February 15th, 2011
เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่าน ทางกลุ่มธรรมะเอนี่ติง (Dhamma Anything) ได้ร่วมกันนำอุปกรณ์การเรียน อาหาร สิ่งของที่จำเป็น ไปบริจาคให้กับเด็กๆที่โรงเรียนบ้านนาคลอง อ.เมือง จ.อุดรธานี

อาจารย์สรณ์ จงศรีจันทร์ ประธานกลุ่มธรรมะเอนี่ติง (Dhamma Anything) เป็นผู้นำการบริจาคสิ่งของให้กับทางโรงเรียน

ภาพบรรยากาศอันชื่นมื่นที่เต็มไปด้วยความดีใจของทั้งผู้ให้และผู้รับ ชั่งเป็นภาพที่สวยงามจริงๆนะคะ ถึงแม้ว่าพวกเราจะเป็นเพียงคนกลุ่มเล็กๆที่มองเห็นถึงความลำบากของเค้าทั้งหลาย แต่แค่เพียงเท่านี้ก็ชั่งเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับพวกเขามากมาย โดยครั้งนี้ทางคุณปัง เจ้าของธุรกิจข้าว ธรรม ได้นำข้าวสารธรรม มาร่วมบริจาคด้วยคะ

สิ่งที่ท่านได้เห็นอาจจะเป็นเพียงแค่การให้เล็กๆน้อยๆ แต่สำหรับเด็กๆที่โรงเรียนบ้านนาคลองแล้ว มันเป็นสิ่งที่มีค่าต่อพวกเขาเป็นอย่างมาก
ทุกวันนี้พวกเราทุกคนมีความสุขสบายอยู่ในเมืองใหญ่ แต่เด็กน้อยเหล่านี้ ผู้ซึ่งอดอยาก ขาดโอกาส ขาดอุปกรณ์ ขาดสิ่งอำนวยความสะดวกที่ควรจะเป็น อยากให้ทุกท่านหันกลับมามองถึงผู้ที่ด้อยโอกาส เพียงแค่เศษเสี้ยวของเงินพวกท่าน ก็สามารถให้ชีวิตและอนาคตกับเด็กๆเหล่านี้ได้แล้ว
กลุ่มธรรมะเอนี่ติง (Dhamma Anything)ของเราจะยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ เราจะร่วมกันต่อไป ร่วมกันทำสิ่งดีๆคืนให้กับสังคม ให้กับผู้ด้อยโอกาส
หากท่านใดที่สนใจอยากมีส่วนร่วมในการร่วมสร้างสิ่งๆดีเพื่อสังคม สามารถติดต่อได้นะคะ ทางกลุ่มธรรมะเอนี่ติง (Dhamma Anything) ยินดีที่จะเป็นสื่อกลางในการร่วมทำความดีค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญบริจาคในรูปแบบไหน เพียงแค่รู้สึกว่าอยากให้ รู้จักการให้ แค่นี้ท่านก็จะได้เป็นมนุษย์ที่แท้จริงแล้วคะ ขอให้สิ่งดีๆกลับคืนไปสู่ทุกท่านนะคะ ^^
Categories: Gallery Anything |
Tags: Sohn Chongsrichan | No Comments
January 10th, 2011
สวัสดีปีใหม่กันอีกครั้งนะคะ หวังว่าทุกท่านคงพร้อมสู้กันต่อในธุรกิจและที่กำลังจะเกิดในปี 2554 นี้อย่างมุ่งมั่นนะคะ
เริ่มต้นปีด้วยการแนะนำบทความดีๆจากอ.สรณ์ เจ้าเก่าของเรานั่นเอง
อ.สรณ์ได้เขียนบทความที่มีชื่อว่า “14 เรื่องเหนือเทรนด์” ในนิตยสารทางการตลาดเล่มหนึ่งชื่อว่า Positioning ขอแนะนำว่าให้ไปหาอ่านดูนะค่ะ จะได้ทำธุรกิจไม่ตกเทรนด์ปี 2554 นี้ อ.สรณ์บอกเล่าถึงสิ่งที่คาดว่าจะมาแรงในการทำธุรกิจในปีนี้ จากประสบการณ์ตรงในแวดวงธุรกิจมากกว่า 28 ปี อะไร In อันไหน Out ก็ลองมาดูกันค่ะ



ขอให้สนุกกับบทความนะคะ ทาง Brand Anything หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกท่านนะคะ สู้สู้ค่ะ ^^
Categories: Articles Anything |
Tags: Sohn Chongsrichan | No Comments
December 22nd, 2010
ฉบับที่แล้วจบกันตอน 1 ที่เกี่ยวข้องกับ Vision ที่เป็น 1 ใน 6 เสาหลักของพลังของความแตกต่างที่ไม่หยุดนิ่ง หรือ Energize Differentiation
ในตอน 2 ฉบับนี้ขอหยิบยกอีก 2 เสาหลักมาเป็นแนวคิดในการสร้างธุรกิจ และแบรนด์ของผู้ประกอบการให้แข็งแรงและแตกต่างจากคู่แข่ง
2. Difference (ความแตกต่าง)
ความแตกต่างไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว
ความแตกต่างสามารถนำพาไปใช้กับการบริการ หีบห่อบรรจุภัณฑ์ การตั้งชื่อสินค้า และอื่นๆอีกมากมาย ที่เป็นองค์ประกอบในการสร้างแบรนด์
ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปี SONY ได้สร้างความแตกต่างให้กับเครื่องเล่นเทป Cassette ที่สามารถนำออกนอกบ้าน ไปไหนมาไหนได้ ในสินค้าที่ชื่อว่า SONY Walkman มีขนาดเล็กเท่าฝ่ามือ น้ำหนักเบาไม่ถึง 1 กิโล
ความแตกต่างที่ SONY ได้สร้างขึ้นในสินค้าประเภทนี้ ไม่ได้เพียงแค่ต้องการสร้างรายได้ให้กับบริษัทของ SONY เองเท่านั้น แต่ได้ประกาศศักดาแห่งความเป็นผู้ริเริ่มสร้างนวัตกรรม แห่งการพกพาเสียงเพลงไปที่ใดก็ได้
ประวัติศาสตร์ได้จารึก Walkman ไว้ในความทรงจำของชาวโลก
แม้กระทั่งคำว่า Walkman เอง ก็ได้กลายเป็นชื่อสามัญ ที่ทุกคนใช้แทนคำว่าเครื่องเล่นเพลงพกพา ไปนานนับหลาย 10 ปี และคุณก็จะเจอศัพท์ภาษาอังกฤษของคำว่า Walkman ในพจนานุกรมจากหลายสำนักเช่นเดียวกัน
SONY Walkman ทำให้ผู้บริโภคเกิดความสะดวกสบาย จากการที่เคยต้องรับความเพลิดเพลินจากเสียงเพลง ในอาคารบ้านเรือนเพียงอย่างเดียว
ความแตกต่างถูกสร้างขึ้นพร้อมไปกับ Relevance ที่ผู้บริโภคกำลังโหยหาและต้องการ
ดัชนีการวัดความสำเร็จของความแตกต่างจากสินค้าใดสินค้าหนึ่ง ดูได้จากความคลั่งไคล้ของผู้บริโภค ที่มีต่อสินค้านั้นๆ
เมื่อเวลาผ่านไปการแข่งขันไม่เคยปราณีผู้เล่นใดทั้งสิ้น สิ่งที่ยากที่สุด ที่นักการตลาดมักจะพูดกันอยู่เสมอ “การป้องกันตำแหน่งผู้นำ ยากกว่าเป็นผู้ตามที่จะล้มแชมป์”
แล้วเกิดอะไรขึ้นเมื่อ Apple ได้เปิดตัว iPod ราว 6-7 ปีที่ผ่านมา
นวัตกรรมของการพกพาเสียงเพลง คงไม่ได้สร้างความประหลาดใจให้กับผู้บริโภคอีกต่อไป
ความประหลาดใจที่เกิดขึ้นในใจของผู้บริโภค ต่อการเปิดตัวของ iPod คือ นวัตกรรมแห่ง Lifestyle ที่วัยรุ่นและวัยเก๋าทุกๆคนจำเป็นต้องมีไว้ครอบครอง
Relevance หรือความจำเป็นของ iPod ไม่ได้เกิดขึ้นจากเครื่องเล่นขนาดเล็กกะทัดรัด น้ำหนักเบาอีกต่อไป
รูปแบบของงานดีไซน์ สีสัน และความจุของเพลง ที่มากมายมหาศาลได้กลายเป็นขั้นบันไดที่สูงกว่าสิ่งที่ผู้บริโภคได้เคยพบเห็น
สายหูฟังที่เป็นสีขาว เครื่องเล่นที่ใช้งานง่ายด้วยปุ่ม หรือ ฟังก์ชั่นที่ถูกสร้างบนพื้นฐานของความสะดวกที่มากกว่าสิ่งของใดๆ ที่มนุษย์บนโลก ได้เคยมีประสบการณ์มาก่อน
มีข้อน่าสังเกตจากความสำเร็จของ Apple ที่สร้างความประหลาดใจอย่างไม่หยุดยั้ง คือการที่ Apple ไม่ได้หยุดพัฒนาตัวสินค้า iPod ที่มีแค่ 1-2 รุ่น แต่ตัวสินค้าเองได้ถูกกลายพันธุ์ไปในแนวที่ลึกกว่า โดยมีสายพันธุ์ที่สร้างบนพื้นฐานความต้องการในแต่ละทัศนคติ เพศ และวัย ของกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป เช่น iPod Classic , iPod Nano , iPod Shuffle เป็นต้น
การสร้างความแตกต่างไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ตัวเทคโนโลยีหรือตัวสินค้าเขาเองเป็นกลยุทธ์เสมอไป
ถ้าเปรียบ iPod กับ Walkman เมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว Walkman คือสินค้าที่ถูกสร้างบนแนวคิดของความสะดวก ความสบาย ที่สามารถนำเอาเสียงเพลงออกไปฟังนอกบ้านได้ด้วยขนาดเล็กกะทัดรัด น้ำหนักเบา
แต่ iPod กลับถูกสร้างบนพื้นฐานของ Lifestyle ที่อาจจะจับต้องไม่ค่อยได้ แต่สามารถรู้สึกและแสดงออกได้จากตัวตนของผู้บริโภค
เวลาผ่านไป ทัศนคติเปลี่ยนไป ผู้บริโภคก็ย่อมเปลี่ยนไปตามวันและเวลา อย่างที่รู้จักกันในคำว่า “กระแส”
ต้องขอยกย่อง Apple ที่ไม่เพียงหยุดอยู่แต่ iPod เพียงตัวเดียว ถ้าเป็นเช่นนั้น กระแสในกลุ่มผู้บริโภคคงหลุดหายไป
ความเสมอต้นเสมอปลาย ถือได้ว่าเป็นความแตกต่างในองค์ประกอบที่สำคัญอันหนึ่ง เพราะ “การเปลี่ยนแปลง คือ การไม่เปลี่ยนแปลง” นั่นเอง
หลักฐานทางสังคมที่ตามมาหลังจากความสำเร็จของ iPod คือ iPhone และ iPad ที่ผู้บริโภคทั่วโลกยังคงคลั่งไคล้หลงไหล
3. Distinctiveness (ความโดดเด่น)
ความโดดเด่น เป็นอีก 1 ใน 6 เสาหลักที่ช่วยผลักดันให้ผู้บริโภค “ยินดีจ่ายแพง” ขึ้นอีกซักหน่อย
การแข่งขันในทะเลสีแดงเป็นการแข่งขันที่เหนื่อย และได้ผลกำไรบางมาก หรือไม่ก็เพียงแค่เท่าทุน พออยู่รอดได้ไปเป็นวันๆ
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2551 Singapore Airline ได้เปิดตัวเครื่องบิน Airbus รุ่น A380 ที่มีที่นั่ง 2 ชั้นตลอดลำเป็นครั้งแรกในโลก ด้วยเส้นทางบินจาก สิงคโปร์ สู่ ซิดนีย์
ไฟล์ปฐมฤกษ์นี้ ผู้โดยสารที่ประสงค์จะเป็นคนกลุ่มแรก ที่ได้นั่งเครื่องบินรุ่น Airbus A380 นี้ จะต้องเข้าไปในเว็บไซด์ของ Singapore Airline เพื่อประมูลแข่งกัน และรายได้ทั้งหมด ทางสายการบิน Singapore Airline ก็จะนำไปสมทบให้กับมูลนิธิต่างๆเพื่อเป็นการกุศล
การที่ Singapore Airline เปิดตัว Airbus A380 เป็นสายการบินแรกของโลก ได้ตอกย้ำแนวความคิดของ Singapore Airline ที่เป็นสายการบินที่ดีที่สุดในโลกสายการบินหนึ่ง ในด้านการบริการ
ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2551 ที่ Singapore Airline ได้นำ Airbus A380 เหิรฟ้าจากเกาะสิงคโปร์เกาะเล็กๆเกาะหนึ่ง ข้ามน้ำข้ามทะเล ไปแตะผืนแผ่นดินออสเตรเลีย ที่นครซิดนีย์ มีข่าวของการเปิดเส้นทางบินนี้ ของ Singapore Airline ปรากฏอยู่ในสื่อทุกแขนงทั่วโลก อย่างเช่น CNN , BBC , NHK ที่ประเมินออกมาเป็นค่าสื่อที่สูงมหาศาล ที่ใครต่อใครต้องอิจฉาไปตามๆกัน
ไม่มีใครไม่รู้จัก Singapore Airline และแน่นอนไม่มีใครไม่รู้จักเครื่องบินที่มีชื่อรุ่นว่า Airbus A380
แค่การซื้อ Airbus A380 มาครอบครองคงไม่ได้ทำให้ Singapore Airline เกิดความโดดเด่น ที่อยู่ในใจของผู้บริโภคได้ เพราะถ้าเวลาผ่านไปเพียง 2-3อาทิตย์ เครื่องบินรุ่นที่ว่านี้ก็คงไม่มีอะไรแปลกใหม่โดนใจให้ผู้บริโภคเกิดความประทับใจในที่สุด
หัวใจของความโดดเด่นคือสิ่งที่จับต้องได้ มีที่มา มีที่ไป มีเหตุ มีผล ผู้บริโภคจะเป็นคนตัดสินความโดดเด่นของแบรนด์ต่างๆ ไม่ใช่ผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ ที่อาจจะเข้าข้างตัวเอง
ที่สุดของที่สุดก็ได้เกิดขึ้นในห้องผู้โดยสารชั้น 1 ของ Singapore Airline ที่มีความโดดเด่นแบบสุดๆ ไม่มีใครสามารถเทียบชั้นได้
Singapore Airline ได้สร้างห้องผู้โดยสารชั้น 1 ให้กลายเป็น “ห้องจริงๆ” มีเก้าอี้นั่งที่สามารถปรับให้พับเป็นเตียงราบแบบ 180 องศา ขนาดน้องๆของเตียงเดี่ยวในโรงแรมทั่วไป
มีหมอนขนาดใหญ่ มีผ้าห่มนุ่มสบายไว้คอยบริการ พร้อมกับอาหารที่เสิร์ฟแบบโรงแรม 6 ดาว
ห้องน้ำ ที่ไม่ใช่ห้องน้ำในรูปแบบเครื่องบินอีกต่อไป มีขนาดกว้างใหญ่ไม่อึดอัด พร้อมอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวกสบายครบครัน จากแบรนด์หรูระดับโลก
ความโดดเด่นของ Singapore Airline ได้แยกให้ตัวเองออกจากการแข่งขันในธุรกิจสายการบินทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
เขาไม่มีคู่แข่ง แต่เขากำลังแข่งกับตัวเอง ที่จะทำอย่างไรที่จะมัดใจผู้บริโภคให้จงรักภักดี อยู่กับเขาไปให้นานที่สุด
ความโดดเด่นของห้องโดยสารชั้น 1 ได้สร้างรายได้อย่างมหาศาล ด้วยราคาค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-นิวยอร์ค (โดยต้องแวะเปลี่ยนเครื่อง เพื่อขึ้นเครื่องบิน Airbus A380 นี้ที่สิงคโปร์) แบบที่ใครต่อใครคงต้องตะลึง แค่ 400,000 กว่าบาทเอง!!!
เสน่ห์อีกมุมหนึ่งของกรณีศึกษานี้ คือการที่ Singapore Airline ไม่ได้เรียกชั้นระดับหรูนี้ว่า First Class แบบที่สายการบินอื่นๆเขาเรียกกัน แต่กลับตั้งชื่อให้เก๋ และโดดเด่นว่าชั้น Suite เพื่อลบความทรงจำเก่าๆที่ผู้บริโภคมีต่อคำว่า First Class
เมื่อใดที่ีมีพัฒนาการของนวัตกรรมเพื่อความโดดเด่น การเปลี่ยนแนวคิด และทัศนคติของผู้บริโภคก็จะต้องพิจารณาให้มีความสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันด้วย เหมือนกับที่มีก๋วยเตี๋ยวลุยสวนในอดีตที่ไม่นานจนเกินไป ซึ่งจริงๆแล้วก็คือก๋วยเตี๋ยวหลอด ที่ไม่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์
เหมือนกับก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย ซึ่งจริงๆแล้วก็คือ ก๋วยเตี๋ยวน้ำหมู ที่ใส่ลูกชิ้นปลา แต่มีส่วนผสมของถั่วฝักยาวซอยเป็นชิ้นเล็กๆ และโรยด้วยกุุ้งแห้งเพื่อให้เกิดความโดดเด่น และแปลกใหม่ ในการที่สามารถเข้าไปเบียด เพื่อเปิดร้านขายใหม่ได้อีก 1 ร้าน ในศูนย์อาหาร เป็นต้น
อย่างที่ใครๆเขาพูดว่า “ชื่อนั้นสำคัญไฉน”
(โปรดติดตามตอนจบในฉบับหน้าครับ)
Categories: Articles Anything |
Tags: Sohn Chongsrichan | No Comments
December 13th, 2010
ผมต้องดีใจกับแบรนด์หลายๆแบรนด์ ที่มีอายุมากกว่า 100 ปี หรือ 200 ปี อย่างเช่น โค้ก เป๊ปซี่ คอลเกต ชิเซโด้ ลักซ์ เชลล์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ หรือ ฮาร์เลย์ เดวิดสันและต้องไม่ลืมแบรนด์ไทยอย่าง ธนาคารไทยพาณิชย์ และเครือซีเมนต์ไทย เป็นต้น
คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือเรื่องง่ายๆที่แบรนด์เหล่านี้จะอยู่ยงคงกระพันได้ โดยปราศจากกลยุทธ์และเหตุผลที่ดีทางการตลาด
แบรนด์ที่อยู่มานานได้กว่า 100 ปี ได้เดินทางผ่าน 2 เจเนอเรชั่น หรือ 3 เจเนอเรชั่น ของผู้บริโภค ตั้งแต่ ปู่ ย่า ตา ยาย มาจนถึงยุค คุณลูก คุณหลาน
ผู้บริโภคได้มีโอกาสเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของแต่ละแบรนด์ ในแต่ละอุตสาหกรรมที่ต่างกันไป จากการพัฒนาคุณภาพของตัวสินค้า หีบห่อ ช่องทางการจัดจำหน่าย ไปจนถึงการโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ และเข้มข้นมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้นในเวลาเดียวกัน
ในระหว่างการเดินทางของแบรนด์ทั้งหลาย ผู้บริโภคจะได้เห็นความสำเร็จของแบรนด์ตั้งแต่แรกเริ่ม จนถึงปัจจุบัน และในขณะเดียวกัน ก็คงมีโอกาสได้เห็นถึงแบรนด์์ที่ต้องล้มลุกคลุกคลาน จนท้ายที่สุดก็ต้องล้มหายตายจากโลกนี้ไป
แบรนด์ที่อยู่ยงคงกระพันได้ คือแบรนด์ที่มีความรุ่งโรจน์ เปรียบเสมือนกับคนที่มีแต่ความสุข ความมั่งคั่ง ร่ำรวย มีอันจะกิน มีคนรู้จักและชื่นชมอยู่ตลอดเวลา
แบรนด์ที่ร่วงโรย คือ แบรนด์ที่เจ็บป่วย เป็นไข้ ไม่มีภูมิคุ้มกันอย่างถาวร แบรนด์ประเภทนี้อยู่ในท้องตลาดแบบฉาบฉวย กอบโกยกำไรจากผู้บริโภคในระยะเวลาอันสั้น ไม่สามารถสร้างความประทับใจ และความจงรักภักดีในกลุ่มผู้บริโภคได้
มีคำถามเกิดขึ้นมาในใจอยู่ตลอดเวลาว่า อะไรคือองค์ประกอบหลัก ที่สร้างความแข็งแกร่ง อยู่ยงคงกระพันให้กับแบรนด์รุ่งโรจน์เหล่านี้
ผมได้เคยเขียนสูตรสำเร็จของการสร้างแบรนด์ไว้ในนิตยสาร BrandAge นี้ เมื่อปีกว่าที่แล้วว่า แบรนด์ที่ประสบกับความสำเร็จและแข็งแกร่งได้อยู่ตลอดเวลานั้น จำเป็นที่จะต้องมี 4 เสาหลัก เพื่อยึดเหนี่ยวให้แบรนด์โดดเด่นแตกต่างจากคู่แข่ง และ 4 เสาหลักนี้ คือ
1. Differentiation สินค้าหรือบริการต้องมีความแตกต่างและโดดเด่น
2. Relevance สินค้าหรือบริการต้องมีความจำเป็นและเหมาะสมต่อผู้บริโภค
3. Esteem ผู้บริโภคต้องชื่นชมและชมชอบต่อสินค้าหรือบริการ
4. Knowledge สินค้าหรือบริการต้องเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้บริโภค
ตามหลักการสร้างแบรนด์ของหลายสำนัก คงจะมีหลักการและสูตรสำเร็จที่หลากหลายกว่า 4 เสาหลัก ในข้างต้นที่กล่าวมา เครื่องมือที่เรียกว่า BRAND ASSET VALUATOR ของบริษัท Y&R นี้ เป็นแนวคิดในการพัฒนาแบรนด์ของลูกค้าเรา ที่ใช้กันอยู่เป็นประจำ ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือที่ Y&R ทั่วโลก ใช้ในการพัฒนาแบรนด์ของลูกค้า ให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างรุ่งโรจน์
มีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ ในการถอดรหัส 1 ใน 4 เสา ของ BRAND ASSET VALUATOR ที่เป็นแกนของ Differentiation เพื่อจะทำให้เกิด Energize Differentiation มีมิติอีก 6 แกน ที่สามารถซอยย่อยออกมา เพื่อที่จะทำให้ Differentiation มีความแข็งแรงและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
เราเรียก 6 มิตินี้ว่า “พลังของความแตกต่างที่ไม่หยุดนิ่ง” หรือ Energize Differentiation
1. Vision (วิสัยทัศน์)
ถ้าถอยกลับไปวิเคราะห์ถึงแบรนด์ที่รุ่งโรจน์มาตลอดกว่า 100 ปี หรือมากไปกว่านั้น เราจะเห็นถึงวิสัยทัศน์ ที่คมชัดในการพาให้แบรนด์เดินทางฝ่าฝันอุปสรรคต่างๆนานาชนิด ได้อย่างราบรื่น
คงไม่มีองค์กรใดที่จะประสบกับความสำเร็จได้ โดยปราศจากเป้าหมาย ปรัชญา และแนวคิดในการดำเนินธุรกิจ
ถ้าผมจะลองเปรียบความหมายของ Vision กับทางพุทธศาสนาของชาวพุทธ คำๆนี้น่าจะมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “ภาวนา”
เมื่อเราภาวนาสิ่งใดเราก็มักจะได้สิ่งนั้นสมดังปรารถนาไม่ใช่หรือ
หลายคนภาวนาขอให้ตัวเองมีสุขภาพที่ดี มีครอบครัวที่ดี และมีความสุข สุดท้ายคนเหล่านี้ก็ได้รับสิ่งดีๆที่ตนได้ภาวนา เป็นของขวัญและรางวัลกลับไป
Vision เป็นตัวกำหนดให้เรามีความมุ่งมั่น มุมานะ พากเพียร พยายาม ต่อสู้ ฟันฝ่าอุปสรรค
เมื่ออยากมีสุขภาพที่ดี มีครอบครัวที่ดี และมีความสุขในชีวิต คนๆนั้นก็ต้องมีวินัย ในการใช้ชีวิต ดูแลสุขภาพของตัวเอง โดยไม่กินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย วางตัวอยู่ในกรอบของศีลทั้ง 5 ประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นคนดี และท้ายสุดก็นำมาซึ่งความสุข ความเจริญให้แก่ตนเองและครอบครัว
การตั้ง Vision หรือ ภาวนา คงไม่ใช่เรื่องที่เพียงแค่จะตั้งขึ้นมาลอยๆ แล้วก็รอคอย ให้ฟ้าดินประทานให้ธุรกิจเกิดความเจริญรุ่งเรือง รุ่งโรจน์ โดยที่ไม่ได้ทำอะไร ในระหว่างทางให้สอดคล้องกับสิ่งที่ได้วางเป็นเป้าหมายของธุรกิจ
Vision เป็นกรอบของความคิด ที่ทำให้ผู้ประกอบการต้องคอยตรวจเช็คอยู่ตลอดเวลาว่าสิ่งที่ตนกำลังทำอยู่ และกำลังจะทำต่อไป หลุดลอยออกจากแก่นแท้ ของแนวคิดธุรกิจหรือไม่
ผมขอหยิบยกแบรนด์รุ่งโรจน์ที่ประสบกับความสำเร็จมากๆในปัจจุบัน ถึงแม้จะมีอายุยังไม่ครบ 100 ปี เพื่อเป็นกรณีศึกษา
ผมต้องขอชื่นชมต่อผู้บริหารในยุคที่แบรนด์ Nokia ถูกนำออกสู่ตลาดในวันแรก ด้วยสโลแกน “Connecting People”
ลองมองย้อนกลับไปในอดีตของการสร้างแบรนด์โนเกีย จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเขาวางสโลแกนของแบรนด์ว่า (สมมติ “The Best Mobile Phone In The World”)
ในความเป็นจริงผมกลับไม่ได้มองว่า Connecting People เป็นเพียงแค่สโลแกนของ Nokia
Connecting People ในวลีนี้หมายรวมถึงการที่แบรนด์ Nokia ได้พยายามวาง Vision ปรัชญา เป้าหมายทางธุรกิจ ตลอดจน Communication Message ให้ไปในทิศทางเดียวกันหมด
ความเก่งกาจ ฉลาดเฉลี่ยว ของ Nokia ในการวางทิศทางแบบนี้ ถูกจัดให้อยู่ในขั้นเซียนได้อย่างสบาย
หลายคนมักสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่วลี Connecting People จะสามารถครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างได้
ทำไมไม่แยก Vision เป็น 1 อัน ปรัชญาเป็น 1 อัน เป้าหมายเป็น 1 อัน และ Communication Message เป็น 1 อัน
ผมโดยส่วนตัวมองว่าการแตกกระจายของการวางกลยุทธ์ในการทำธุรกิจ คือ ความไม่มีจุดยืนที่ชัดเจนในการต่อสู้กับคู่แข่ง
บ่อยครั้งจะเห็น Vision ขององค์กรหนึ่ง วิ่งไปทิศทางหนึ่ง กลยุทธ์การตลาด ก็วิ่งไปทางทิศตรงกันข้าม และสุดท้าย Communication Message ก็วิ่งไปอีกทิศทางหนึ่ง ที่ต่างขัดแย้ง สวนทางกันหมด
คนเก่งเท่านั้นที่จะรวบทุกสิ่งทุกอย่างไว้ได้บนวลีสั้นๆ อย่างที่ Nokia ได้สร้างไว้
ถ้าเขาวางตัวเองเป็น The Best Mobile Phone In The World ผมคิดว่าธุรกิจของเขาคงจะร่วงโรยไปเมื่อหลายปีก่อนอย่างแน่นอน
ก็เพราะธุรกิจการสื่อสารบนโลกวันนี้ ไม่ได้ถูกจำกัดแค่การพูดคุยกัน ผ่านโทรศัพท์มือถือเพียงอย่างเดียว
การสื่อสารหรือการเชื่อมโยง (Connecting People) ให้คนได้มีโอกาสเข้าถึงกันได้อย่างอิสระเสรี เป็นกลไกที่เปลี่ยนแนวความคิดเดิมๆของธุรกิจเครื่องรับ-ส่งโทรศัพท์
คนใช้ Data Communication กันมากขึ้น ด้วยระบบเทคโนโลยี 3G ที่เป็นตัวช่วยอำนวยความสะดวก ให้มีความสามารถในการรับ-ส่งขอมูลหนักๆ
ระบบ GPS ที่ถูกสร้างขึ้นในระบบมือถือของ Nokia หลายรุ่น ที่มีขายอยู่ในท้องตลาด
โทรศัพท์มือถือของ Nokia ที่สามารถเชื่อมต่อไปยังระบบ e-mail , facebook , twitter และอื่นๆอีกมากมาย
นี่คือการ Connecting People ที่ไปได้มากกว่าการติดต่อสื่อสารแบบเดิมๆ
เมื่อกลางปีที่แล้วคู่แข่งของ Nokia ต่างก็ต้องตะลึงกับสินค้าใหม่ ที่ชื่อว่า Nokia Booklet 3G ที่เป็น Netbook สามารถเชื่อมต่อกับการสื่อสารในทุกระบบ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มีใครเคยคิดไหมว่า Nokia จะเปิดตัว Booklet เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค
Nokia ได้กลายพันธุ์ธุรกิจของตนจากที่เคยเป็นสินค้าประเภทโทรศัพท์มือถือ ไปสู่ธุรกิจ Hardware ในรูปแบบ Netbook ที่ไม่ได้แข่งขันกับคู่แข่งอย่าง Motorola , Samsung หรือ LG แต่ขยายน่านน้ำออกไปสู้กับ HP , Acer , Lenovo หรือ Dell เป็นต้น
การวาง Vision ที่ดี คือ การวาง Vision ที่เป็น Customer Centric (เอาผู้บริโภคเป็นที่ตั้ง) เข้าถึงได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก สลับซับซ้อน และที่สำคัญ เปิดโอกาสให้ธุรกิจวิ่งไปได้ไกลกว่าสิ่งที่เคยทำอยู่อย่างซ้ำๆซากๆ
การเดินทางบนเส้นทางธุรกิจของ Nokia ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ธุรกิจที่รุ่งโรจน์ส่วนหนึ่ง ได้มาจากการวาง Vision ที่คมชัดตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจ
ผมมีความเชื่ออีกว่า Nokia คงจะไม่ได้หยุดเพียงแค่การเปิดตัว Nokia Booklet 3G แต่คงเป็นไปได้ที่จะมีธุรกิจสินค้าหรือบริการในอีกหลากหลายรูปแบบ ที่จะถูกป้อนออกสู่ตลาด เพื่อสร้างความสุข ความสบาย ให้แก่ผู้บริโภคในวันนี้และในอนาคตอันใกล้นี้
การเดินทางของแบรนด์ที่มีอายุ 28 ปีในธุรกิจการสื่อสารของ Nokia โดยที่ยังตอกย้ำจุดยืนของการเชื่อมต่อให้คนเข้าถึงกันได้ (Connecting People) ยังคงมีความกระชุ่มกระชวย เปรียบเสมือนเด็กหนุ่ม เด็กสาว ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ความคิด เป็นเหมือนหัวรถจักร ที่จะฉุดกระชากลากจูง ให้รถไฟทั้งขบวนวิ่งไปข้างหน้า สู่ความรุ่งโรจน์อย่างยั่งยืน แบบหาใครเปรียบได้ยาก
และคอยดูว่า Nokia จะมีอะไรดีๆ เด่นๆ ดังๆ และโดนๆใจผู้บริโภค ออกมาให้เราได้ตะลึงกันอีก
(โปรดติดตามตอนต่อไปในฉบับหน้าครับ)
Categories: Articles Anything |
Tags: Sohn Chongsrichan | No Comments
November 29th, 2010
พี่ๆทุกท่านที่พลาดงานสัมมนา 13 จริตของแบรนด์เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ครั้งนี้เราได้เปิดสัมมนาในหัวข้อนี้อีกครั้งคะ
หากท่านใดสนใจกรุณาส่งอีเมลล์มาที่ atchara@brandanything.biz เพื่อสำรองที่นั่งได้เลยนะคะ

รีบๆจองกันเข้ามานะคะ รับจำนวนจำกัดค่ะ ^^
Categories: Seminar & Workshop Schedule |
Tags: Sohn Chongsrichan | No Comments
November 29th, 2010
คำตอบของผมต่อคำถามของคนรอบข้าง เกี่ยวกับการทำธุรกิจและสร้างแบรนด์ในอนาคตจะมีรูปแบบเป็นอย่างไรในข้อที่ 2 คือ
ความเสมอต้นเสมอปลาย และคงเส้นคงวา
ผมมักจะได้ยินผู้หญิงเขาคุยกันในกลุ่มเพื่อนผู้หญิงด้วยกัน หรือบางครั้งผมมีโอกาสได้อ่านบทความในนิตยสารผู้หญิงเกี่ยวกับความรักที่จีรังยั่งยืนที่พวกเธอใฝ่หา
ผู้หญิงส่วนใหญ่มักมีคำตอบในใจว่าความรักที่สมบูรณ์แบบและในอุดมคติที่พวกเธอใฝ่หาคือ ต้องการให้คู่รักของตนรักเธอไม่ต้องมากจนเกินไปในช่วงที่เป็นแฟนกัน แต่ต้องการความรักแบบน้อยๆแต่สามารถยืนยาวไปได้ตลอดทั้งชีวิต
เอาเป็นว่าขอให้เธอรักฉันน้อยๆก็ได้แต่ต้องรักฉันนานๆนะ
แนวคิดของความรักในคู่หนุ่มสาวหรือคู่ครองไม่ได้แตกต่างจากแนวคิดในการทำธุรกิจหรือการรักษาความแข็งแกร่งของแบรนด์ให้มีชีวิตที่ยืนยาวเท่าใดนัก
ผู้ประกอบการประสบกับความสำเร็จในยอดขายของสินค้าหรือบริการ เพราะผู้บริโภคมีความพึงพอใจต่อคุณภาพและประสิทธิภาพของสินค้าหรือบริการนั้นๆในระดับของความคาดหวังที่ต่างฝ่ายก็ต่างให้กันและกัน
เมื่อสาวใดที่หน้ามีจุดด่างดำ แล้วใช้สินค้าประเภทครีมทาให้หน้าขาวจากแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งจนหน้าของสาวคนนั้นมีผิวขาวใสขึ้นมาในเวลา 3 – 4 สัปดาห์ ก็เป็นผลมาจากคุณภาพและประสิทธิภาพของครีมทาหน้าขาวแบรนด์นั้นได้ทำหน้าที่ส่งมอบคำมั่นสัญญาที่ได้คุยไว้กับผู้บริโภค
ในขณะที่คำมั่นสัญญาจากแบรนด์ครีมทาหน้าขาวก็ได้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภครายนั้นบนพื้นฐานของราคานอกเหนือจากคุณภาพและประสิทธิภาพที่เป็นองค์ประกอบหลัก
ต่อให้ครีมทาหน้าขาวแบรนด์นั้นมีราคาแพงกว่าแบรนด์อื่นๆในตลาดบ้าง แต่ด้วยความพึงพอใจของผู้บริโภครายที่มีหน้าขาวใสขึ้นทุกอย่างเลยดูลงตัวครบถ้วนไปหมด
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าวันดีคืนดีสาวคนเดิมเกิดมีอาการหน้าหมองคล้ำขึ้นมา แล้วไปซื้อครีมทาหน้าขาวแบรนด์เดิมมาใช้ แต่กลับหน้าไม่ขาวใสในระยะเวลา 3-4 สัปดาห์ ไม่เห็นผลดังใจ
เป็นไปได้ไหมที่ผู้บริโภคคนดังกล่าวผิวหน้าเริ่มดื้อกับส่วนผสมของสินค้าเดิมที่เคยใช้
ในเชิงทฤษฎีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง ที่ผู้บริโภคมีสิทธิ์ที่จะดื้อกับส่วนผสมในแต่ละประเภทของสินค้าเมื่อใช้ไปนานๆและซ้ำๆกันอยู่ตลอดเวลา
พวกจุดด่างดำคงเบื่อกับการกินส่วนผสมเดิมๆ ถ้าพวกมันพูดได้คงอยากจะบอกกับเจ้าของใบหน้าว่า “พี่ๆช่วยกรุณาให้พวกน้องหนูได้สัมผัสประสบการณ์ของรสชาติ (ส่วนผสม) ใหม่ๆหน่อยได้ไหม”
เชื่อไหมว่ามนุษย์ทุกคนในโลกใบนี้ต่างเข้าข้างตัวเองกันทั้งนั้น
ไม่มีใครโทษหน้าตัวเองหรอก (ว่าจริงๆมันเริ่มด้านแล้วนะ)
จำเลยของสังคมเลยต้องตกไปเป็นผู้ประกอบการเจ้าของสินค้านั้นๆ
ผู้บริโภครายที่ผิดหวังกับใบหน้าของตัวเองว่าทำไมกระปุกที่ 4 กระปุกที่ 5 ถึงยังไม่สามารถทำให้หน้าตนกลับมีสภาพขาวใสได้
ในใจคงบ่นและสาปแช่งผู้ประกอบการว่า พอขายดีเลยลดคุณภาพ พอขายดีเลยเริ่มหยิ่ง พอขายดีเลยลืมบุญคุณของผู้บริโภคไปแล้วใช่ไหม
แบบนี้ไม่เสมอต้นเสมอปลาย
แบบนี้ไม่คงเส้นคงวา
วันรุ่งขึ้นก็เลยเอาสินค้าแบรนด์ดังกล่าวไปประจานต่อสังคมรอบข้างโดยผ่าน Web ผ่าน Blog ผ่าน Forward e-mail เป็นต้น
สุดท้ายผู้ประกอบการรายนี้ก็ต้องปิดตัวเองไปด้วยความไร้เดียงสาของผู้บริโภคที่เอาแต่ใจของตัวเองเป็นที่ตั้ง
เห็นไหมว่าความเสมอต้นเสมอปลายไม่ได้ก่อเกิดจากตัวสินค้าหรือบริการที่มาจากทางด้านของผู้ประกอบการเพียงฝ่ายเดียว
แต่คำๆนี้ได้ถูกสร้างให้เกิดเป็นความคาดหวังในใจของผู้บริโภคในอีกแง่มุมหนึ่ง
แค่ผู้ประกอบการมีความพยายามที่จะรักษาระดับของความเสมอต้นเสมอปลายในคุณภาพและประสิทธิภาพของตัวสินค้าหรือบริการก็น่าจะยากพออยู่แล้ว
โชคร้ายยังมาเจอกับความต้องการและความคาดหวังของผู้บริโภคที่มีแต่จะมากขึ้นและมากขึ้น
ลองคิดดูว่าจะมีผู้ประกอบการที่ได้รับคำชมอย่างเป็นทางการจากผู้บริโภคมั้ยว่า ถ้าใบหน้าของเธอขาวใสสว่างขึ้นภายใน 3-4 วัน ที่ไม่ใช่ 3-4 สัปดาห์
อาจจะมีคนช่วยโฆษณาชื่นชมต่อใน Web Blog และส่งต่อเป็น Forward email เพียงเศษเสี้ยวของผู้บริโภคส่วนใหญ่
ผู้ประกอบการ “ทำเกินได้ แต่ห้ามทำขาด”
แค่ทำได้แบบพอดีๆยังต้องลุ้นกันตัวโก่ง
ผู้บริโภคจ่ายเงินได้เหมาะพอดีกับราคาสินค้าที่ตั้งไว้ แต่คงไม่มีใครจ่ายในราคาที่เกินกว่าราคาที่ติดไว้บนบรรจุภัณฑ์อย่างแน่นอน
ผมไม่เคยเห็นผู้บริโภคคนไหนบอกกับพ่อค้าแม่ขายว่าที่ลุงๆน้าๆติดราคาไว้ว่าส้มกิโลละ 50 บาท ผมจะจ่ายให้ลุงๆน้าๆ 70 บาทต่อกิโล
บ่อยครั้งจะเห็นแต่ผู้บริโภคขอให้พ่อค้าแม่ขายแถมอีกลูก 2 ลูกหรือไม่ก็ขอโลละ 40 บาทได้ไหม
มันแปลกดีนะ
และที่น่าเห็นใจที่สุดก็คือสายอาชีพที่ต้องซื้อ (ของชาวบ้าน) มาและขาย (ของชาวบ้าน) ไป
มีใครรับรองได้ไหมว่าผลส้มจากสวนอาทิตย์หน้าจะหวานฉ่ำเหมือนอาทิตย์นี้ที่ซื้อไปหรือน้ำมะพร้าวหอมจากสวนที่ไหนสักแห่ง อาทิตย์นี้จะหวานหอมจากการเก็บเกี่ยวในเดือนถัดไป เป็นต้น
พอเพียงในทรัพยากรที่มีอยู่ พอเพียงในงบประมาณที่มีอยู่ และพอเพียงในความทะเยอทะยานที่มีอยู่
แนวคิดและปรัชญาของการทำธุรกิจและสร้างแบรนด์ในยุคนี้และยุคหน้า มีความจำเป็นอย่างมากที่ผู้ประกอบการต้องหันกลับมาทบทวนกับคำว่า “ความพอเพียง”
มีนักกลยุทธ์สร้างแบรนด์หลายท่านในวงการได้เขียนถึงและกล่าวถึงการทำธุรกิจบนพื้นฐานของความพอเพียงไปมากต่อมากแล้ว และทุกๆท่านก็ได้ให้ข้อคิดดีๆฝากให้พวกเราได้นำไปคิดและประยุกต์ใช้กันได้จริงๆในการประกอบธุรกิจ เพื่อให้ธุรกิจของตัวเองโดดเด่นและมีผลประกอบการเป็นที่น่าพอใจ
ความพอเพียงคือยิ่งน้อยก็ยิ่งมาก
แต่ที่น่าสนใจกว่าคือธุรกิจจำเป็นต้องมีชีวิตที่ยืนยาว ไม่ใช่รวยกันแค่ปี 2 ปี แล้วต้องปิดกิจการลง
บางธุรกิจขายดิบขายดีอยู่เพียงชั่วระยะเวลาที่สั้นมากๆแล้วสุดท้ายก็ไปไม่รอดเพราะอะไร
เหตุผลหนึ่งน่าจะมาจากความต้องการที่อยากได้มากๆในยอดขายและผลกำไร โดยไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมาในอนาคตอันใกล้
ความพอเพียงได้ถูกนำมาปฏิบัติใช้กับความจีรังยั่งยืนด้วย
แบบขอให้รักฉันน้อยๆก็ได้แต่ต้องรักฉันให้นานๆนะ
ธุรกิจไม่ควรอยู่แบบฉาบฉวยเพราะผู้ประกอบการจะสูญเสียจุดยืนของตัวเองที่จะนำมาสู่ความเสื่อมเสียชื่อเสียง
ผมเคยไปพักโรงแรม Boutique ชายทะเลที่หนึ่งมา และได้มีประสบการณ์บางอย่างที่อยากจะแบ่งปันบทเรียนนี้ให้อ่าน
ในช่วงแรกของการเปิดโรงแรม Boutique ชายทะเลแห่งนี้ ผู้คนต่างแย่งกันเข้าไปพัก ด้วยเหตุผลที่เป็นโรงแรมใหม่ เก๋ เท่ มีระดับ อยู่ในกระแสนิยม
เกิดอะไรขึ้นเมื่อมีฝูงคนรุมกระหน่ำจองแล้วมีคิวต้องให้รอถึง 6-7 เดือนล่วงหน้าก่อนที่จะเข้าพักได้จริง
1. พนักงานรับจองห้องพักต้องอยู่ในสภาพของแรงกดดันเนื่องด้วยมีกลุ่มลูกค้ารุมสอบถามข้อมูลต่างๆนานาเกี่ยวกับโรงแรมใน และขณะเดียวกันถูกรุมด่า ถูกรุมต่อว่า ว่าทำไมถึงต้องใช้เวลาหลายเดือนในการเข้าพัก ต่างคนก็ต่างคิดเอาเองว่า โรงแรมทำไมถึงหยิ่งนัก ไม่ต้อนรับคนไทยใช่ไหม เห็นฝรั่งเป็นพระเจ้าใช่มั้ย เป็นต้น
2. ถ้าใครโชคดีหน่อยมีโอกาสได้เข้าพักในทันทีก็จะเจอกับเหตุการณ์ของความชลมุนวุ่นวาย แขกต้องใช้เวลา Check-in นานกว่าปกติมาก พนักงานต้อนรับหน้าบูดหน้าเบี้ยว ชักสีหน้ากับลูกค้า ถามคำตอบคำ เมื่อ Check-in เสร็จต้องใช้เวลารอให้แม่บ้านทำความสะอาดห้องก่อน เพราะแขกก่อนหน้านี้เพิ่ง Check-out ออกไปหมายถึงความไม่เป็นมืออาชีพ
เมื่อเดินเข้าห้องพักก็เจอกับสภาพห้องพักที่ไม่เรียบร้อยเท่าไรนัก มีกลิ่นอับที่ยังไม่ได้ถูกขจัดทิ้งไป ก็เพราะต่างคนก็ต่างรีบเดินทางไปก่อนเวลา ด้วยความเห่อและความตื่นเต้น แต่ลืมไปว่าจริงๆแล้วตามกฎของโรงแรมแห่งนี้ เขาให้ Check-in ได้เวลาบ่าย 2 โมง
3. เมื่อถึงเวลารับประทานอาหารเช้า แขกทุกคนต่างลุกขึ้นมาแย่งชิงที่นั่ง แย่งชิงอาหารที่เป็นเมนูพิเศษ มีราคาแพง สุดท้ายเมนูอาหารนั้นก็ต้องหมดไปในชั่วพริบตา คนที่เข้ามารับประทานอาหารในช่วงต่อไปต้องผิดหวังกับอาหารที่หมดไปก่อนหน้านี้ ทุกอย่างดูเหมือนการจลาจลหนีสงคราม
4. ราคาห้องพักช่วงเปิดตัวสูงจนใจหาย แต่แขกที่เข้าพักก็ให้อภัยเพราะทุกสิ่งทุกอย่างในวันนั้นถูกสร้างขึ้นในใจของทุกๆคนว่าเป็นโรงแรมที่อยู่ในกระแสนิยม มีห้องพักไม่มาก มีความเป็นส่วนตัว มีบริการเป็นเลิศ แต่พอหลังจากที่ Check – out ขณะขับรถกลับบ้านความรู้สึกในใจของลูกค้าต่อราคาห้องพักกลับแพงจนใจหายขึ้นมาทันที เมื่อเทียบกับประสบการณ์โดยรวมที่ได้รับกลับไปในขณะที่พำนักพักพิงอยู่ในโรงแรมแห่งนั้น
5. และอีกหลากหลายเหตุผลที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาแห่งหายนะช่วงนั้น เช่นไม่มีคนรับโทรศัพท์ในแผนก room service ต้องแบกกระเป๋าเดินออกมา Check – out เอง แม่บ้านลืมเติมน้ำดื่มในตู้เย็นเป็นต้น
ก็เพราะว่าทุกคนที่เป็นพนักงานต่างพากันทำงานหนักจนตัวเป็น
เกลียว เวลาหายใจยังแทบไม่มีแล้วจะเอาเวลาไหนไปดูแลความเรียบร้อยให้ทั่วถึง
นี่คือความล้มเหลวของยิ่งมากก็ยิ่งน้อย
ก็น่าเห็นใจอยู่หรอก เพราะว่าใครจะเคยคิดที่จะจ้างพนักงานจำนวนเกินกว่าจำเป็น ยิ่งจ้างมากก็ยิ่งเสียค่าใช้จ่ายมากเป็นเงาตามตัว เพราะเมื่อหลายเดือนผ่านไปจำนวนแขกที่เข้าพักก็น่าจะลดน้อยลงเป็นไปตามธรรมชาติของกระแส
แต่ผู้ประกอบการรายนี้ลืมไปว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือความไม่เสมอต้นเสมอปลายที่จะทำลายชื่อเสียงของธุรกิจ
ที่สำคัญที่สุดในการทำการตลาดอันหนึ่งก็คือ
ทุกธุรกิจจำเป็นอย่างมากที่จะต้องมี Repeat purchase หรือ Revisit เพื่อให้ได้ฐานของลูกค้าที่มั่นคงและอยู่กับธุรกิจไปได้อีกยาวนาน
การตลาดแบบ Word of Mouth และ Word of Mouse มีประสิทธิภาพมากกว่าการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ใช้เงินก็น้อยกว่ามหาศาล แล้วทำไมบางธุรกิจถึงยังได้จับตัวผู้บริโภคเป็นตัวประกันอยู่อีกหรือ
Categories: Articles Anything, BrandAnything |
Tags: Sohn Chongsrichan | No Comments
November 2nd, 2010
เมื่อวันศุกร์ที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้จัดการประกวด Character โครงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เพื่อสื่อความหมายการขับเคลื่อนพันธสัญญาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของรัฐบาล โดยคุณสรณ์ จงศรีจันทร์ ได้รับเกียรติเป็นกรรมการผู้ตัดสินผลงานในครั้งนี้ด้วยคะ

นี่คือตัวอย่างผลงานที่เข้ารอบชิงชนะเลิศ ในการประกวดครั้งนี้

ต้องขอแสดงความยินดีแด่ผู้ชนะเลิศการประกวด Character ในครั้งนี้นะคะ งานประกวดนี้ได้ทำให้เราได้เห็นถึงความสามารถของเด็กรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์ และความตั้งใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เยาวชนไทยค่ะ ^^
Categories: Gallery Anything |
Tags: Sohn Chongsrichan | No Comments
October 26th, 2010
6. ผู้บริโภคต้องการความเป็นคนพิเศษ
คนพิเศษในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่มีอภิสิทธิ์มากกว่าคนอื่น
คนพิเศษคำนี้ในกลุ่มคนบางกลุ่มอาจจะมีระดับของการเรียกร้องที่เหนือกว่าคนอื่นทั่วไปในเชิงของอำนาจและการควบคุม
เรามักจะได้ยินคำพูดเหล่านี้จากลูกนักการเมืองบางคน ตอนไปเที่ยวผับ เที่ยวบาร์ในยามค่ำคืน ตามสถานเริงรมย์ระดับหรูต่างๆ
“คุณรู้มั้ยว่าผมเป็นลูกใคร?”
น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยรู้จักคนประเภทนี้ด้วยเหตุผล 2-3 ประการ
1. …ในผับ ในบาร์เป็นสถานที่ที่ผู้ประกอบการมักจะชอบดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานแห่งความพอเพียง ไฟที่เปิดจะมีวัตต์น้อยสุดๆ ทัศนวิสัยในการมอง การเห็นในสถานที่แบบนี้จะมีอยู่เพียงแค่ไม่กี่เมตร เพราะฉะนั้นคนที่ไปเที่ยวจะรู้ได้อย่างไรว่าคุณเป็นลูกหลานใคร ตัวเองยังเอาตัวไม่รอดเลย ตอนที่จะต้องหาทางเดินไปห้องน้ำ หรือพลัดหลงจากแฟนที่ต่างคนต่างก็ดิ้นกันอย่างสนุกสนาน ไม่ว่าคุณจะรูปโฉมหล่อขนาดไหน มีรูปลงหนังสือพิมพ์มากขนาดไหนรับรองได้ว่าไม่มีใครสามารถจำคุณได้แน่นอนในความมืดขนาดนั้น
2. …ในผับ ในบาร์เป็นสถานที่ที่มีเสียงดังมากจากการเปิดเพลงเพื่อให้เหล่าบรรดานักเที่ยวทั้งหลายได้ปลดปล่อยอารมณ์ ดิ้นกันแบบเมามันส์สุดๆ ระดับเสียงในสถานที่แบบนี้ไม่สามารถทำให้คนปกติทั่วไปสนทนากันได้อย่างราบรื่น บ่อยครั้งเราจะเห็นคนทะเลาะกัน (ซึ่งจริงๆแล้วเขาไม่ได้ทะเลาะหรือโกรธเคืองอะไรกัน) ด้วยการตะโกนใส่กัน ดังนั้นคุณจะคาดหวังอะไรจากคนรอบข้างในคำถามแบบไร้สาระที่ว่า “คุณรู้มั้ยว่าผมเป็นลูกใคร?” เพราะไม่มีใครได้ยินคำถามของคุณเด็ดขาดและก็คงไม่มีใครสนใจคุณด้วย คนที่ไปเที่ยวเขามีจุดประสงค์ที่ชัดเจนคือปลดปล่อยหรือหาความบันเทิงใส่ตัว พวกเขาไม่ได้เสียเงินไปเข้างานอบรมสัมมนาที่ต้องคอยตอบคำถามจากวิทยากร
3. …ลูกนักการเมืองผู้นั้นต้องมีปัญหาในชีวิตอย่างหนักเหมือนกับ Sophie นางเอกสาวในหนัง Mamma Mia ที่ไม่รู้ว่าตัวเองเกิดมาจากพ่อคนไหน ในหนังเรื่องนี้เขามีพระเอกหนุ่มใหญ่ 3 คนซึ่งเคยเป็นอดีตแฟนของแม่ ที่ถูกเชิญมางานแต่งงานของนางเอก เพราะเธอต้องการจะรู้ว่า 1 ใน 3 หนุ่มใหญ่นั้นใครคือสามีที่แท้จริงของแม่และพ่อที่แท้จริงของเธอ ในหนังเรื่องนี้เธอมักจะถามคำถามนี้กับเพื่อนและกับแม่ของเธอ “คุณรู้มั้ยว่าฉันเป็นลูกใคร?” อย่าเข้าใจผิดว่า Sophie มีปัญหาทางจิตเพราะเธอเป็นเพียงแค่ 1 ในดารานำของหนัง Mamma Mia และนี่ก็เป็นแค่หนังเรื่องหนึ่งที่ทำให้พวกเราได้เพลิดเพลินสนุกๆกันเท่านั้น
นี่คือปัญหาของสังคมที่เกิดขึ้นแทบทุกวันในหน้าหนังสือพิมพ์
อำนาจและการควบคุมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในตัวของผู้บริโภคทุกคนเช่นเดียวกัน อยู่ที่ว่าใครจะเปิดเผยนำมันออกมาแสดงให้อีกฝ่ายได้เห็น
มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้เกิดขึ้นจริงเมื่อไม่นานมานี้ มีคนจอดรถผิด
ในที่จอดรถประจำของอีกคน โชคร้ายของคนคนนั้น ถูกเจ้าของที่จอดประจำยิงตายทั้งผัวทั้งเมีย เป็นข่าวหน้า 1 ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ คนที่ไปยิงเขาไม่รู้คิดอะไร ข้างๆก็มีที่จอดรถว่างอยู่อีก 1 ที่ ตำแหน่งจอดห่างกันแค่คืบก็ยอมกันไม่ได้
คำว่า “ที่จอดรถประจำสำหรับ กท 8888 เท่านั้น” เป็นหายนะแห่งเกียรติยศและศักดิ์ศรี เป็นอภิสิทธิ์ที่คนอื่นๆไม่สามารถจะเข้ามาครอบครองความเป็นคนพิเศษของคนๆนั้นได้ ท้ายสุดก็อาจนำมาซึ่งการทะเลาะวิวาทและห่ำหั่นกันมีคนต้องบาดเจ็บและสูญเสียอยู่ให้เห็นกันบ่อยครั้ง
เกิดอะไรขึ้นกับผู้บริโภคในวันนี้?
ไม่มีผู้บริโภคคนใดที่เกิดมาเหมือนกันในรูปลักษณ์ หน้าตา ทัศนคติ พฤติกรรม บุคลิก หรือความคาดหวัง
การตอบโจทย์ทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพคือต้องแยกและแบ่งกลุ่มเป้าหมายการตลาดให้เล็กลง (“Segmentation หรือ Fragmentation”) เพื่อการตอบสนองความต้องการที่ซับซ้อนและซ่อนเงื่อนในแต่ละบุคคลให้เกิดความสุขจนกลายมาเป็นสาวกในที่สุด
อัตราส่วนของผู้บริโภคในโลกที่ถูกจัดให้เป็น Mass Consumers จะมีจำนวนมากที่สุดในแต่ละประเภทธุรกิจ เปรียบเสมือนเป็นฐานของพีระมิดที่แผ่กระจายออกไปในวงกว้าง
ไม่ได้หมายความว่าคนกลุ่มนี้ไม่ต้องการถูกจัดให้เป็นคนพิเศษ แต่นักการตลาดทั่วไปคงไม่สามารถสร้างกิจกรรม แนวคิด หรือนวัตกรรมแปลกๆ ใหม่ๆ เพื่อเอาใจ Mass Consumers กลุ่มนี้ได้อย่างลึกซึ้ง
ตามหลักแล้ว Mass Consumers กลุ่มนี้จะระมัดระวังการใช้จ่ายในการซื้อข้าวของใช้มากกว่าคนที่ถูกจัดให้เป็น Hi-End Consumers (ผู้มีอันจะกิน มีอำนาจ และชอบควบคุม) ดังนั้นการสร้างสินค้าหรือบริการที่เฉพาะเจาะจงต่อกลุ่มเป้าหมาย Mass Consumers ด้วยราคาที่สูง คงเป็นไปได้ยากในระดับประเทศที่ดูไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน
เราคงจะไม่ได้เห็น VIP Lounge สำหรับลูกค้าระบบโทรศัพท์มือถือที่คอยต้อนรับทุกๆคนที่เป็นลูกค้าให้เข้าไปใช้บริการในสถานที่แห่งนั้น
ถ้าลูกค้าทุกคนสามารถเดินเข้าไปนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสาร ดื่มกาแฟ ดื่มน้ำเย็นหรือเล่น Internet ได้เหมือนกัน คำว่าลูกค้าคนพิเศษคงไร้ความหมายในมุมมองของผู้ประกอบการ และคนที่เป็นลูกค้าระดับเกรด A ที่ใช้จ่ายเงินสูงกว่าลูกค้าทั่วไป
ทฤษฎี 20:80 ของ Pareto มีความน่าสนใจที่ว่า หลายๆธุรกิจจะได้ลูกค้าที่ดีเพียง 20% แต่ลูกค้าเหล่านี้จะใช้เงินและสร้างรายได้ให้กับธุรกิจมากถึง 80%
ลูกค้าเกรด A มักจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษด้วยแนวคิด 20:80 จากทุกธุรกิจในโลก
มันเป็นการทำธุรกิจที่เหนื่อยมาก หากผู้ประกอบการไม่สามารถคัดแยกลูกค้าตัวจริงเสียงจริงที่ใช้จ่ายมากจริงๆออกมาจากลูกค้าทั่วๆไป
มันยากที่จะเอาใจลูกค้าทุกๆคนเหมือนกัน เพราะลูกค้าบางคนก็เป็นเพียงแค่ “ทหารรับจ้าง” มาซื้อมาใช้สินค้าหรือบริการของคุณบนพื้นฐานของราคาที่ถูกที่สุดเท่านั้น เมื่อใดที่มีผู้ประกอบการรายอื่นที่เสนอราคาที่ดีกว่า ลูกค้าที่มีบทบาทเป็นทหารรับจ้างก็จะตบเท้าเดินออกจากธุรกิจของคุณไปซบอกคู่แข่ง การทำธุรกิจกับลูกค้าประเภทนี้มีแต่เจ็บตัวด้วยผลกำไรเพียงน้อยนิดหรือแทบจะเท่าทุน เพื่อเป็นต้นทุนในการหล่อเลี้ยงให้ธุรกิจอยู่ได้ไปวันๆ ในรูปแบบของค่าจ้าง ค่าน้ำ ค่าไฟและค่าวัตถุดิบ เป็นต้น
ผู้ประกอบการทั่วไปคงไม่ได้เพิกเฉยมองข้ามความสำคัญของลูกค้าคนใดคนหนึ่ง เพราะไม่มีผู้ประกอบการท่านใดที่มีตาวิเศษที่สามารถคัดแยกเอาเฉพาะปลาตัวโตๆ ออกมาจากบ่อได้ ไม่เช่นนั้นทุกธุรกิจในโลกคงไม่มีคำว่าเจ๊งกับเจ๊ง ต่างต้องลองวัดดวงกันในช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อรอตัวตนที่แท้ของลูกค้ารายนั้นๆเปิดเผยออกมา
มีข้อเตือนใจในการทำธุรกิจบนความเป็นคนพิเศษของกลุ่มลูกค้าในทุกประเภทธุรกิจที่กำลังเกิดขึ้นจนสร้างความผิดหวังให้กับลูกค้าคนพิเศษกลุ่มนั้น
มีใครเคยคิดไหมว่าการถือบัตรเครดิตในอดีตที่ผู้ประกอบการบัตรเครดิตบอกกับเราว่าบัตรทองคือบัตรเครดิตสำหรับคนที่มีเกียรติ ศักดิ์ศรีสูงส่ง และสำหรับคนพิเศษที่ถูกคัดเลือกแล้วเท่านั้น
แต่ในวันนี้ธุรกิจบัตรเครดิตที่เคยเสนอบัตรทองให้แก่ลูกค้าแทบจะไม่มีความหมายอีกต่อไป อภิสิทธิ์ต่างๆที่เสนอให้ผู้ถือบัตรก็ยังคงมีแต่ก็สู้บัตรประเภท Platinum หรือ Titanium ไม่ได้ และคงไม่ต้องเอ่ยถึงบัตรที่เหนือชั้นกว่าประเภท Platinum หรือ Titanium ที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป จนสร้างความสับสนในกลุ่มเป้าหมาย
ที่จอดรถในห้างสรรพสินค้าที่ถูกสงวนเอาไว้ให้กับผู้ถือบัตรเครดิตระดับเทพ ก็ถูกคนพิเศษระดับเทพอีกเป็นร้อยเข้าไปจับจองจอดกันเต็มไปหมด
เป็นไปได้อย่างไรที่คนพิเศษของบัตรเครดิตรายนั้นจะมีเพียงแค่ 5 คน ทางบริษัทบัตรเครดิตรายนั้นจึงจัดที่จอดไว้เพียง 5 คันเท่านั้น
เมื่อคนพิเศษได้รับการบอกกล่าวผ่านสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ว่าสิทธิ์ประโยชน์ต่างๆที่คนพิเศษจะได้รับมีความหลากหลายต่างๆ แต่พอคนพิเศษกลุ่มนั้นจะไปใช้สิทธิ์ของตนเองก็กลับเจอกับคำปฏิเสธในการใช้สิทธิ์เหล่านั้น
เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในทุกรูปแบบ ในทุกประเภทธุรกิจ ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จากผู้ประกอบการ
บัตรตรวจสุขภาพประจำปีระดับเพชร จากบริษัทประกันยักษ์ใหญ่ถูกปฏิเสธจากโรงพยาบาล
ห้องรับรอง VIP ของสายการบินที่ร่วมรายการกับบัตรเครดิตระดับเทพปฏิเสธผู้โดยสารที่ถือบัตรเครดิตแบรนด์นั้น
บัตรเข้าพักฟรีในรีสอร์ทระดับ 6 ดาวที่ได้รับมาจากการสะสมไมล์ของสายการบินไม่สามารถใช้ได้ในช่วงเวลาปกติ ถ้าต้องเข้าพักจะต้องนำมาใช้ในช่วงวันจันทร์-วันพฤหัสเท่านั้นและที่แย่ไปกว่านั้นคือ จะต้องเป็นการเข้าพักในช่วงฤดูฝนเท่านั้น
การบริหารจัดการกับความคาดหวังของลูกค้าเป็นโจทย์ที่ท้าทายมากที่สุดอันหนึ่งในการทำธุรกิจ
ไม่มีลูกค้าคนใดที่จะมองประเด็นทุกอย่างได้เหมือนดั่งใจที่ผู้ประกอบการมอง
สิ่งที่ผู้ประกอบการมองว่าดีที่สุด อาจเป็นสิ่งที่ถูกมองว่าธรรมดาที่สุดจากสายตาของลูกค้าคนหนึ่ง
สิ่งที่ผู้ประกอบการคิดว่าเต็มที่แล้ว ให้แค่นี้ยังไม่พออีกหรือ อาจถูกมองจากลูกค้าว่าทำไมผู้ประกอบการรายนี้ถึงเขี้ยวใจร้ายเอาแต่ได้
สุดท้ายก็ต้องกลับมาทบทวนว่าอะไรคือสิ่งที่จะทำให้คนกลุ่มใหญ่มีความสุขที่สุด ราคาคงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายเสมอไปสำหรับคนที่อยู่ในกลุ่ม 20% จาก 100% เพราะถ้าทุกอย่างจบลงด้วยราคา รับรองได้ว่าเราทุกคนในฐานะที่เป็นลูกค้าจะต้องได้ใช้ของฟรีกันอย่างแน่นอน ด้วยเหตุผลที่ว่าผู้ประกอบการจะแข่งขันกันลดราคาจนในที่สุดก็แถมให้ลูกค้าใช้กันฟรีๆกันเลยดีกว่า
แบบนี้เรียกว่า Win & Lose ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพของเศรษฐกิจไทยโดยรวม
การทำธุรกิจที่ดีและประสบกับความสำเร็จจะต้องทำให้ทุกคนอยู่บนโลกใบนี้กันได้อย่างมีความสุข ไม่ควรมีใครต้องตายหายจากกันไป
Categories: Articles Anything |
Tags: Sohn Chongsrichan, ผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไป | No Comments
October 26th, 2010
เอาภาพน่ารักๆมาฝากกันนะคะ จาก workshop ของ SunGroup ที่ผ่านมา โดย Theme งานคือ แฟนซี ใครมีไอเดียเก๋ไก๋ อยากแต่งเป็นอะไร ก็แต่งกันได้ ไม่เว้นแม้แต่ผู้บริหารของ SunGroup เอง ก็ได้ร่วมกิจกรรมนี้ด้วยค่ะ

โอกาสหน้าจะเก็บภาพน่ารักๆ ประทับใจมาฝากอีกนะค่ะ วันนี้ขอไปก่อนนะคะ Have a nice day ค่ะ ^^
Categories: Gallery Anything |
Tags: Sohn Chongsrichan | No Comments
October 21st, 2010
โครงการส่งเสริมความรู้การตลาดสมัยใหม่สำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยว การตลาดสมัยใหม่ : กลไกสู่ความสำเร็จของธุรกิจท่องเที่ยว ได้จัดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 19 ตุลาคม ที่ผ่านมา ณ โรงแรม Pullman
โครงการนี้ได้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการท่องเที่ยวให้มีความรู้และความเข้าใจแนวคิดการตลาดสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มพูนทักษะและวิสัยทัศน์ในการบริหารงานการตลาดให้ประสบผลสำเร็จ โดยอาจารย์สรณ์ จงศรีจันทร์ได้เป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมบรรยาย ให้ความรู้กับเหล่าผู้ประกอบการธุรกิจในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว


Categories: Gallery Anything |
Tags: Sohn Chongsrichan | No Comments