December 13th, 2010
ผมต้องดีใจกับแบรนด์หลายๆแบรนด์ ที่มีอายุมากกว่า 100 ปี หรือ 200 ปี อย่างเช่น โค้ก เป๊ปซี่ คอลเกต ชิเซโด้ ลักซ์ เชลล์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ หรือ ฮาร์เลย์ เดวิดสันและต้องไม่ลืมแบรนด์ไทยอย่าง ธนาคารไทยพาณิชย์ และเครือซีเมนต์ไทย เป็นต้น
คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือเรื่องง่ายๆที่แบรนด์เหล่านี้จะอยู่ยงคงกระพันได้ โดยปราศจากกลยุทธ์และเหตุผลที่ดีทางการตลาด
แบรนด์ที่อยู่มานานได้กว่า 100 ปี ได้เดินทางผ่าน 2 เจเนอเรชั่น หรือ 3 เจเนอเรชั่น ของผู้บริโภค ตั้งแต่ ปู่ ย่า ตา ยาย มาจนถึงยุค คุณลูก คุณหลาน
ผู้บริโภคได้มีโอกาสเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของแต่ละแบรนด์ ในแต่ละอุตสาหกรรมที่ต่างกันไป จากการพัฒนาคุณภาพของตัวสินค้า หีบห่อ ช่องทางการจัดจำหน่าย ไปจนถึงการโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ และเข้มข้นมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้นในเวลาเดียวกัน
ในระหว่างการเดินทางของแบรนด์ทั้งหลาย ผู้บริโภคจะได้เห็นความสำเร็จของแบรนด์ตั้งแต่แรกเริ่ม จนถึงปัจจุบัน และในขณะเดียวกัน ก็คงมีโอกาสได้เห็นถึงแบรนด์์ที่ต้องล้มลุกคลุกคลาน จนท้ายที่สุดก็ต้องล้มหายตายจากโลกนี้ไป
แบรนด์ที่อยู่ยงคงกระพันได้ คือแบรนด์ที่มีความรุ่งโรจน์ เปรียบเสมือนกับคนที่มีแต่ความสุข ความมั่งคั่ง ร่ำรวย มีอันจะกิน มีคนรู้จักและชื่นชมอยู่ตลอดเวลา
แบรนด์ที่ร่วงโรย คือ แบรนด์ที่เจ็บป่วย เป็นไข้ ไม่มีภูมิคุ้มกันอย่างถาวร แบรนด์ประเภทนี้อยู่ในท้องตลาดแบบฉาบฉวย กอบโกยกำไรจากผู้บริโภคในระยะเวลาอันสั้น ไม่สามารถสร้างความประทับใจ และความจงรักภักดีในกลุ่มผู้บริโภคได้
มีคำถามเกิดขึ้นมาในใจอยู่ตลอดเวลาว่า อะไรคือองค์ประกอบหลัก ที่สร้างความแข็งแกร่ง อยู่ยงคงกระพันให้กับแบรนด์รุ่งโรจน์เหล่านี้
ผมได้เคยเขียนสูตรสำเร็จของการสร้างแบรนด์ไว้ในนิตยสาร BrandAge นี้ เมื่อปีกว่าที่แล้วว่า แบรนด์ที่ประสบกับความสำเร็จและแข็งแกร่งได้อยู่ตลอดเวลานั้น จำเป็นที่จะต้องมี 4 เสาหลัก เพื่อยึดเหนี่ยวให้แบรนด์โดดเด่นแตกต่างจากคู่แข่ง และ 4 เสาหลักนี้ คือ
1. Differentiation สินค้าหรือบริการต้องมีความแตกต่างและโดดเด่น
2. Relevance สินค้าหรือบริการต้องมีความจำเป็นและเหมาะสมต่อผู้บริโภค
3. Esteem ผู้บริโภคต้องชื่นชมและชมชอบต่อสินค้าหรือบริการ
4. Knowledge สินค้าหรือบริการต้องเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้บริโภค
ตามหลักการสร้างแบรนด์ของหลายสำนัก คงจะมีหลักการและสูตรสำเร็จที่หลากหลายกว่า 4 เสาหลัก ในข้างต้นที่กล่าวมา เครื่องมือที่เรียกว่า BRAND ASSET VALUATOR ของบริษัท Y&R นี้ เป็นแนวคิดในการพัฒนาแบรนด์ของลูกค้าเรา ที่ใช้กันอยู่เป็นประจำ ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือที่ Y&R ทั่วโลก ใช้ในการพัฒนาแบรนด์ของลูกค้า ให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างรุ่งโรจน์
มีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ ในการถอดรหัส 1 ใน 4 เสา ของ BRAND ASSET VALUATOR ที่เป็นแกนของ Differentiation เพื่อจะทำให้เกิด Energize Differentiation มีมิติอีก 6 แกน ที่สามารถซอยย่อยออกมา เพื่อที่จะทำให้ Differentiation มีความแข็งแรงและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
เราเรียก 6 มิตินี้ว่า “พลังของความแตกต่างที่ไม่หยุดนิ่ง” หรือ Energize Differentiation
1. Vision (วิสัยทัศน์)
ถ้าถอยกลับไปวิเคราะห์ถึงแบรนด์ที่รุ่งโรจน์มาตลอดกว่า 100 ปี หรือมากไปกว่านั้น เราจะเห็นถึงวิสัยทัศน์ ที่คมชัดในการพาให้แบรนด์เดินทางฝ่าฝันอุปสรรคต่างๆนานาชนิด ได้อย่างราบรื่น
คงไม่มีองค์กรใดที่จะประสบกับความสำเร็จได้ โดยปราศจากเป้าหมาย ปรัชญา และแนวคิดในการดำเนินธุรกิจ
ถ้าผมจะลองเปรียบความหมายของ Vision กับทางพุทธศาสนาของชาวพุทธ คำๆนี้น่าจะมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “ภาวนา”
เมื่อเราภาวนาสิ่งใดเราก็มักจะได้สิ่งนั้นสมดังปรารถนาไม่ใช่หรือ
หลายคนภาวนาขอให้ตัวเองมีสุขภาพที่ดี มีครอบครัวที่ดี และมีความสุข สุดท้ายคนเหล่านี้ก็ได้รับสิ่งดีๆที่ตนได้ภาวนา เป็นของขวัญและรางวัลกลับไป
Vision เป็นตัวกำหนดให้เรามีความมุ่งมั่น มุมานะ พากเพียร พยายาม ต่อสู้ ฟันฝ่าอุปสรรค
เมื่ออยากมีสุขภาพที่ดี มีครอบครัวที่ดี และมีความสุขในชีวิต คนๆนั้นก็ต้องมีวินัย ในการใช้ชีวิต ดูแลสุขภาพของตัวเอง โดยไม่กินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย วางตัวอยู่ในกรอบของศีลทั้ง 5 ประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นคนดี และท้ายสุดก็นำมาซึ่งความสุข ความเจริญให้แก่ตนเองและครอบครัว
การตั้ง Vision หรือ ภาวนา คงไม่ใช่เรื่องที่เพียงแค่จะตั้งขึ้นมาลอยๆ แล้วก็รอคอย ให้ฟ้าดินประทานให้ธุรกิจเกิดความเจริญรุ่งเรือง รุ่งโรจน์ โดยที่ไม่ได้ทำอะไร ในระหว่างทางให้สอดคล้องกับสิ่งที่ได้วางเป็นเป้าหมายของธุรกิจ
Vision เป็นกรอบของความคิด ที่ทำให้ผู้ประกอบการต้องคอยตรวจเช็คอยู่ตลอดเวลาว่าสิ่งที่ตนกำลังทำอยู่ และกำลังจะทำต่อไป หลุดลอยออกจากแก่นแท้ ของแนวคิดธุรกิจหรือไม่
ผมขอหยิบยกแบรนด์รุ่งโรจน์ที่ประสบกับความสำเร็จมากๆในปัจจุบัน ถึงแม้จะมีอายุยังไม่ครบ 100 ปี เพื่อเป็นกรณีศึกษา
ผมต้องขอชื่นชมต่อผู้บริหารในยุคที่แบรนด์ Nokia ถูกนำออกสู่ตลาดในวันแรก ด้วยสโลแกน “Connecting People”
ลองมองย้อนกลับไปในอดีตของการสร้างแบรนด์โนเกีย จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเขาวางสโลแกนของแบรนด์ว่า (สมมติ “The Best Mobile Phone In The World”)
ในความเป็นจริงผมกลับไม่ได้มองว่า Connecting People เป็นเพียงแค่สโลแกนของ Nokia
Connecting People ในวลีนี้หมายรวมถึงการที่แบรนด์ Nokia ได้พยายามวาง Vision ปรัชญา เป้าหมายทางธุรกิจ ตลอดจน Communication Message ให้ไปในทิศทางเดียวกันหมด
ความเก่งกาจ ฉลาดเฉลี่ยว ของ Nokia ในการวางทิศทางแบบนี้ ถูกจัดให้อยู่ในขั้นเซียนได้อย่างสบาย
หลายคนมักสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่วลี Connecting People จะสามารถครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างได้
ทำไมไม่แยก Vision เป็น 1 อัน ปรัชญาเป็น 1 อัน เป้าหมายเป็น 1 อัน และ Communication Message เป็น 1 อัน
ผมโดยส่วนตัวมองว่าการแตกกระจายของการวางกลยุทธ์ในการทำธุรกิจ คือ ความไม่มีจุดยืนที่ชัดเจนในการต่อสู้กับคู่แข่ง
บ่อยครั้งจะเห็น Vision ขององค์กรหนึ่ง วิ่งไปทิศทางหนึ่ง กลยุทธ์การตลาด ก็วิ่งไปทางทิศตรงกันข้าม และสุดท้าย Communication Message ก็วิ่งไปอีกทิศทางหนึ่ง ที่ต่างขัดแย้ง สวนทางกันหมด
คนเก่งเท่านั้นที่จะรวบทุกสิ่งทุกอย่างไว้ได้บนวลีสั้นๆ อย่างที่ Nokia ได้สร้างไว้
ถ้าเขาวางตัวเองเป็น The Best Mobile Phone In The World ผมคิดว่าธุรกิจของเขาคงจะร่วงโรยไปเมื่อหลายปีก่อนอย่างแน่นอน
ก็เพราะธุรกิจการสื่อสารบนโลกวันนี้ ไม่ได้ถูกจำกัดแค่การพูดคุยกัน ผ่านโทรศัพท์มือถือเพียงอย่างเดียว
การสื่อสารหรือการเชื่อมโยง (Connecting People) ให้คนได้มีโอกาสเข้าถึงกันได้อย่างอิสระเสรี เป็นกลไกที่เปลี่ยนแนวความคิดเดิมๆของธุรกิจเครื่องรับ-ส่งโทรศัพท์
คนใช้ Data Communication กันมากขึ้น ด้วยระบบเทคโนโลยี 3G ที่เป็นตัวช่วยอำนวยความสะดวก ให้มีความสามารถในการรับ-ส่งขอมูลหนักๆ
ระบบ GPS ที่ถูกสร้างขึ้นในระบบมือถือของ Nokia หลายรุ่น ที่มีขายอยู่ในท้องตลาด
โทรศัพท์มือถือของ Nokia ที่สามารถเชื่อมต่อไปยังระบบ e-mail , facebook , twitter และอื่นๆอีกมากมาย
นี่คือการ Connecting People ที่ไปได้มากกว่าการติดต่อสื่อสารแบบเดิมๆ
เมื่อกลางปีที่แล้วคู่แข่งของ Nokia ต่างก็ต้องตะลึงกับสินค้าใหม่ ที่ชื่อว่า Nokia Booklet 3G ที่เป็น Netbook สามารถเชื่อมต่อกับการสื่อสารในทุกระบบ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มีใครเคยคิดไหมว่า Nokia จะเปิดตัว Booklet เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค
Nokia ได้กลายพันธุ์ธุรกิจของตนจากที่เคยเป็นสินค้าประเภทโทรศัพท์มือถือ ไปสู่ธุรกิจ Hardware ในรูปแบบ Netbook ที่ไม่ได้แข่งขันกับคู่แข่งอย่าง Motorola , Samsung หรือ LG แต่ขยายน่านน้ำออกไปสู้กับ HP , Acer , Lenovo หรือ Dell เป็นต้น
การวาง Vision ที่ดี คือ การวาง Vision ที่เป็น Customer Centric (เอาผู้บริโภคเป็นที่ตั้ง) เข้าถึงได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก สลับซับซ้อน และที่สำคัญ เปิดโอกาสให้ธุรกิจวิ่งไปได้ไกลกว่าสิ่งที่เคยทำอยู่อย่างซ้ำๆซากๆ
การเดินทางบนเส้นทางธุรกิจของ Nokia ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ธุรกิจที่รุ่งโรจน์ส่วนหนึ่ง ได้มาจากการวาง Vision ที่คมชัดตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจ
ผมมีความเชื่ออีกว่า Nokia คงจะไม่ได้หยุดเพียงแค่การเปิดตัว Nokia Booklet 3G แต่คงเป็นไปได้ที่จะมีธุรกิจสินค้าหรือบริการในอีกหลากหลายรูปแบบ ที่จะถูกป้อนออกสู่ตลาด เพื่อสร้างความสุข ความสบาย ให้แก่ผู้บริโภคในวันนี้และในอนาคตอันใกล้นี้
การเดินทางของแบรนด์ที่มีอายุ 28 ปีในธุรกิจการสื่อสารของ Nokia โดยที่ยังตอกย้ำจุดยืนของการเชื่อมต่อให้คนเข้าถึงกันได้ (Connecting People) ยังคงมีความกระชุ่มกระชวย เปรียบเสมือนเด็กหนุ่ม เด็กสาว ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ความคิด เป็นเหมือนหัวรถจักร ที่จะฉุดกระชากลากจูง ให้รถไฟทั้งขบวนวิ่งไปข้างหน้า สู่ความรุ่งโรจน์อย่างยั่งยืน แบบหาใครเปรียบได้ยาก
และคอยดูว่า Nokia จะมีอะไรดีๆ เด่นๆ ดังๆ และโดนๆใจผู้บริโภค ออกมาให้เราได้ตะลึงกันอีก
(โปรดติดตามตอนต่อไปในฉบับหน้าครับ)
Categories: Articles Anything |
Tags: Sohn Chongsrichan | No Comments
December 13th, 2010
มีกิจกรรมดีๆมาอัพเดทกันอีกแล้วนะคะ เป็นกิจกรรมของทาง SunGroup ที่ได้แสดงพลังสามัคคีร่วมใจกันใส่เสื้อสีชมพูมาร่วมทำกิจกรรมกันอย่างถ้วนหน้า
ไม่เพียงแต่เป็นกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงพลังของความสามัคคีของคนในบริษัทแล้ว ยังเป็นการแสดงออกถึงความเคารพนับถือในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราชาวไทยอีกด้วยคะ ^^

คราวหน้าจะนำภาพกิจกรรมดีๆ น่ารักๆ มาฝากเพื่อนๆพี่ๆชาว BrandAnything กันอีกนะคะ ^^
Categories: Uncategorized |
No Comments
November 29th, 2010
พี่ๆทุกท่านที่พลาดงานสัมมนา 13 จริตของแบรนด์เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ครั้งนี้เราได้เปิดสัมมนาในหัวข้อนี้อีกครั้งคะ
หากท่านใดสนใจกรุณาส่งอีเมลล์มาที่ atchara@brandanything.biz เพื่อสำรองที่นั่งได้เลยนะคะ

รีบๆจองกันเข้ามานะคะ รับจำนวนจำกัดค่ะ ^^
Categories: Seminar & Workshop Schedule |
Tags: Sohn Chongsrichan | No Comments
November 29th, 2010
คำตอบของผมต่อคำถามของคนรอบข้าง เกี่ยวกับการทำธุรกิจและสร้างแบรนด์ในอนาคตจะมีรูปแบบเป็นอย่างไรในข้อที่ 2 คือ
ความเสมอต้นเสมอปลาย และคงเส้นคงวา
ผมมักจะได้ยินผู้หญิงเขาคุยกันในกลุ่มเพื่อนผู้หญิงด้วยกัน หรือบางครั้งผมมีโอกาสได้อ่านบทความในนิตยสารผู้หญิงเกี่ยวกับความรักที่จีรังยั่งยืนที่พวกเธอใฝ่หา
ผู้หญิงส่วนใหญ่มักมีคำตอบในใจว่าความรักที่สมบูรณ์แบบและในอุดมคติที่พวกเธอใฝ่หาคือ ต้องการให้คู่รักของตนรักเธอไม่ต้องมากจนเกินไปในช่วงที่เป็นแฟนกัน แต่ต้องการความรักแบบน้อยๆแต่สามารถยืนยาวไปได้ตลอดทั้งชีวิต
เอาเป็นว่าขอให้เธอรักฉันน้อยๆก็ได้แต่ต้องรักฉันนานๆนะ
แนวคิดของความรักในคู่หนุ่มสาวหรือคู่ครองไม่ได้แตกต่างจากแนวคิดในการทำธุรกิจหรือการรักษาความแข็งแกร่งของแบรนด์ให้มีชีวิตที่ยืนยาวเท่าใดนัก
ผู้ประกอบการประสบกับความสำเร็จในยอดขายของสินค้าหรือบริการ เพราะผู้บริโภคมีความพึงพอใจต่อคุณภาพและประสิทธิภาพของสินค้าหรือบริการนั้นๆในระดับของความคาดหวังที่ต่างฝ่ายก็ต่างให้กันและกัน
เมื่อสาวใดที่หน้ามีจุดด่างดำ แล้วใช้สินค้าประเภทครีมทาให้หน้าขาวจากแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งจนหน้าของสาวคนนั้นมีผิวขาวใสขึ้นมาในเวลา 3 – 4 สัปดาห์ ก็เป็นผลมาจากคุณภาพและประสิทธิภาพของครีมทาหน้าขาวแบรนด์นั้นได้ทำหน้าที่ส่งมอบคำมั่นสัญญาที่ได้คุยไว้กับผู้บริโภค
ในขณะที่คำมั่นสัญญาจากแบรนด์ครีมทาหน้าขาวก็ได้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภครายนั้นบนพื้นฐานของราคานอกเหนือจากคุณภาพและประสิทธิภาพที่เป็นองค์ประกอบหลัก
ต่อให้ครีมทาหน้าขาวแบรนด์นั้นมีราคาแพงกว่าแบรนด์อื่นๆในตลาดบ้าง แต่ด้วยความพึงพอใจของผู้บริโภครายที่มีหน้าขาวใสขึ้นทุกอย่างเลยดูลงตัวครบถ้วนไปหมด
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าวันดีคืนดีสาวคนเดิมเกิดมีอาการหน้าหมองคล้ำขึ้นมา แล้วไปซื้อครีมทาหน้าขาวแบรนด์เดิมมาใช้ แต่กลับหน้าไม่ขาวใสในระยะเวลา 3-4 สัปดาห์ ไม่เห็นผลดังใจ
เป็นไปได้ไหมที่ผู้บริโภคคนดังกล่าวผิวหน้าเริ่มดื้อกับส่วนผสมของสินค้าเดิมที่เคยใช้
ในเชิงทฤษฎีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง ที่ผู้บริโภคมีสิทธิ์ที่จะดื้อกับส่วนผสมในแต่ละประเภทของสินค้าเมื่อใช้ไปนานๆและซ้ำๆกันอยู่ตลอดเวลา
พวกจุดด่างดำคงเบื่อกับการกินส่วนผสมเดิมๆ ถ้าพวกมันพูดได้คงอยากจะบอกกับเจ้าของใบหน้าว่า “พี่ๆช่วยกรุณาให้พวกน้องหนูได้สัมผัสประสบการณ์ของรสชาติ (ส่วนผสม) ใหม่ๆหน่อยได้ไหม”
เชื่อไหมว่ามนุษย์ทุกคนในโลกใบนี้ต่างเข้าข้างตัวเองกันทั้งนั้น
ไม่มีใครโทษหน้าตัวเองหรอก (ว่าจริงๆมันเริ่มด้านแล้วนะ)
จำเลยของสังคมเลยต้องตกไปเป็นผู้ประกอบการเจ้าของสินค้านั้นๆ
ผู้บริโภครายที่ผิดหวังกับใบหน้าของตัวเองว่าทำไมกระปุกที่ 4 กระปุกที่ 5 ถึงยังไม่สามารถทำให้หน้าตนกลับมีสภาพขาวใสได้
ในใจคงบ่นและสาปแช่งผู้ประกอบการว่า พอขายดีเลยลดคุณภาพ พอขายดีเลยเริ่มหยิ่ง พอขายดีเลยลืมบุญคุณของผู้บริโภคไปแล้วใช่ไหม
แบบนี้ไม่เสมอต้นเสมอปลาย
แบบนี้ไม่คงเส้นคงวา
วันรุ่งขึ้นก็เลยเอาสินค้าแบรนด์ดังกล่าวไปประจานต่อสังคมรอบข้างโดยผ่าน Web ผ่าน Blog ผ่าน Forward e-mail เป็นต้น
สุดท้ายผู้ประกอบการรายนี้ก็ต้องปิดตัวเองไปด้วยความไร้เดียงสาของผู้บริโภคที่เอาแต่ใจของตัวเองเป็นที่ตั้ง
เห็นไหมว่าความเสมอต้นเสมอปลายไม่ได้ก่อเกิดจากตัวสินค้าหรือบริการที่มาจากทางด้านของผู้ประกอบการเพียงฝ่ายเดียว
แต่คำๆนี้ได้ถูกสร้างให้เกิดเป็นความคาดหวังในใจของผู้บริโภคในอีกแง่มุมหนึ่ง
แค่ผู้ประกอบการมีความพยายามที่จะรักษาระดับของความเสมอต้นเสมอปลายในคุณภาพและประสิทธิภาพของตัวสินค้าหรือบริการก็น่าจะยากพออยู่แล้ว
โชคร้ายยังมาเจอกับความต้องการและความคาดหวังของผู้บริโภคที่มีแต่จะมากขึ้นและมากขึ้น
ลองคิดดูว่าจะมีผู้ประกอบการที่ได้รับคำชมอย่างเป็นทางการจากผู้บริโภคมั้ยว่า ถ้าใบหน้าของเธอขาวใสสว่างขึ้นภายใน 3-4 วัน ที่ไม่ใช่ 3-4 สัปดาห์
อาจจะมีคนช่วยโฆษณาชื่นชมต่อใน Web Blog และส่งต่อเป็น Forward email เพียงเศษเสี้ยวของผู้บริโภคส่วนใหญ่
ผู้ประกอบการ “ทำเกินได้ แต่ห้ามทำขาด”
แค่ทำได้แบบพอดีๆยังต้องลุ้นกันตัวโก่ง
ผู้บริโภคจ่ายเงินได้เหมาะพอดีกับราคาสินค้าที่ตั้งไว้ แต่คงไม่มีใครจ่ายในราคาที่เกินกว่าราคาที่ติดไว้บนบรรจุภัณฑ์อย่างแน่นอน
ผมไม่เคยเห็นผู้บริโภคคนไหนบอกกับพ่อค้าแม่ขายว่าที่ลุงๆน้าๆติดราคาไว้ว่าส้มกิโลละ 50 บาท ผมจะจ่ายให้ลุงๆน้าๆ 70 บาทต่อกิโล
บ่อยครั้งจะเห็นแต่ผู้บริโภคขอให้พ่อค้าแม่ขายแถมอีกลูก 2 ลูกหรือไม่ก็ขอโลละ 40 บาทได้ไหม
มันแปลกดีนะ
และที่น่าเห็นใจที่สุดก็คือสายอาชีพที่ต้องซื้อ (ของชาวบ้าน) มาและขาย (ของชาวบ้าน) ไป
มีใครรับรองได้ไหมว่าผลส้มจากสวนอาทิตย์หน้าจะหวานฉ่ำเหมือนอาทิตย์นี้ที่ซื้อไปหรือน้ำมะพร้าวหอมจากสวนที่ไหนสักแห่ง อาทิตย์นี้จะหวานหอมจากการเก็บเกี่ยวในเดือนถัดไป เป็นต้น
พอเพียงในทรัพยากรที่มีอยู่ พอเพียงในงบประมาณที่มีอยู่ และพอเพียงในความทะเยอทะยานที่มีอยู่
แนวคิดและปรัชญาของการทำธุรกิจและสร้างแบรนด์ในยุคนี้และยุคหน้า มีความจำเป็นอย่างมากที่ผู้ประกอบการต้องหันกลับมาทบทวนกับคำว่า “ความพอเพียง”
มีนักกลยุทธ์สร้างแบรนด์หลายท่านในวงการได้เขียนถึงและกล่าวถึงการทำธุรกิจบนพื้นฐานของความพอเพียงไปมากต่อมากแล้ว และทุกๆท่านก็ได้ให้ข้อคิดดีๆฝากให้พวกเราได้นำไปคิดและประยุกต์ใช้กันได้จริงๆในการประกอบธุรกิจ เพื่อให้ธุรกิจของตัวเองโดดเด่นและมีผลประกอบการเป็นที่น่าพอใจ
ความพอเพียงคือยิ่งน้อยก็ยิ่งมาก
แต่ที่น่าสนใจกว่าคือธุรกิจจำเป็นต้องมีชีวิตที่ยืนยาว ไม่ใช่รวยกันแค่ปี 2 ปี แล้วต้องปิดกิจการลง
บางธุรกิจขายดิบขายดีอยู่เพียงชั่วระยะเวลาที่สั้นมากๆแล้วสุดท้ายก็ไปไม่รอดเพราะอะไร
เหตุผลหนึ่งน่าจะมาจากความต้องการที่อยากได้มากๆในยอดขายและผลกำไร โดยไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมาในอนาคตอันใกล้
ความพอเพียงได้ถูกนำมาปฏิบัติใช้กับความจีรังยั่งยืนด้วย
แบบขอให้รักฉันน้อยๆก็ได้แต่ต้องรักฉันให้นานๆนะ
ธุรกิจไม่ควรอยู่แบบฉาบฉวยเพราะผู้ประกอบการจะสูญเสียจุดยืนของตัวเองที่จะนำมาสู่ความเสื่อมเสียชื่อเสียง
ผมเคยไปพักโรงแรม Boutique ชายทะเลที่หนึ่งมา และได้มีประสบการณ์บางอย่างที่อยากจะแบ่งปันบทเรียนนี้ให้อ่าน
ในช่วงแรกของการเปิดโรงแรม Boutique ชายทะเลแห่งนี้ ผู้คนต่างแย่งกันเข้าไปพัก ด้วยเหตุผลที่เป็นโรงแรมใหม่ เก๋ เท่ มีระดับ อยู่ในกระแสนิยม
เกิดอะไรขึ้นเมื่อมีฝูงคนรุมกระหน่ำจองแล้วมีคิวต้องให้รอถึง 6-7 เดือนล่วงหน้าก่อนที่จะเข้าพักได้จริง
1. พนักงานรับจองห้องพักต้องอยู่ในสภาพของแรงกดดันเนื่องด้วยมีกลุ่มลูกค้ารุมสอบถามข้อมูลต่างๆนานาเกี่ยวกับโรงแรมใน และขณะเดียวกันถูกรุมด่า ถูกรุมต่อว่า ว่าทำไมถึงต้องใช้เวลาหลายเดือนในการเข้าพัก ต่างคนก็ต่างคิดเอาเองว่า โรงแรมทำไมถึงหยิ่งนัก ไม่ต้อนรับคนไทยใช่ไหม เห็นฝรั่งเป็นพระเจ้าใช่มั้ย เป็นต้น
2. ถ้าใครโชคดีหน่อยมีโอกาสได้เข้าพักในทันทีก็จะเจอกับเหตุการณ์ของความชลมุนวุ่นวาย แขกต้องใช้เวลา Check-in นานกว่าปกติมาก พนักงานต้อนรับหน้าบูดหน้าเบี้ยว ชักสีหน้ากับลูกค้า ถามคำตอบคำ เมื่อ Check-in เสร็จต้องใช้เวลารอให้แม่บ้านทำความสะอาดห้องก่อน เพราะแขกก่อนหน้านี้เพิ่ง Check-out ออกไปหมายถึงความไม่เป็นมืออาชีพ
เมื่อเดินเข้าห้องพักก็เจอกับสภาพห้องพักที่ไม่เรียบร้อยเท่าไรนัก มีกลิ่นอับที่ยังไม่ได้ถูกขจัดทิ้งไป ก็เพราะต่างคนก็ต่างรีบเดินทางไปก่อนเวลา ด้วยความเห่อและความตื่นเต้น แต่ลืมไปว่าจริงๆแล้วตามกฎของโรงแรมแห่งนี้ เขาให้ Check-in ได้เวลาบ่าย 2 โมง
3. เมื่อถึงเวลารับประทานอาหารเช้า แขกทุกคนต่างลุกขึ้นมาแย่งชิงที่นั่ง แย่งชิงอาหารที่เป็นเมนูพิเศษ มีราคาแพง สุดท้ายเมนูอาหารนั้นก็ต้องหมดไปในชั่วพริบตา คนที่เข้ามารับประทานอาหารในช่วงต่อไปต้องผิดหวังกับอาหารที่หมดไปก่อนหน้านี้ ทุกอย่างดูเหมือนการจลาจลหนีสงคราม
4. ราคาห้องพักช่วงเปิดตัวสูงจนใจหาย แต่แขกที่เข้าพักก็ให้อภัยเพราะทุกสิ่งทุกอย่างในวันนั้นถูกสร้างขึ้นในใจของทุกๆคนว่าเป็นโรงแรมที่อยู่ในกระแสนิยม มีห้องพักไม่มาก มีความเป็นส่วนตัว มีบริการเป็นเลิศ แต่พอหลังจากที่ Check – out ขณะขับรถกลับบ้านความรู้สึกในใจของลูกค้าต่อราคาห้องพักกลับแพงจนใจหายขึ้นมาทันที เมื่อเทียบกับประสบการณ์โดยรวมที่ได้รับกลับไปในขณะที่พำนักพักพิงอยู่ในโรงแรมแห่งนั้น
5. และอีกหลากหลายเหตุผลที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาแห่งหายนะช่วงนั้น เช่นไม่มีคนรับโทรศัพท์ในแผนก room service ต้องแบกกระเป๋าเดินออกมา Check – out เอง แม่บ้านลืมเติมน้ำดื่มในตู้เย็นเป็นต้น
ก็เพราะว่าทุกคนที่เป็นพนักงานต่างพากันทำงานหนักจนตัวเป็น
เกลียว เวลาหายใจยังแทบไม่มีแล้วจะเอาเวลาไหนไปดูแลความเรียบร้อยให้ทั่วถึง
นี่คือความล้มเหลวของยิ่งมากก็ยิ่งน้อย
ก็น่าเห็นใจอยู่หรอก เพราะว่าใครจะเคยคิดที่จะจ้างพนักงานจำนวนเกินกว่าจำเป็น ยิ่งจ้างมากก็ยิ่งเสียค่าใช้จ่ายมากเป็นเงาตามตัว เพราะเมื่อหลายเดือนผ่านไปจำนวนแขกที่เข้าพักก็น่าจะลดน้อยลงเป็นไปตามธรรมชาติของกระแส
แต่ผู้ประกอบการรายนี้ลืมไปว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือความไม่เสมอต้นเสมอปลายที่จะทำลายชื่อเสียงของธุรกิจ
ที่สำคัญที่สุดในการทำการตลาดอันหนึ่งก็คือ
ทุกธุรกิจจำเป็นอย่างมากที่จะต้องมี Repeat purchase หรือ Revisit เพื่อให้ได้ฐานของลูกค้าที่มั่นคงและอยู่กับธุรกิจไปได้อีกยาวนาน
การตลาดแบบ Word of Mouth และ Word of Mouse มีประสิทธิภาพมากกว่าการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ใช้เงินก็น้อยกว่ามหาศาล แล้วทำไมบางธุรกิจถึงยังได้จับตัวผู้บริโภคเป็นตัวประกันอยู่อีกหรือ
Categories: Articles Anything, BrandAnything |
Tags: Sohn Chongsrichan | No Comments
November 16th, 2010
เมื่อวันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ทางบริษัท SunGroup ได้จัด Workshop ขึ้นที่ KU Home มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
โดยงานนี้ได้รวมทั้งแผนกการตลาด R&D ฝ่ายขายมาร่วมกันทำกิจกรรมทางการตลาดให้กับ SunGroup ดังที่เห็นในภาพทุกคน ทุกฝ่ายต่างยิ้มแย้มแจ่มใส สนุกสนานกับ Workshop ครั้งนี้ และรอยยิ้มนี้เองคือ “นวัตกรรม” ที่อาจารย์สรณ์ได้ย้ำกับพวกเราเสมอมา รอยยิ้มและเสียงหัวเราะจะสรรสร้างสิ่งดีๆให้กับทุกคน ทุกธุรกิจคะ

Categories: Gallery Anything, Seminar & Workshop Schedule |
Tags: SUNGROUP, สรณ์ จงศรีจันทร์ | No Comments
November 15th, 2010
ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมามีคนในหลากหลายอาชีพธุรกิจได้ตั้งคำถามกับผมที่ฟังดูแล้วจะมีประเด็นคล้ายๆกันคือ
“การสร้างแบรนด์ในอนาคตจะมีรูปแบบเป็นอย่างไร?”
ประสบการณ์ที่ผ่านมาหลายปีได้สอนให้ผมรู้ว่าการสร้างแบรนด์หรือการคงไว้ซึ่งความแข็งแกร่งและแตกต่างของธุรกิจในวันนี้ไปจนถึงอนาคตอันไม่ไกลจนเกินไป ควรจะมีแนวคิดบนพื้นฐานของกลยุทธ์เพียงไม่กี่ข้อดังต่อไปนี้
1. สั้น ตรง ชัด ลึก
การสร้างแบรนด์ไม่ได้อยู่บนมิติของความกว้าง (Breadth) หรือการ
แผ่กระจายของธุรกิจอีกต่อไป
การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงแคบ (Depth) เป็นกลยุทธ์ที่ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้นในปัจจุบันและอนาคตที่กำลังเคลื่อนเข้ามาหา
เราจะเห็นการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ต่างๆในเชิงลึก(Depth) แบบที่เข้าไปทะลุทะลวงแต่ละประเภทธุรกิจอย่างเข้มข้น
เมื่อเช้าได้ดูข่าวเกี่ยวกับความสำเร็จของธุรกิจ SMEs รายหนึ่งในประเทศ ที่เคยเป็นเพียงแค่โรงงานผลิต (OEM) ให้กับแบรนด์ดังๆทั่วโลกในสินค้าประเภทกระเป๋าเดินทาง
จากที่เคยมีรูปร่างหน้าตาเป็นเพียงแค่ทรงสี่เหลี่ยม สีดำๆ เทาๆ หรืออาจจะมีสีสันในบางรุ่นให้เลือกบ้าง แต่ปัจจุบันโรงงานผลิตกระเป๋าเดินทางรายนี้ได้กลายสภาพธุรกิจของตัวเองจาก OEM มาเป็น OBM
จากกระเป๋าเดินทางที่เคยมีรูปร่างหน้าตาธรรมดาที่สุด ได้กลายพันธุ์มาเป็นกระเป๋าเดินทางที่แตกต่างสุดๆในท้องตลาด
โครงสร้างของรูปทรงกระเป๋าเดินทางของโรงงานแห่งนี้ยังคงเหมือนเดิมแต่บุคลิกที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ได้เป็นตัวบ่งบอกกลยุทธ์ Customization ที่ลูกค้าสามารถเปลี่ยนหน้ากากบนกระเป๋าให้เป็นลวดลายที่สะท้อนถึงบุคลิกและตัวตนของคนคนนั้นเช่น หวานแหวว เปรี้ยว คิกขุโนเนะ ดุดัน หรือแบบนักบริหาร ด้วยลวดลายที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ลูกค้าได้สลับสับเปลี่ยนเอาเองตามใจชอบ
ผู้ประกอบการ SMEs รายนี้ได้อธิบายถึงแรงบันดาลใจที่ได้สร้างแนวคิดของสินค้าใหม่ขึ้นมาไว้อย่างหน้าสนใจ ซึ่งฟังดูแล้วอาจจะไม่ได้เกี่ยวโยงกับประเด็น “สั้น ตรง ชัด ลึก” สักเท่าใดนัก แต่ก็มีข้อคิดในการสร้างแบรนด์ให้ได้คิดต่อยอด
ก. กระเป๋าเดินทางส่วนใหญ่ถูกผู้โดยสารจำนวนมากสลับสับเปลี่ยนเป็นอัตราที่สูงมากในแต่ละสนามบินทั่วโลก เนื่องด้วยความคล้ายคลึงกันของสินค้าประเภทนี้
เมื่อมีปัญหาก็ย่อมมีโอกาส
จาก Insight แบบนี้ที่ทุกๆคนเคยประสบมา เลยทำให้การเปิดตัว
ของกระเป๋าเดินทางแบบ Customization เป็นที่ต้องการอย่างสูงในกลุ่มเป้าหมาย ไม่เพียงแค่ในประเทศไทย แต่ในกลุ่มเป้าหมายชาวต่างชาติด้วย
ข. จากเหตุผลเบื้องต้น ผู้ประกอบการรายนี้จึงไม่ให้ใครจับโรงงานของเขาเป็นตัวประกันอีกต่อไป เขาได้เปลี่ยน Model จากเป็นเพียงผู้ผลิต (OEM) มาเป็นผู้สร้างและทำตลาดขายตรงสู่ลูกค้า (OBM)
แน่นอนที่สุดผลกำไรมีมากกว่า แรงกดดันที่ถูกผู้ว่าจ้างโขกสับอยู่ทุกวี่ทุกวันก็ลดน้อยลงไป ไม่ต้องกลัวว่าพรุ่งนี้จะมี Order เข้ามาแบบรอกันไปวันๆ กินน้ำใต้ศอก
เห็นด้วยกับแนวคิด “ยิ่งน้อยก็ยิ่งมากไหมครับ?”
ก็เพราะโรงงานแห่งนี้ตั้งใจที่จะมุ่งเน้นการทำตลาดเข้าสู่กลุ่มเป้าหมายที่แคบลงไม่ใช่ Mass Market อีกต่อไป จึงทำให้เขากลับได้ลูกค้ามากรายขึ้น สืบเนื่องจากการทำการตลาดที่แคบและลึกกว่าที่เคยเป็น ยิ่งน้อยก็เลยเป็นยิ่งมาก ฉันใดก็ฉันนั้น
แนวคิด “สั้น ตรง ชัด ลึก” ยังถูกนำมาประยุกต์ใช้กับการวาง Positioning ของแบรนด์ในธุรกิจที่ประสบความสำเร็จที่เราทุกคนต่างก็ยอมรับ
การวาง Positioning ที่ดีและมีประสิทธิภาพเปรียบเสมือนกับการสร้างตัวตนและจิตวิญญาณที่ชัดเจนให้กับแบรนด์
ใครๆก็รู้ว่าชาเขียวโออิชิคือต้นตำรับชาเขียวแท้จากประเทศญี่ปุ่น
กิจกรรมการตลาดของโออิชิถูกหล่อหลอมเป็นปึกแผ่นที่เกี่ยวโยงไปในทิศทางเดียวกัน บน Positioning ของต้นตำรับชาเขียวแท้จากประเทศญี่ปุ่น
การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ การตลาดถูกสร้างขึ้นบนแนวคิดที่อิงไปยังประเทศญี่ปุ่นด้วยเหตุผลที่ว่า ประเทศญี่ปุ่นเป็นจุดกำเนิดของชาเขียวที่ดีและมีคุณภาพในความเข้าใจและทัศนคติของผู้บริโภคมาอย่างตลอด
แคมเปญโปรโมชั่นของโออิชิไปแต่ตัวทัวร์ยกแก๊งค์ครั้งล่าสุดก็เกี่ยวเนื่องกับการไปเที่ยวพร้อมเงินช้อปปิ้ง 1 ล้านเยนที่ประเทศญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน
แนวความคิด “สั้น ตรง ชัด ลึก” ของโออิชิ ได้ถูกนำเสนอผ่านการสื่อสารแบบเข้าใจได้ง่ายๆไม่ต้องตีลังกาแปลหรือถอดรหัสอะไรกันให้ปวดหัว แม้กระทั่งคนแก่ คนเฒ่า ลูกเด็กเล็กแดงยังเข้าใจ แบบดูแล้วก็ขำกลิ้งไปตามๆกัน พูดกันสนั่นเมือง
นี่แหละคือพลังของ “สั้น ตรง ชัด ลึก” ที่ตรงกันข้ามกับการวาง Positioning และการวางแนวความคิดของการสื่อสารที่สลับซับซ้อน ยุ่งยากวุ่นวาย ท้ายสุดคนที่ได้รับข่าวสารนั้นๆก็จะงงไปตามๆกัน
ความล้มเหลวของแบรนด์บางตัวในประเทศไทยมาจากความไม่ชัดเจนในตัวตนและจิตวิญญาณ
แล้วเมื่อถูกนำออกมาถ่ายทอดต่อในชิ้นงานการสื่อสารก็จะพบกับความด้อยประสิทธิภาพ ด้อยพลังและด้อยความโดดเด่นจนกลุ่มเป้าหมายต้องเหลียวหลังให้
ยิ่งมากก็ยิ่งน้อยเพราะคงมีน้อยคนจริงๆที่ให้ความสนใจ ความสำคัญต่อแบรนด์นั้นๆ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันดูเยอะแยะเต็มไปหมดไม่รู้ว่าจะให้จำอะไรที่แบรนด์ๆนั้นต้องการจะบอก
สัจธรรมมีอยู่ว่าเราซื้อเครื่องรับทีวีเพื่อมาชมข่าว ชมละคร หรือชมความบันเทิงต่างๆ ไม่มีใครเสียสติซื้อเครื่องรับทีวีเพื่อมาชม สปอตโฆษณาของสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบการทั้งหลาย
เมื่อเป็นเช่นนี้ แนวความคิดของการสื่อสารจำเป็นอย่างมากที่จะต้องทำหน้าที่เบียดให้แบรนด์ของตัวเองโดดเด่นขึ้นมาจากการถูกหลายสิบ หลายร้อยแบรนด์ทับถมกันอยู่ในช่วงโฆษณาแต่ละช่วงของวัน
ในแต่ละวันมีโฆษณาทางทีวีมากกว่า 2,000 สปอต
และแบรนด์แต่ละแบรนด์ก็ไม่ได้แข่งขันกับคู่ต่อสู้ของตนใน Category นั้น เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องทำหน้าที่ปากกัด เท้าถีบกับสปอตโฆษณาของเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ใน Category อื่นด้วย
จากการทำวิจัยทุกครั้งในแวดวงสื่อสารมวลชน โดยสถาบันวิจัยมืออาชีพหรือบริษัท Media ใหญ่ๆ เราจะพบว่าโฆษณาของแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับ ที่อยู่ใน Top 10 ในแต่ละยุคในแต่ละสมัยคือแบรนด์ที่มีความชัดเจนในตัวตนและจิตวิญญาณของตัวเอง ตลอดจนการสื่อสารที่ “สั้น ตรง ชัด ลึก”
โฆษณาที่มีความยาว (45 หรือ 60 วินาที) ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้เปรียบโฆษณาที่มีความสั้นกว่า ( 15 วินาที) เป็นต้น
ปัจจุบันโฆษณาชุดที่มีความยาว 45, 60 หรือ 90 วินาที เริ่มหายจากหน้าจอทีวี
เป็นไปได้ที่งบโฆษณาของผู้ประกอบการน้อยลง
เป็นไปได้ที่กลุ่มเป้าหมายมีสมาธิสั้นลง อะไรที่ต้องเสียเวลาไปจดไปจ่ออาจสร้างความรำคาญใจให้กับกลุ่มเป้าหมายก็เป็นได้
ถ้ายังมีใครจำได้เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว มีโฆษณาเหล้ายี่ห้อหนึ่งที่มีดาราหนุ่มฮ่องกงเป็นตัวแสดงนำในรูปแบบของมิวสิควีดีโอความยาวประมาณ 3-4 นาทีประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ด้วยแนวคิดที่แตกต่าง โดนใจกลุ่มเป้าหมายสุดๆ เป็นที่กล่าวถึงกันในวงการตลาด วงการโฆษณากันอย่างกว้างขวางว่า โฆษณาชิ้นนี้ได้ถูกจัดอยู่ในระดับชั้นเซียนไม่มีโฆษณาชิ้นไหนในประวัติศาสตร์ประเทศไทยที่จะลบสถิติความยาวหนังโฆษณาชุดนี้ได้
ในวันนี้เราจะเห็นหนังโฆษณาที่มีความยาวแค่ 15 วินาทีหรือน้อยกว่านั้นที่สามารถตรึงให้กลุ่มเป้าหมายหยุดและสนใจกับสิ่งที่แบรนด์ๆนั้นต้องการจะสื่อออกไป
ผมชอบโฆษณาที่สั้นเอามากๆ แต่เต็มอิ่มไปด้วยพลังแห่งการดึงดูด ของบริษัทสินมั่นคงประกันภัย ที่ต้องการสื่อให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้ว่าถ้าขับน้อยเบี้ยประกันก็น้อยตาม ชัดเจนมากและเข้าใจได้ง่ายในการวางแนวคิดของงานโฆษณาที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความยาวของหนังโฆษณาอีกต่อไป
การวางกลยุทธ์แบบน้อยๆแต่ได้ผลลัพธ์มากๆทำให้ผู้ประกอบการเห็นถึงทิศทางในการทำธุรกิจที่ชัดเจนมากขึ้น
เคยมีคนรุ่นก่อนๆได้สอนผมว่า ปลาใหญ่ย่อมกินปลาเล็ก
ใครมีเงินมากก็ย่อมชนะคนที่มีเงินน้อย
แต่ผมกลับไม่ค่อยจะเห็นด้วยสักเท่าใด
มีแบรนด์ที่ทุ่มงบการตลาดอย่างมหาศาลแบบให้เราอิจฉาตาร้อนอยู่มากมาย แต่ก็ยังไม่สามารถครอบครองตำแหน่งในเชิงส่วนแบ่งการตลาด (Share-of-Market) หรือส่วนแบ่งในใจของผู้บริโภคได้ (Share-of-Mind)
ถ้ามาลองตั้งสมการกันดูเราจะเห็นว่าแบรนด์เล็กๆที่ใช้งบไม่มากจนเกินไป ก็สามารถครอบครองส่วนแบ่งการตลาดและส่วนแบ่งในใจของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี
มีผลสำรวจจากหลายสำนักอีกเช่นเดียวกันที่ตอกย้ำแนวคิด ยิ่งน้อยก็ยิ่งมาก ว่าแบรนด์ที่ติดอยู่ในอันดับต้นๆของโลกหรือในประเทศไทยก็ดี บนพื้นฐานของความพึงพอใจต่อแบรนด์หรือแบรนด์ในใจของผู้บริโภค ส่วนมากก็ตกเป็นของมวยรองแทบทั้งสิ้น
มวยรองย่อมได้รับความเห็นใจและแรงสนับสนุนจากคนรอบข้างอยู่เสมอ และนี่ก็เป็นเหตุผลหลักที่ทำไมคนจะลุกขึ้นมาเชียร์แบรนด์ที่เป็นมวยรองของพวกเขา
แบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกในธุรกิจรถยนต์ ธุรกิจประกันชีวิต ธุรกิจสายการบิน และอื่นๆอีกมากมาย ในหลากหลายประเภทธุรกิจที่เคยใช้งบกันอย่างมหาศาล แต่กลับต้องดิ้นหนีเอาตัวรอดในวันนี้ เป็นหลักฐานทางสังคมที่ดีอีกชิ้นหนึ่งที่เราทุกคนควรจะได้เรียนรู้
วลีที่ว่า “Size doesn matter” หรือยิ่งใหญ่ก็ยิ่งได้เปรียบดูเหมือนจะใช้ไม่ค่อยได้แล้วต่อการทำธุรกิจในปัจจุบัน
“Small is beautiful” น่าจะเป็นคำที่ดูเข้ายุคเข้าสมัยมากกว่า
(โปรดติดตามตอนจบในฉบับหน้าครับ)
Categories: Articles Anything |
Tags: Add new tag, สรณ์ จงศรีจันทร์ | No Comments
November 11th, 2010
ตามที่ทุกท่านทราบกันดีว่าตอนนี้ว่าหลายจังหวัดในประเทศของเราประสบกับอุทกภัยน้ำท่วม ทั้งภาคทางภาคอีสาน ภาคกลาง และขณะนี้ได้ลามไปถึงภาคใต้
ทั้งนี้อาจารย์สรณ์ ได้ร่วมบริจาคข้าวสารจำนวน 1,000 กิโลกรัมให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นับว่าเป็นอีกครั้งที่ทางอาจารย์สรณ์และแบรนด์เอนี่ติงได้ทำสิ่งดีๆเพื่อสังคมนะคะ
พวกเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าอุทกภัยน้ำท่วมในครั้งนี้จะบรรเทาเบาบางไปในไม่ช้านะคะ
อนุโมธนาบุญกับทุกๆท่านด้วยคะ สาธุ
Categories: Uncategorized |
No Comments
November 2nd, 2010
ภาพ Workshop ของบริษัท พันธวณิช ณ จุลดิส เขาใหญ่ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2553 เป็นการรวมตัวของพนักงานบริษัทกว่า 160 คน เพื่อเข้ามาร่วมรับฟังการบรรยาย พร้อมทั้งทำกิจกรรมต่างๆที่ทางอาจารย์สรณ์ได้จัดเตรียมไว้ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมฟังทุกท่านเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วก็ตาม
นับเป็นการเตรียมตัวให้พร้อมอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าเศรษฐกิจ บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ผู้ประกอบการ หรือแม้แต่พนักงานเอง ต้องมีความพร้อมอยู่เสมอ และต้องฝึกฝนตนเอง ไม่ให้อยู่ใน Comfort Zone นานเกินไป จนลืมตัว หลงระเริงกับความสบาย

เป็นอีกหนึ่ง Workshop ที่ทางอาจารย์สรณ์ ได้กระตุกทุกท่านออกจากห้วงแห่ง Comfort Zone อยากให้ผู้ประกอบการทุกท่านตระหนักถึงสิ่งนี้ไว้เสมอนะคะ จะได้ไม่ผิดพลาดและล้มเหลว จะได้มีแต่โชคดีมีชัยตลอดไปค่ะ ^^
Categories: Gallery Anything, Seminar & Workshop Schedule |
No Comments
November 2nd, 2010
เมื่อวันศุกร์ที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้จัดการประกวด Character โครงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เพื่อสื่อความหมายการขับเคลื่อนพันธสัญญาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของรัฐบาล โดยคุณสรณ์ จงศรีจันทร์ ได้รับเกียรติเป็นกรรมการผู้ตัดสินผลงานในครั้งนี้ด้วยคะ

นี่คือตัวอย่างผลงานที่เข้ารอบชิงชนะเลิศ ในการประกวดครั้งนี้

ต้องขอแสดงความยินดีแด่ผู้ชนะเลิศการประกวด Character ในครั้งนี้นะคะ งานประกวดนี้ได้ทำให้เราได้เห็นถึงความสามารถของเด็กรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์ และความตั้งใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เยาวชนไทยค่ะ ^^
Categories: Gallery Anything |
Tags: Sohn Chongsrichan | No Comments
October 29th, 2010
การรวมตัวเฉพาะกิจของผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs จังหวัดอุดรธานี และ กรุงเทพ โดยที่ทาง BrandAnything ได้มีส่วนร่วมในการบริจาคข้าวสารจำนวน 1.5 ตัน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดโคราชและใกล้เคียง
นับว่าเป็นเรื่องดีมากที่ทุกท่านได้แบ่งปันข้าวของ เงินทองเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันที่ได้รับความทุกข์เดือดร้อนจากภัยธรรมชาติในครั้งนี้

ภาพบรรดาของบริจาค ข้าวสาร อาหารแห้ง ยา และเครื่องยังชีพต่างๆที่ทางผู้ประกอบการ SMEs ต่างพร้อมใจกันช่วยบริจาคมาเป็นจำนวนมาก และ ยังได้เดินทางไปช่วยเหลือด้วยตัวเองที่จังหวัดโคราชเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา

กลุ่มผู้ร่วมเดินทางไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่จังหวัดโคราช

ต้องขอขอบคุณทุกท่านๆที่ได้มีส่วนช่วยเหลือสังคม เพื่อนมนุษย์ด้วยกันในครั้งนี้ หากเราไม่ช่วยคนไทยด้วยกัน ไม่เห็นใจซึ่งกันและกัน ใครที่ไหนเล่าจะมาช่วยเรา
เงินทุกบาทที่ท่านได้เข้าร่วมงานสัมมนากับทาง BrandAnything นั้น ได้มีส่วนช่วยเหลือพี่น้องผู้ประสบภัยให้คลายจากความหิวโหย ความเศร้าโศก เสียใจ ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถช่วยอะไรได้มากนัก แต่อย่างน้อยเราก็จะไม่หยุดยั้งที่จะช่วยเหลือสังคมและพี่น้องคนไทยด้วยกันคะ
ขอให้ทุกท่านที่ตั้งใจทำความดีและช่วยเหลือผู้อื่น ได้รับผลบุญส่งไปให้ถึงกิจการของท่าน ให้มีความเจริญรุ่งเรืองต่อๆไปนะ ในเมื่อเราได้รับสิ่งดีๆแล้วก็อย่าลืม “แบ่งปัน” สิ่งดีๆให้กับผู้อื่นด้วยนะคะ ^^
Categories: Gallery Anything |
Tags: BrandAnything, สรณ์ จงศรีจันทร์, อุดร | No Comments