Digital มีความละเอียดสูงเพียงแค่ประมาณ 1 ล้าน pixel
บนความละเอียดประมาณ 1 ล้าน pixel คุณสามารถอัดขยายภาพบน
กระดาษขนาด Postcard ได้อย่างสวยงาม คมชัด
แต่ถ้าอัดขยายมากกว่าขนาด Postcard คุณภาพของภาพก็จะแตก
มัวทันที
แล้วเกิดอะไรขึ้นกับคุณภาพของกล้อง Digital แบบมือสมัครเล่นใน
วันนี้?
14 ล้าน pixel (หรือมากกว่าเข้าไปแล้ว!)
คุณภาพของรูปที่สามารถอัดขยายได้บนกระดาษสูงถึงขนาดเท่าตัว
คนจริงๆเลยทีเดียว
คนส่วนใหญ่ใช้โหมดถ่ายภาพสูงถึงขนาดความละเอียด 14
ล้าน pixel หรือเปล่า?
คำตอบคือ คนส่วนน้อยมากๆ ที่จะใช้ความละเอียดสูงถึงขนาดนั้น
เพราะมันไม่จำเป็น (Irrelevance) ที่จะต้องอัดขยายรูปให้ใหญ่ถึง
ขนาดเท่าตัวคน ปกติดูจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็เพียงพอ ชอบรูปไหนก็อัดขยายออกมาประมาณขนาด Postcard หรือ Jumbo ที่สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้ก็เพียงพอแล้ว
แล้วทำไมถึงต้องมีความละเอียดของรูปสูงมากขึ้นทุกปีๆ?
ผู้บริโภคคงไม่แค่ต้องการ Functionality เพียงอย่างเดียว พวกเขา
คงอยากได้หน้า อยากได้ตาว่าได้ครอบครองสินค้าที่มีคุณสมบัติและประสิทธิภาพสูง
ลึกๆแล้วคงภูมิใจว่ากล้อง 10 กว่าล้าน Pixel ของตนคงเก๋ เท่ห์กว่า
เพื่อนที่มีเพียงแค่ 2 ล้าน Pixel
อีกมุมหนึ่งของฝ่ายผู้ผลิต เทคโนโลยีได้ถูกพัฒนาให้ล้ำหน้ากว่าที่
เคยเป็น ต้นทุนในการผลิตจึงถูกลง เป็นเหตุผลให้ผู้บริโภคสามารถซื้อของได้ในราคาเดิม แต่ได้คุณสมบัติและประสิทธิภาพมากกว่าที่เคยเป็น
เช่นเดียวกันผมเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ ผู้บริโภคจะมีโอกาส
ครอบครองกล้องถ่ายภาพ Digital แบบมือสมัครเล่นในราคาประมาณหมื่นบาท ที่มีความละเอียดสูงถึง 50 ล้าน Pixel ก็เป็นได้
จะกล่าวโทษว่าผู้บริโภคเป็นฝ่ายดื้อยาหรือเรียกร้องความต้องการ
เพียงฝ่ายเดียวก็คงจะไม่ถูก
เจ้าของสินค้าก็มีส่วนที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับผู้บริโภคด้วยการ
ป้อนสิ่งแปลกๆ สิ่งใหม่ๆออกสู่ตลาด
การแข่งขันอย่างเสรีในธุรกิจ ไม่มีคำว่าประนีประนอมหรือเกรงใจ
ถ้าผู้ประกอบการรายหนึ่งไม่ทำ ก็จะมีอีกรายที่จะทำ แล้วถ้าอีกราย
ไม่ทำ ก็จะมีอีกหลายๆรายที่จะทำ
ผู้ประกอบการเองคงต้องหากลยุทธ์ในทุกรูปแบบที่จะยึดสมรภูมิของ
ตนให้ได้ เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับผู้บริโภค
(โปรดติดตามตอนที่ 3 คะ)
Categories: Articles Anything |
Tags: ผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไป, สรณ์ จงศรีจันทร์ | No Comments
December 21st, 2009
ผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไป (ตอนที่ 1) โดย สรณ์ จงศรีจันทร์ – ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ในกลุ่มบริษัท ยัง แอนด์ รูบิแคม แบรนด์
ในครั้งก่อนได้ทิ้งท้ายไว้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกกำลังเปลี่ยนไปโดยเฉพาะเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม รวมถึงผู้บริโภคที่เป็นบันไดขั้นสุดท้าย ซึ่งจะได้รับผลกระทบกระเทือนมากที่สุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะผู้บริโภคมีชีวิตจิตใจ ซึ่งต่างจากเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีชีวิตจิตใจ
ความจริงแล้วผู้บริโภคคือมนุษย์ที่เป็นผู้กำหนดโชคชะตาและชะตากรรมของความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ และในขณะเดียวกันก็เป็นผู้กำหนดความตกต่ำทางเศรษฐกิจอย่างที่พวกเรากำลังเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่ในปัจจุบัน
ความโลภของมนุษย์ก่อให้เกิดความไม่ซื่อสัตย์ ขาดจริยธรรมและคุณธรรมในการทำธุรกิจ ซึ่งเป็นห่วงโซ่ของวัฏจักรที่ส่งผลจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง
เมื่อกลับมาทบทวนสัจจะธรรมในการดำเนินธุรกิจ เป็นการยากที่จะปฏิเสธได้ว่าผู้บริโภคคือตัวแปรที่สำคัญที่สุด เนื่องจากผู้บริโภคเป็นผู้นำความเจริญเติบโตมาให้กับธุรกิจของคุณ ด้วยการซื้อสินค้าหรือบริการอย่างที่ใครๆได้เรียกพวกเขาว่า “ผู้บริโภคคือพระเจ้า”
ผู้ประกอบการเจ้าของธุรกิจทุกรายต่างตระหนักถึงความจริงที่ว่า เงินเดือนของพนักงานทุกๆคนได้มาจากลูกค้าที่เข้ามาอุดหนุนซื้อสินค้าหรือบริการนั้นๆ ผู้ประกอบการเจ้าของธุรกิจมีบทบาทเป็นเพียงแค่ผู้อำนวยความสะดวกในการนำเงินของลูกค้าผ่านไปยังพนักงานของตน หรือที่ผมจะขอเรียกว่า “Cash Facilitator”
ดังนั้นเงินเดือนที่พนักงานได้รับในตอนสิ้นเดือนของทุกๆเดือนก็มาจากลูกค้าฉันใดก็ฉันนั้น
ถ้าจะพูดกันแบบกำปั้นทุบดินก็คือ จงลุ่มหลงและหลงใหลในการดูแลเอาใจใส่ต่อลูกค้าคนที่นำเงินมาให้คุณดีกว่าที่จะมัวเอาใจเจ้านายหรือเจ้าของธุรกิจที่ชอบทำตัวเก็กไปวันๆ เอาแต่ใจของตัวเองเป็นที่ตั้ง บางคนก็ชอบวางมาดเป็นเจ้าคนนายคนแบบว่าหลงลืมบทบาทหน้าที่ของตนเอง
ผมพยายามรวบรวมสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันและก็น่าจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตเป็นประเด็นหลักๆ เพื่อความเข้าใจง่ายว่าผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดบ้าง
1. ผู้บริโภคมีความหลากหลายในความคิด ความชอบ และรสนิยม
พวกเราเคยคุ้นชินกับคำว่า Segmentation
ในตำรา Marketing Management จากหลายสำนักก็พยายามย้ำเตือนเกี่ยวกับความสำคัญของ Segmentation, Targeting และ Positioning (STP) ในการทำการตลาดเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด
หากเราขายสินค้าหรือบริการโดยไม่รู้จะขายให้ใคร หรือการวางตำแหน่งของสินค้าหรือบริการควรจะแตกต่างและโดดเด่นกว่าคู่แข่งอย่างไร สินค้าหรือบริการนั้นๆก็คงจะไม่สามารถวิ่งเข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภคได้
ผมเรียกสถานการณ์แบบนี้ว่า
สินค้าหรือบริการขาดตัวตนและจิตวิญญาณ
เปรียบเสมือนสินค้ามันล่องหนโดยที่ผู้บริโภคไม่สามารถเห็นและจับต้องได้อย่างชัดเจน เป็นแกะขาวอีก 1 ตัวในฝูงแกะขาว 1,000 ตัวเป็นต้น
จากวันนั้นในอดีตที่เกิด Segmentation การตลาดก็ได้เกิดแนวคิดของการเปลี่ยนสินค้าจาก “One size fits all” มาเป็น S, M, L ที่สร้างความประทับใจให้กับผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น
เวลาได้ผ่านไป Segmentation ก็ได้กลายมาเป็น Fragmentation ที่นักการตลาดพยายามบีบความต้องการของผู้บริโภคโดยรวมให้เล็กลงไปอีก เพื่อเป็นโอกาสในการป้อนนวัตกรรมสินค้าแปลกๆ ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดให้ได้มากยิ่งขึ้น
จากแนวคิด S, M, L คุณก็จะเห็นแนวคิด XXS, XS, S, M, L, XL, XXL
มีตัวอย่างธุรกิจเสื้อผ้าในห้างมาบุญครองที่ขายเสื้อผ้าสำหรับ Extra Size เท่านั้น ถ้าคุณมีรูปร่างเล็กก็อย่าเสียเวลาไปหาซื้อของในร้านนี้ เสื้อผ้าทุกตัวมีขนาดใหญ่ยักษ์แบบคนไทย 2 คนมัดตัวติดกันถึงจะสวมใส่ได้
ในวันนี้ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปอีกแล้ว
ที่ว่าดี ที่ว่าพอใจ ได้กลายเป็นอดีตในชั่วพริบตา
เห็นด้วยกับผมไหมว่า ตอนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่าได้เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อ 38 ปีที่แล้ว มาม่ามีสินค้ากี่รสชาติ
ใน Hypermart ใหญ่ๆ คุณจะเห็นความหลากหลายของประเภทบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของค่ายมาม่าตั้งเรียงรายกันบนชั้น ที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกจนตาลาย
จากเส้นหมี่ไข่ เส้นหมี่ขาว เส้นเล็ก ไปจนถึงเส้นโฮลวีตเพื่อสุขภาพ
จากรสดั้งเดิม หมูสับ ต้มยำกุ้ง เย็นตาโฟ ไปจนถึงต้มโคล้ง รสหมูพริกไทยดำ ต้มแซ่บในปัจจุบัน เป็นต้น
Henry Ford ผู้ซึ่งประดิษฐ์รถยนต์นั่งเป็นรายแรกของโลกเมื่อ 100 กว่าปีที่แล้ว คงนึกเสียใจว่าแนวคิดของ Ford T Model รุ่นแรกของโลกที่ถูกผลิตขึ้นด้วย “One size fits all” เป็นแนวคิดที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงในโลกปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง
ใครอยากซื้อก็ซื้อ
ใครไม่อยากซื้อก็ไม่เป็นไร
Henry Ford ไม่ผิด อดีตการแข่งขันไม่เข้มข้นและรุนแรงเท่าในปัจจุบัน
กลยุทธ์การทำการตลาดอยู่บนพื้นฐานของ Demographic มากกว่า Psychographic ที่มีเรื่องของ Attitude, Drives, Motivation และ Value เข้ามาเกี่ยวข้อง
บทบาทของ Activity, Interest และ Opinion ของผู้บริโภคเริ่มแตกออก กระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ไม่มีผู้บริโภคคนใดเหมือนกันอีกต่อไป
การกลายพันธุ์ของสินค้าก็มีให้เห็นกันอยู่มากมายในโลกของการแข่งขัน
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า ก็ได้พัฒนาตัวเองจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั่วไปราคา 6-7 บาทขึ้นไปสู่ Oriental Kitchen ราคา 12 บาท ที่มีคุณค่าทางอาหารและรสชาติที่ดีมากขึ้นกว่าเดิม เป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคในความต้องการที่ซับซ้อนขึ้น
ผมเชื่อว่าสินค้าประเภทนี้คงมีนวัตกรรมแปลกๆ ใหม่ๆ ที่ถูกคิดค้น พัฒนาให้ผู้บริโภคได้ลิ้มลองอีกในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอน
ถ้าผมจะลองตั้งศัพท์ใหม่ เพื่อใช้แทนตลาดที่ถูกแบ่งให้เล็กลงมากกว่า Segmentation หรือ Fragmentation ผมขออนุญาตเรียกการตลาดแบบนี้ว่า Micronmentation
ผมเห็นใจผู้ประกอบการเจ้าของธุรกิจที่ต้องเจอกับโจทย์การตลาดที่ท้าทายมากขึ้นทุกวันด้วยโครงสร้างของตลาดที่ถูกแบ่งซอยออกเป็นชิ้นเล็กลงและเล็กลง
ผมเห็นใจที่ค่าการตลาดของผู้ประกอบการเจ้าของธุรกิจมีอัตราสูงขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะการทำ SKU ของสินค้าที่มีจำนวนมากกว่าในอดีต
ลองคิดดูว่า ยิ่งมาก SKU เท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายทางด้าน Entry fee ที่ต้องนำสินค้าแต่ละประเภท แต่ละชนิดเข้าไปใน Modern Trade จะออกมาสูงขนาดไหน
กล้อง Digital มีแบบ Professional, Prosumer และ Consumer อย่างที่เราเริ่มเรียกว่า Point & Shoot ราคาตั้งแต่ไม่กี่พันบาทไปจนถึงหลักแสนกว่าบาท
มีรูปแบบให้เลือกหลากหลายสำหรับคุณผู้ชาย คุณผู้หญิง และเด็ก
ทำไมกล้องถ่ายรูปต้องเป็นสีดำหรือสีเงินแบบในอดีต
วันนี้กล้อง Digital มีสีสันภายนอกเหมือนสีลูกกวาด เพื่อเอาใจกลุ่มผู้บริโภควัยรุ่นที่ต้องการความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร
สีเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ช่วยในการแบ่งกลุ่มเป้าหมายได้ดี
กล้อง Digital สีชมพูของ Sony ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่วัยรุ่นผู้หญิง
ผมต้องขอยกย่อง Steve Jobs ที่เป็นผู้บุกเบิกการตลาดแบบ Segmentation, Targeting และ Positioning ที่ชัดเจนที่สุดคนหนึ่งของโลก
Apple เป็นแบรนด์สำหรับผู้บริโภคที่เป็น Creative Minded เมื่อเทียบกับ IBM ในสมัยก่อน
Computer ตั้งโต๊ะหรือแบบ Notebook ของ IBM และอีกหลายๆแบรนด์ในโลก ต่างมีรูปร่าง รูปทรง และสีสันที่เหมือนๆกันหมดอย่างกับแกะ
สีดำเหมือนกัน
ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าหักมุมเหมือนกัน
แต่ Apple มีสีสันแบบลูกกวาดในรุ่นตั้งโต๊ะ และสีขาวในรุ่น Notebook
รูปทรงของ Apple ดูมีลีลาที่เป็นมิตร ความเป็นรูปทรงที่ดูอ่อนช้อยกว่า
คู่แข่งพยายามตาม Apple ด้วยการออกสินค้าที่มีสีสวยในรุ่น Notebook เช่น แดง ชมพู หรือแม้แต่กระทั่งลาย Graphic ที่เย้ายวนใจผู้บริโภค และเป็นตัวช่วยแบ่งกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน
ความหลากหลายและจัดจ้านของการใช้สีสันในธุรกิจ Computer Notebook คงไม่มีใครเทียบ Sony Vaio ได้เนื่องด้วยรูปทรง รูปแบบและสีสันที่มีให้เลือกอย่างสะใจ เพื่อผู้บริโภคที่มีความชอบ ทัศนคติ และLifestyle แบบหนึ่ง
ดูเหมือนว่า Apple และ Sony Vaio ไม่ได้มองว่า Computer Notebook จะต้องเป็นอะไรที่จริงจัง เอาเป็นเอาตายอีกต่อไป ทุกอย่างสามารถ “หยิน-หยาง” กันได้
ถ้าสินค้าโดนสร้างบนพื้นฐานของ Functional บุคลิกและลีลาของสินค้าตัวนั้นก็สามารถทำให้ดูออกมาเป็น Emotional เพื่อให้เกิดพลัง “สมดุล” ในตัวตนของสินค้าตัวนั้นๆ
สินค้าใดที่ออกจะดู “ดุ” ในการใช้สอย เช่น รถยนต์ ก็สามารถจะทำให้ดู “เล่น/สนุก” ได้ในบุคลิกและลีลาของสินค้านั้นๆได้อีกเช่นกัน รถยนต์มินิเป็นตัวอย่างที่เห็นกันได้ชัดที่สุดว่ารถยนต์นั่งส่วนบุคคลสามารถเป็นสีลูกกวาดได้ มีธงชาติของแต่ละประเทศบนหลังคาได้ มีเบาะหนังที่สีตัดกับตัวรถได้เป็นต้น
(โปรดติดตามตอน 2 ได้เร็วๆนี้)
Categories: Articles Anything |
Tags: ผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไป, สรณ์ จงศรีจันทร์ | No Comments
December 15th, 2009
AMWAY ; Marketing in 2 Action Training
8-9 December 2009 @ Novotel Srinakarin




Categories: Gallery Anything |
Tags: AMWAY ; Marketing in 2 Action Training, Sohn Chongsrichan | No Comments
December 14th, 2009

งานสัมมนาปิดท้ายปีอันยิ่งใหญ่โดยธนาคารกสิกรไทย ในหัวข้อเรื่อง
“คิดต่าง ต่างคิด” โดยกูรูมากความสามารถ อ.สรณ์ จงศรีจันทร์

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2552 ณ โรงแรมเซนทาร่า แกรนด์ ลาดพร้าว
งานนี้มีผู้่ร่วมสัมมนากว่า 500 ชีวิต มากันทั้งรุ่นพ่อ-รุ่นแม่-รุ่นลูก
เพื่อที่จะได้นำข้อคิด ไปปรับใช้กับสถานการณ์ธุรกิจในปัจจุบัน
นอกจากนี้ยังมีวิทยากรรับเชิญอีกหลายท่านที่มาร่วมแบ่งปัน
ประสบการณ์อันมีค่า งานนี้เต็มไปด้วยความสุขและรอยยิ้มของ
ผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกคน หวังว่าคงจะฝ่าฝันอุปสรรคไปได้นะคะ

ไปชมภาพบรรยากาศเพิ่มเติมกันเพิ่มเติมดีกว่าาา
Categories: Gallery Anything |
Tags: คิดต่าง ต่างคิด, สรณ์ จงศรีจันทร์ | No Comments
December 1st, 2009
การเปลี่ยนแปลงคือการไม่เปลี่ยนแปลง (ตอนแรก)
โดย สรณ์ จงศรีจันทร์
ผมไม่ได้เห่อตามกระแสประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา บารัค โอบามา ที่ท่านได้นำแนวคิดของการเปลี่ยนแปลงเข้ามาสร้างความเชื่อมั่น ความมั่นคงและการกินดี อยู่ดี ให้กับชาวอเมริกันในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจครั้งยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2551
บทเรียนของหายนะทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ส่งผลให้บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ต้องถึงกับล้มละลายหรือไม่ก็ต้องควบรวมกิจการกับธุรกิจประเภทเดียวกัน เพื่อให้ตัวเองอยู่รอด ผนวกกับอัตราตัวเลขของคนว่างงานในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกที่กำลังทะยานพุ่งสูงขึ้นทุกวันจนน่าใจหาย
ประมาณการว่าเฉพาะในประเทศไทยประเทศเดียวตัวเลขคนว่างงานมีสิทธิ์พุ่งขึ้นแตะ 2 ล้านคนในช่วงสิ้นปี 2552 นี้
ทุกอย่างรอบตัวเรามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่ในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงมักจะเกิดขึ้นในทางลบมากกว่าทางบวก
ผมกล้าท้าได้เลยว่าเหตุการณ์ของความล้มเหลวในเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมาเป็นความเสียหายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่คนในวันนี้จะต้องเรียนรู้ ไม่รู้ว่าจะโชคดีหรือโชคร้ายที่เราได้เจอปรากฏการณ์เหล่านี้ในช่วงที่ยังมีลมหายใจอยู่
ผมโดยส่วนตัวรู้สึกว่าโชคดีเพราะอย่างน้อยก็สามารถพูดให้ลูก ให้หลานฟังเกี่ยวกับกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นในช่วงปีสองปีที่เพิ่งผ่านไป
คนมีจิตใจโหดร้ายและรุนแรงมากขึ้นทุกวัน
คุณเคยเห็นฝูงชนปิดสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อปลายปี 2551 มาแล้ว การปิดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในโลก ไม่มีประเทศไหนในโลกเคยทำมาก่อน
แล้วคุณก็คงเคยเห็นฝูงชนมหาศาลบุกปิดถนนสายสำคัญในกรุงเทพฯ ไม่กี่วันก่อนวันสงกรานต์ ทำให้การจราจรบนถนนหลายสายในกรุงเทพฯ ต้องหยุดชะงักเป็นอัมพาต
การประชุม Asian Summit +3 และ +6 ที่พัทยาเมื่อวันที่ 12 เมษายน จำเป็นต้องถูกยกเลิกด้วยความไม่ปลอดภัยของผู้นำประเทศ ครอบครัวและผู้ติดตาม เพราะโดนฝูงชนกลุ่มใหญ่บุกเข้าไปถึงศูนย์ประชุมในตัวโรงแรม รอยัล คลิฟ บีช พัทยา โดยที่กลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารหลายร้อยนายก็ยังไม่สามารถยับยั้งความตั้งใจของฝูงชนกลุ่มใหญ่ที่ไม่ต้องการให้มีการประชุม Asian Summit +3 และ +6 เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ชาวโลกต่างพากันตะลึงกับเหตุการณ์ที่รถประจำตำแหน่งของท่านนายกอภิสิทธิ์โดนรุมทุบตีที่พัทยา และที่เลวร้ายที่สุดคือวันที่ท่านนายกแถลงข่าวที่กระทรวงมหาดไทย หลังจากนั้นมีฝูงชนกลุ่มใหญ่ปิดล้อมรถประจำตำแหน่งไม่ให้เคลื่อนออกจากกระทรวง มีคนเป็นร้อยและพระ 1 รูปรุมทุบตีขว้างของ (กระถางต้นไม้และอิฐบล็อกบนถนน) เข้าใส่รถของท่านที่มีรองนายกสุเทพ เทือกสุบรรณนั่งมาด้วย
โชคดีที่รถของท่านนายกเป็นรถ Benz กันกระสุน ไม่เช่นนั้นเราคงได้ไปเยี่ยมท่านที่โรงพยาบาลไหนโรงพยาบาลหนึ่งกันแน่
คงไม่ต้องพูดถึงท่านเลขานายกรัฐมนตรี คุณนิพนธ์ พร้อมพันธ์ ที่ทั้งรถ BMW Series 7 พังยับเยิน ตัวท่านและคนขับถึงขนาดต้องหามส่งโรงพยาบาล
จริงไหมที่คนกำลังเปลี่ยนไป
ผมมาลองคิดเล่นๆดูว่าทำไมคนถึงเปลี่ยนไปได้มากมายขนาดนี้ เมื่อเทียบกับสมัยก่อนที่มีการชุมนุมต่อต้านอะไรสักอย่าง มักจะมีกรอบ มีกฎ มีกติกา ที่คนหมู่มากต้องเคารพและถือปฏิบัติ
1. เศรษฐกิจ
เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำย่อมพาให้คนสูญเสียโอกาสในรายได้ที่เคยได้รับ
เช่นอาจจะตกงาน ถูกตัดเงินเดือนหรือ ทำงานในจำนวนวันที่ลดลง โดยเฉพาะเมื่อตัวเองต้องตกงานจึงทำให้มีเวลาว่างมากส่งผลให้คิดฟุ้งซ่านและใช้เวลาว่างนั้นให้เป็นโทษมากกว่าเป็นประโยชน์
2. ความชอบส่วนตัว
รัฐบาลชุดหนึ่งมีภาพลักษณ์ที่ดีและได้รับการยอมรับในคนกลุ่มหนึ่ง
ในจังหวัดหนึ่ง ในภาคหนึ่ง ในขณะที่รัฐบาลอีกชุดก็มีภาพลักษณ์และการยอมรับในคนอีกกลุ่มหนึ่งแบบเดียวกัน
3. ความใจแคบ
คนมักจะคิดว่าความคิดของตัวเองถูกเสมอและไม่เคยแม้จะลองฟัง
ความคิดเห็นของผู้อื่นที่อาจจะดีกว่า ที่สำคัญคือการไม่ถอยหลัง 1 ก้าวเพื่อเรียนรู้อะไรใหม่ๆ เติมสิ่งดีๆให้กับชีวิต
4. ผลประโยชน์ส่วนตัว
ถ้าทุกคนคิดแบบไม่เอาผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง โลกใบนี้คง
สงบและน่าอยู่กว่าเดิม การเปลี่ยนแปลงไปในทางรุนแรงเกิดขึ้นด้วยความคาดหวังที่จะได้ผลประโยชน์กลับมาที่ตนวันใดวันหนึ่งหลังจากที่ตนได้ชัยชนะนั้นมา
5. มีลูกบ้าและกล้า
คนชอบทำอะไรในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ถูกข้อร้องหรือบังคับให้ทำ
เช่นให้ไปซ้ายก็จะไปทางขวา ให้หยุดก็จะเดิน เป็นต้น
6. อยากลองของ
เมื่อบอกว่าถ้าชุมนุมเกิน 5 คนก็จะถูกดำเนินคดีก็อยากจะรู้ว่าทหาร
หรือตำรวจกล้าพอที่จะจับกุมหรือไม่ คนชอบลองอะไรใหม่ๆอยู่เสมอ เพราะเกิดมาเพียงชีวิตเดียว ไม่ลองก็ไม่รู้
7. เสียหน้าไม่ได้
เดี๋ยวเพื่อนจะหาว่าเราไม่เก่ง ไม่กล้าจริง ลองนึกถึงตัวเองตอนสมัย
วัยรุ่นว่าเคยรับคำท้าใครไว้แล้วยอมกลืนคำพูดหรือไม่
8. อยากเด่น อยากดัง
มีคนแต่งตัวเป็นแบทแมนออกมาเต้นแร้งเต้นกาต่อหน้ากลุ่มผู้ร่วม
ชุมนุมและกลุ่มทหารรักษาความสงบ มีคนออกมาทำอะไรแปลกๆเพื่อให้ตัวเองเด่นและดัง เพราะมีสื่อหลายแขนงที่คอยทำข่าว วันรุ่งขึ้นก็จะปรากฏรูปของตัวเองอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ หน้าจอทีวี ในอินเตอร์เน็ท เป็นต้น
9. ความน้อยเนื้อต่ำใจ
คนมีรายได้น้อยมีทัศนคติแบบหนึ่ง
คนมีรายได้มากก็มีทัศนคติอีกแบบหนึ่ง
คนอยู่ต่างจังหวัดคิดอย่าง
คนอยู่ในเมืองใหญ่ๆก็คิดอีกอย่าง
คนระดับล่างมักจะไม่ลงรอยกับคนระดับบน บ่อยครั้งจะอยู่กันคนละ
ขั้ว และสิ่งนี้เป็นเรื่องปกติที่สามารถพบเห็นได้ในทั่วทุกวัฒนธรรม
10. เทคโนโลยี
เทคโนโลยีมีทั้งคุณและมีทั้งโทษ
คุณประโยชน์มีมากมหาศาลเพราะเทคโนโลยีเป็น Transformer ที่
เปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนให้เกิดความสะดวกสบายและรวดเร็ว
คุณคงขาดโทรศัพท์มือถือไม่ได้ในวันนี้
คุณอาจจะลืมเอาเงินติดตัวออกจากบ้านแต่คุณก็สามารถขอยืมเงินเพื่อนที่ออฟฟิศได้
แต่ถ้าคุณลืมโทรศัพท์มือถือไว้ที่บ้าน ผมรับรองได้ว่าคุณต้องเลี้ยวรถกลับบ้านไปเอาทันที เพราะในโทรศัพท์มือถือของคุณนอกเหนือจากเบอร์โทรศัพท์สำคัญๆที่คุณต้องใช้ในการติดต่อสื่อสารในแต่ละวัน คุณยังมีข้อมูลสำคัญต่างๆที่ถูกบันทึกไว้ในโทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นด้วย
แล้วทำไมเทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับความรุนแรงที่เกิดขึ้น
ผมได้รับ SMS เยอะมากจากเหตุการณ์ชุมนุมครั้งสำคัญในเดือนเมษายนช่วงสงกรานต์
มีคนส่งข้อความที่โจมตีกันไปกันมาและข้อความเชื้อเชิญให้ไปสมทบกันร่วมชุมนุม เพราะมีเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ใช้ความรุนแรงเข้าสลายผู้เข้าร่วมชุมนุม มีคนบาดเจ็บหรือแม้กระทั่งถึงเสียชีวิต เป็นต้น
ในช่วง 3-4 วันของสงกรานต์วิปโยค ผมได้สังเกตเห็นโอกาสทางธุรกิจมากมายในเชิงความคิดสร้างสรรค์ โอกาสที่ผมจะเล่าสู่กันฟังจะเป็นจริงหรือไม่ผมไม่ทราบ ขอเพียงแค่คิดดังๆและนอกกรอบดูจะถูกหรือผิดเป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัว
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
Categories: Articles Anything |
Tags: การเปลี่ยนแปลงคือการไม่เปลี่ยนแปลง, สรณ์ จงศรีจันทร์ | No Comments
December 1st, 2009
ผ่านไปแล้วสำหรับงาน TK YOUNG MARKETING CAMP 2009 ที่จัดโดย TK PARK
เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2552 ณ TK PARK ชั้น 7 CentralWorld โดยมีน้องๆนักศึกษา
จากมหาวิทยาลัยดังหลายแห่งรวม 20 ชีวิต มารวมตัวกันทำแผนการตลาด ในการสร้าง
ให้แบรนด์ที่มีชื่อว่า TK BAND (ศิลปินที่เกิดจากความสามารถและอัจฉริยะ) ให้แจ้งเกิด
พร้อมกับการทำการตลาดของแบรนด์ ภายในระยะเวลา และ งบประมาณที่กำหนดไว้ให้
งานนี้แต่ละทีมสู้กันสุดความสามารถ ไม่ยอมแพ้กันเลย ต้องขอแสดงความยินดีกับน้องๆ
ที่ชนะเลิศและน้องๆทุกทีมด้วยนะคะ นี่ถือเป็นเพียงแค่ก้าวแรกในการเริ่มต้นเองคะ ^^

บรรยากาศก่อนเริ่มงาน

โฉมหน้าคณะกรรมการในการตัดสินครั้งนี้

โฉมหน้าน้องๆที่เข้าร่วมการแข่งขัน

ได้เวลาปล่อยของ….

ฟังเพลงเพราะๆจากวง TK BAND

ปิดท้ายด้วยรางวัลแห่งความภาคภูมิใจ
ขอเป็นกำลังใจให้น้องๆทุกคนสู้ต่อไป….โชคดี มีชัย ^_____^
Categories: Gallery Anything |
Tags: TK BAND, TK PARK, สรณ์ จงศรีจันทร์ | No Comments
November 26th, 2009
ผ่านไปแล้วกับงานสัมมนา “นำแบรนด์ SME ไทย สู่ Modern Trade”
โดย อาจารย์สรณ์ จงศรีจันทร์ เมื่อวันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน 2552
ณ K-Knowledge Center อาคารจามจุรีสแควร์ งานนี้ผู้ประกอบการ
ให้ความสนใจกันล้นหลาม เกือบ 100 คน ห้องใหญ่ๆ ดูเล็กไปถนัดตา
ต่างคนต่างตั้งใจมาเพื่อเป้าหมายที่จำนำแบรนด์ของตนเข้าไปอยู่ใน
Modern Trade กันให้ได้ งานนี้ขอเอาใจช่วยทุกคนนะคะ ขอให้นำ
แบรนด์เข้าไปให้ได้ไวไวนะคะ นอกจากเรื่องเข้า Modern Trade แล้ว
อาจารย์สรณ์ ของเรายังซ่อนเรื่องของการทำธุรกิจให้ไม่เจ๊งอีกด้วย
หวังว่าคงเป็นประโยนช์สำหรับทุกคนคะ สำหรับใครที่พลาดงานนี้
ทางอาจารย์ฝากบอกมาว่าจะเปิดให้ใหม่อีกครั้งคะ แต่อย่าลืมติดตาม
ข่าวสารกันให้ดีๆนะคะ ช้าอด หมดสิทธิ์ฟังคะ อิอิ

อาจารย์สรณ์ จงศรีจันทร์ สุดยอดวิทยากรคะ

ให้ข้อคิดกับผู้ร่วมสัมมนาในการทำธุรกิจ โดยใช้กิจกรรมเล็กๆน้อยๆเป็นตัวเล่าเรื่อง

ผู้ร่วมสัมมนาต่างก็ตั้งอกตั้งใจฟัังกันอย่างจดจ่อ
ขอบคุณที่ติดตามคะ ^___^
Categories: Gallery Anything |
Tags: สรณ์ จงศรีจันทร์ | No Comments