<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>BrandAnything! &#187; Articles Anything</title>
	<atom:link href="https://www.brandanything.biz/wordpress/?cat=13&#038;feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.brandanything.biz/wordpress</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Mon, 22 Jun 2015 02:57:08 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.6.1</generator>
		<item>
		<title>แบรนด์เล็กจะอยู่รอดได้อย่างไร? (ตอนจบ)</title>
		<link>https://www.brandanything.biz/wordpress/?p=2675</link>
		<comments>https://www.brandanything.biz/wordpress/?p=2675#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 18 May 2015 10:03:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles Anything]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.brandanything.biz/wordpress/?p=2675</guid>
		<description><![CDATA[ในฉบับที่แล้วผมได้พูดถึงตัวแปล 2 ตัวที่ทำให้แบรนด์เล็กของผู้ประกอบการ SME เสียเปรียบแบรนด์ใหญ่ ตัวแรกคือ Product (สินค้า) ตัวที่สองคือ Price (ราคา) ในฉบับบนี้ขอพูดถึง P อีก 4 ตัวที่มีอิทธิพลค่อนข้างสูงต่อการสร้างแบรนด์เล็กให้แข็งแกร่ง เพื่อให้อยู่รอดได้อย่างยั่งยืน 3. Place หรือ Channel (ช่องทางการจัดจำหน่าย) ช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้ามีอิทธิพลต่อการแข่งขันเป็นอย่างสูงในโลกปัจจุบัน ไม่ว่าคุณจะสร้างแบรนด์ด้วยคุณภาพที่เป็นเลิศเพียงใด หรือมีหีบห่อบรรจุภัณฑ์สวยงามโดดเด่นสะดุดตาเพียงใด หรือมีการวางตำแหน่งและจุดยืนสินค้าที่แตกต่างกว่าคู่แข่งมากเพียงใด สุดท้ายคุณก็ต้องนำสินค้าที่โดดเด่นของคุณให้ไปพบ ให้ไปเจอกับกลุ่มเป้าหมายหรือผู้บริโภค โดยการนำพาให้เขาไปในช่องทางการจัดจำหน่ายต่างๆในทุกรูปแบบ เช่น Hypermart, Supermarket หรือ Convenience Store เป็นต้น ผมมักจะได้ยินผู้ประกอบการ SME บ่นกับผมว่าพวกเขาส่วนใหญ่จะเจอกับปัญหาของการถูกเรียกค่าแรกเข้าจากเหล่าบรรดา Modern Trade ที่มีค่าใช้จ่ายสูงมากจนไม่สามารถเอื้อมถึงได้ ค่าแรกเข้ามีระดับของราคาที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของแต่ละ Modern Trade และจำนวนสาขาของ Modern Trade ที่กระจายอยู่ในแต่ละจังหวัด หรือแต่ละภาคทั่วประเทศ สุดท้ายแบรนด์เล็กๆส่วนใหญ่ก็ต้องกลับหลังหันถอยทัพแบบไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าใดนัก ผมว่าเราก็ต้องมีความเป็นธรรมกับเจ้าของร้าน Modern Trade [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p align="center">
<p>ในฉบับที่แล้วผมได้พูดถึงตัวแปล 2 ตัวที่ทำให้แบรนด์เล็กของผู้ประกอบการ SME เสียเปรียบแบรนด์ใหญ่</p>
<p>ตัวแรกคือ Product (สินค้า)</p>
<p>ตัวที่สองคือ Price (ราคา)</p>
<p>ในฉบับบนี้ขอพูดถึง P อีก 4 ตัวที่มีอิทธิพลค่อนข้างสูงต่อการสร้างแบรนด์เล็กให้แข็งแกร่ง เพื่อให้อยู่รอดได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">3. Place หรือ Channel (ช่องทางการจัดจำหน่าย) </span></p>
<p>ช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้ามีอิทธิพลต่อการแข่งขันเป็นอย่างสูงในโลกปัจจุบัน</p>
<p>ไม่ว่าคุณจะสร้างแบรนด์ด้วยคุณภาพที่เป็นเลิศเพียงใด หรือมีหีบห่อบรรจุภัณฑ์สวยงามโดดเด่นสะดุดตาเพียงใด หรือมีการวางตำแหน่งและจุดยืนสินค้าที่แตกต่างกว่าคู่แข่งมากเพียงใด</p>
<p>สุดท้ายคุณก็ต้องนำสินค้าที่โดดเด่นของคุณให้ไปพบ ให้ไปเจอกับกลุ่มเป้าหมายหรือผู้บริโภค โดยการนำพาให้เขาไปในช่องทางการจัดจำหน่ายต่างๆในทุกรูปแบบ เช่น Hypermart, Supermarket หรือ Convenience Store เป็นต้น</p>
<p>ผมมักจะได้ยินผู้ประกอบการ SME บ่นกับผมว่าพวกเขาส่วนใหญ่จะเจอกับปัญหาของการถูกเรียกค่าแรกเข้าจากเหล่าบรรดา Modern Trade ที่มีค่าใช้จ่ายสูงมากจนไม่สามารถเอื้อมถึงได้</p>
<p>ค่าแรกเข้ามีระดับของราคาที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของแต่ละ Modern Trade และจำนวนสาขาของ Modern Trade ที่กระจายอยู่ในแต่ละจังหวัด หรือแต่ละภาคทั่วประเทศ</p>
<p>สุดท้ายแบรนด์เล็กๆส่วนใหญ่ก็ต้องกลับหลังหันถอยทัพแบบไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าใดนัก</p>
<p>ผมว่าเราก็ต้องมีความเป็นธรรมกับเจ้าของร้าน Modern Trade ที่มีชื่อเสียงเหล่านี้ด้วย เพราะพวกเขาก็ช่วยสร้างความสำเร็จมามากต่อมากให้กับสินค้าหลากหลายประเภทมาแล้ว</p>
<p>แต่ก็ใช่ว่าแบรนด์สินค้าเล็กๆจะไม่มีโอกาสเข้าไปขายอยู่ในช่องทางการจัดจำหน่ายประเภท Modern Trade</p>
<p>อย่างที่ผมได้กล่าวไว้ในช่วงของ Product (สินค้า)</p>
<p>คุณจะต้องมีความแตกต่างในตัวสินค้าที่ชัดเจนเมื่อเทียบกับแบรนด์ระดับประเทศหรือระดับโลก</p>
<p>และที่สำคัญสินค้าของคุณจะต้องเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคอยากได้ (Relevance)</p>
<p>ยกตัวอย่างสินค้าประเภทของกินเล่นอย่างผลไม้ดองหรือผลไม้ตากแห้งของ SME ไทย ที่ขายกันอย่างแพร่หลายในร้านสะดวกซื้อ 7-11 ที่มีสาขามากถึง 7,000 สาขาทั่วประเทศ</p>
<p>ความสำเร็จของสินค้าประเภทนี้เกิดขึ้นได้เพราะผู้บริโภคชอบรับประทานสินค้าประเภทนี้และแบรนด์ใหญ่ระดับโลกเขาก็ไม่มีความสามารถในการผลิตสินค้าประเภทผลไม้ดองหรือผลไม้ตากแห้ง เมื่อเทียบกับความชำนาญและช่ำชองจากผู้ผลิตที่เป็น SME ไทย</p>
<p>ดังนั้นคุณจึงต้องเข้าใจในพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคคนไทย และทำในสิ่งที่เรามีความชำนาญเหนือกว่าแบรนด์ใหญ่ที่พวกเขามักจะมองข้ามโอกาสเล็กๆน้อยๆในบาง Product Category หรือ Product Segment เป็นต้น</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">Promotion หรือ Communications (การสร้างการรับรู้) </span></p>
<p>ไทยรัฐ ทีวีช่อง 3 หรือทีวีช่อง 7 บิลบอร์ดริมทางด่วนในกรุงเทพฯ มักจะถูกจัดให้เป็นเวทีแสดงแสนยานุภาพของแบรนด์ใหญ่ ด้วยอัตราค่าโฆษณาที่สูงลิบลิ่ว</p>
<p>ผมไม่อยากให้เรามองเพียงแค่อัตราค่าโฆษณาต่อหน้าหรือต่อ 30 วินาที หรือต่อขนาดของพื้นที่บนบิลบอร์ดเพราะเป็นความไม่ยุติธรรมกับเจ้าของสื่อรายนั้นๆ</p>
<p>ใช่ ไทยรัฐมีค่าโฆษณาที่สูงแต่อัตราการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในระดับทั่วประเทศก็มีจำนวนสูงเช่นกัน และถือได้ว่าเป็นสื่อหนังสือพิมพ์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในประเทศไทย</p>
<p>ไม่แปลกที่แบรนด์ใหญ่เขาสามารถจ่ายค่าโฆษณาให้ไทยรัฐได้ เพราะสินค้าแบรนด์ใหญ่มีความพร้อมในการเข้าถึงกลุมเป้าหมายในวงกว้างระดับประเทศ ในทุกช่องทางการจัดจำหน่ายโดยเฉพาะในช่องทางประเภท Modern Trade และ Traditional Trade</p>
<p>เมื่อความพร้อมของสินค้าจากแบรนด์ใหญ่ ได้ถูกกระจายออกไปทั่วทุกมุมของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้าน ตำบล หรือ อำเภอ</p>
<p>ผู้ประกอบการเจ้าของแบรนด์ใหญ่คงต้องรีบ<span style="text-decoration: underline;">ดึง </span><span style="text-decoration: underline;">(Pull)</span> สินค้าของตนให้ออกจากร้านค้า (Off TAKE) ให้ได้เร็วที่สุด หลังจากที่ได้<span style="text-decoration: underline;">ดัน </span><span style="text-decoration: underline;">(Push)</span> สินค้าของตนเข้าในช่องทางจัดจำหน่าย</p>
<p>บทบาทของ Communication (การสื่อสาร) คือการดึง (Pull) ให้สินค้าออกจากร้านไปสู่มือผู้บริโภคหรือเพื่อให้เกิดการซื้อขาย</p>
<p>การสื่อสารย่อมตามมาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงและผลที่จะได้ตามมาก็คือยอดขายที่ได้มากขึ้นเป็นเงาตามตัว</p>
<p>สุดท้ายแล้วกำไรของการลงทุนต่อประสิทธิผลที่ได้กลับมาเป็นสิ่งที่คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม โดยเฉพาะในสื่อหนังสือพิมพ์อย่างไทยรัฐเป็นต้น</p>
<p>การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย 1,000 คนต่อการใช้จ่ายในการลงทุน คิดได้เป็นแค่ไม่กี่ร้อยบาทต่อการเข้าถึง 1,000 คน (Cost per Thousand) ซึ่งตกแล้วมีค่าใช้จ่ายในการดึง(Pull)  ผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเพียงไม่กี่สิบสตางค์ต่อหนึ่งคน</p>
<p>เป็นค่าใช้จ่ายที่ถูกแสนถูก คุ้มแสนคุ้ม</p>
<p>ไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นการสร้างการรับรู้อย่างสินค้าจากค่าย Unilever, P&amp;G, Toyota หรือ Colgate ที่ใช้เงินก้อนโตทุ่มลงไปยังสื่อหลักเช่น ทีวีช่อง 3, 5, 7, 9 ไทยรัฐหรือ สื่อ Out Of Home กันอย่างแพร่หลาย ทั่วทิศทั่วไทยกันอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>แล้วการสร้างการรับรู้หรือการสื่อสารที่จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดของแบรนด์เล็กจากผู้ประกอบการ SME อยู่ตรงไหน</p>
<p>เสน่ห์ของแบรนด์เล็กคือการสร้าง Segmentation ในกลุ่มเป้าหมายที่แคบกว่าหรือเป็นการกระชับพื้นที่ในการขายที่มีความชัดเจนกว่า ทำให้แบรนด์เล็กมีความได้เปรียบในการเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคได้มากกว่า</p>
<p>แบรนด์เล็กที่ประสบกับความสำเร็จและเป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภคมักจะมีความเป็นตัวของตัวเองสูงกว่า</p>
<p>ไม่ได้ถูกขายในรูปแบบของ Mass Brand อย่างที่แบรนด์ใหญ่มักจะเป็น</p>
<p>และนี่คือสิ่งที่จะทำให้ผู้บริโภคกล่าวถึงในรูปแบบของ Word of Mouth หรือ Word of Mouse โดยปราศจากการใช้งบประมาณที่มากมายจนเกินตัว</p>
<p>อย่าลืมว่าการสร้างแบรนด์ไม่ได้หมายถึงการโฆษณาเพียงอย่างเดียว</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">5. People (บุคคลากร)</span></p>
<p>ถ้าคุณจบจากสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงด้วยเกรดเฉลี่ยที่สูงไม่ว่าจะเป็นปริญญาตรี หรือ ปริญญาโท คุณจะเดินไปสมัครงานที่บริษัทอะไร</p>
<p>จากผลการสำรวจเมื่อปีที่ผ่านมาจากหนังสือพิมพ์ธุรกิจรายวันฉบับหนึ่ง</p>
<p>นักศึกษาที่เพิ่งจบจะเดินไปสมัครงานที่บริษัทใหญ่ๆอย่างเช่น AIS, DTAC, True, ปตท, SCG, Toyota, ธนาคารกสิกรไทย เป็นต้น</p>
<p>ผมไม่เคยเห็นข้อมูลจากการวิจัยถึงการเข้าไปสมัครงานจากนักศึกษาที่เพิ่งจบในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดของผู้ประกอบการ SME เลยแม้แต่คนเดียว</p>
<p>ผมเข้าใจพวกเขาเป็นอย่างดี</p>
<p>มีใครบ้างที่เพิ่งจบอยากไปทำงานในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดเล็กๆ เพื่อให้เพื่อนพ้องของตัวเองหัวเราะเยาะและถากถางว่าจนปัญญาแล้วใช่ไหม ตกต่ำสุดๆแล้วใช่ไหมถึงต้องไปทำงานในบริษัทเล็กๆ</p>
<p>ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาที่เพิ่งจบหรือตัวผมเองมีใครบ้างที่ไม่อยากได้เงินเดือนมากๆและมีหน้ามีตาในสังคมบ้าง</p>
<p>องค์กรใหญ่ระดับประเทศและระดับข้ามชาติได้เปรียบในทุกแง่ทุกมุม</p>
<p>เงินเดือนก็จ่ายได้ดีกว่า</p>
<p>ตำแหน่งก็ให้ได้งามกว่า</p>
<p>สถานที่ทำงานก็สะดวกสบายกว่า อยู่ใจกลางเมือง มีสิ่งแวดล้อมในที่ทำงานสบายหู สบายตากว่าที่จะต้องเดินทางออกไปชานเมืองในนิคมอุตสาหกรรมบ้างหรือเป็นห้องแถว 2-3 คูหาบ้างเป็นต้น</p>
<p>สถานที่ทำงานก็เก่าไม่ทันสมัย ไม่มีที่จอดรถ ห้องน้ำสกปรก เป็นต้น</p>
<p>ผมอยากให้เราลองมองไปอีกมุมหนึ่ง</p>
<p>ใช่ ผู้ประกอบการ SME มีความเสียเปรียบในทุกแง่ทุกมุมและบ่อยครั้งคนก็มักไม่อยากไปสมัคร ถูกขับเคลื่อนด้วยระบบครอบครัวที่ความถูกใจอาจจะลบเลือนความถูกต้อง หรือหลักกูมาก่อนหลักการ</p>
<p>ถ้ามองในแง่บวกผมว่ามีอะไรอีกหลายอย่างที่ตำราในสถาบันการศึกษาจะไม่มีทางได้สอนพวกเราเลย และผมต้องขอยืนยันว่าคุณจะไม่มีทางได้เรียนยุทธวิธีในการทำธุรกิจแบบ Entrepreneurship จากในสถาบันต่างๆเช่นกัน</p>
<p>คุณอาจจะหาซื้อหนังสือ How to ต่างๆได้จากร้านขายหนังสือ</p>
<p>แต่มันก็เป็นเพียงแค่ How to ที่คุณยังไม่สามารถลงมือปฏิบัติได้อย่างแท้จริง</p>
<p>จากประสบการณ์ของผมในการประชุมกับผู้ประกอบการ SME จากหลากหลายธุรกิจ</p>
<p>ผมได้แอบเรียนรู้วิธีคิดของพวกเขามาโดยตลอด</p>
<p>ผมว่าพวกเขาเก่งกว่าคนที่เป็นเพียงแค่ลูกจ้าง ที่รับเงินเดือนไปวันๆ บริษัทจะเป็นอย่างไรก็ไม่ต้องรับผิดชอบ อย่างมากก็ถูกไล่ออกแล้วเดี๋ยวก็หาที่ทำงานใหม่ แล้วสมัครเข้าไปลองทำดู</p>
<p>การเป็นเจ้าของคือความรับผิดชอบที่ใหญ่หลวงมาก</p>
<p>แน่นอนที่สุดคุณจะต้องเก่งจริงถึงจะอยู่รอดได้</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">6. Passion (ความลุ่มหลงและหลงใหล)</span></p>
<p>นี่แหละคือ P ที่เป็นบทสรุปของความอยู่รอดในแบรนด์ที่เล็กกว่า</p>
<p>กำลังใจ ความมุมานะ บากบั่น และความเพียรพยายามเป็นสิ่งที่ลูกจ้างรายเดือนยากที่จะทำได้</p>
<p>ความลุ่มหลงและหลงใหลต่อธุรกิจเป็นกลไกในการขับเคลื่อนให้แบรนด์เล็กประสบกับความสำเร็จได้เป็นอย่างดี</p>
<p>ผมบอกตรงๆเลยว่าคนพวกนี้ไม่มีทางที่จะท้อ จะถอย หรือ จะทิ้ง ในสิ่งที่พวกเขาปากกัดตีนถีบมาโดยตลอด</p>
<p>ผมบอกได้เลยว่าพระเอกตัวจริงก็คือคุณตัน อิชิตัน</p>
<p>จากแบรนด์เล็กๆหนึ่งแบรนด์ที่เป็นร้านอาหารบุฟเฟ่ต์สไตล์ญี่ปุ่นในซอยทองหล่อ 10 มาเป็นชาเขียวระดับหลายพันล้านที่เบียดให้แบรนด์ระดับโลกต้องสูญเสียความเป็นที่หนึ่ง</p>
<p>แล้วมาวันหนึ่งคุณตันก็ได้เริ่มต้นในความเป็นตัวตนของแบรนด์เล็กอีกทีเมื่อปี 2553 ที่เปิดตัวชาเขียวอิชิตันเข้าสู่ตลาดที่แข่งขันกันอย่างเข้มข้น</p>
<p>จริงหรือที่แบรนด์เล็กจะเสียเปรียบแบรนด์ใหญ่</p>
<p>ผมรู้เพียงอย่างเดียวว่าแบรนด์เล็กมี Passion มากกว่าแบรนด์ใหญ่แน่นอน</p>
<p>ดูคุณตัน อิชิตันเป็นตัวอย่างสิครับ</p>
<p>ขอให้แบรนด์เล็กและแบรนด์ใหญ่โชคดีมีชัยตลอดไปพร้อมๆกัน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.brandanything.biz/wordpress/?feed=rss2&#038;p=2675</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คุณเคยถูกแบรนด์ลงโทษหรือเปล่า?</title>
		<link>https://www.brandanything.biz/wordpress/?p=2486</link>
		<comments>https://www.brandanything.biz/wordpress/?p=2486#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 21 Oct 2014 07:06:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles Anything]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.brandanything.biz/wordpress/?p=2486</guid>
		<description><![CDATA[เช้าตรู่ของวันหนึ่งผมมีภารกิจที่ต้องเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อไปบรรยายให้กับผู้ประกอบการ SME ประมาณ 80 ชีวิตในโครงการบ่มเพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในเรื่องการสร้างแบรนด์ของธนาคารชั้นนำแห่งหนึ่ง การบรรยายของผมในเช้าวันนั้นที่จังหวัดเชียงใหม่จะต้องเริ่มเวลา 9 โมงเช้า ที่โรงแรมบูติคระดับ 5 ดาวใจกลางเมือง ไฟลท์ของผมมีตารางการบินออกจากสนามบินดอนเมืองเวลา 6 โมงเช้า เป็นกฎ กติการะดับสากลว่า ผู้โดยสารทุกคนจำเป็นต้องเดินทางถึงสนามบินเพื่อทำการ check-in เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมงสำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ และอย่างน้อย 2 ชั่วโมงสำหรับเที่ยวบินนานาชาติ นั่นหมายถึงผมต้องถึงสนามบินเวลาตี 5และต้องตื่นเวลาตี 4 อาบน้ำ แต่งตัวภายใน 30 นาที และอีก 30 นาทีที่เหลือคือเวลาในการเดินทางจากบ้านไปสนามบินที่ดูจะเร่งรีบไปสักหน่อย เมื่อถึงสนามบินตามกำหนดเวลาที่เตรียมไว้ ผมก็รีบเดินไปที่เคาน์เตอร์ของสายการบิน เพื่อทำการ check-in ยื่นบัตรโดยสารพร้อมกับบัตรประชาชนให้กับเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน ในวินาทีนั้นเจ้าหน้าที่ของสายการบินเงยหน้าขึ้นพูดกับผมว่า “คุณไม่ทราบหรือว่าไฟลทของเราดีเลย์” ด้วยความตกใจ เพราะถ้าไฟลทดีเลย์ ปัญหาที่จะตามมาก็คือทุกอย่างที่ถูกจัดเตรียมไว้ที่เชียงใหม่จะต้องถูกกระทบกระเทือนทันที การบรรยายแทนที่จะเริ่มได้ในเวลา 9 โมงเช้า ต้องล่าช้าไปเป็นช่วงเที่ยง ผู้ประกอบการ SME 80 ชีวิตคงต้องเสียเวลารอผมเก้อ สิ่งที่ผมเตรียมไว้ล่วงหน้าเพื่อการบรรยายก็ไม่สามารถถูกถ่ายทอดให้จบครบได้ในเวลา 1 [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>	เช้าตรู่ของวันหนึ่งผมมีภารกิจที่ต้องเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อไปบรรยายให้กับผู้ประกอบการ SME ประมาณ 80 ชีวิตในโครงการบ่มเพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในเรื่องการสร้างแบรนด์ของธนาคารชั้นนำแห่งหนึ่ง</p>
<p>	การบรรยายของผมในเช้าวันนั้นที่จังหวัดเชียงใหม่จะต้องเริ่มเวลา 9 โมงเช้า ที่โรงแรมบูติคระดับ 5 ดาวใจกลางเมือง</p>
<p>	ไฟลท์ของผมมีตารางการบินออกจากสนามบินดอนเมืองเวลา 6 โมงเช้า</p>
<p>	เป็นกฎ กติการะดับสากลว่า ผู้โดยสารทุกคนจำเป็นต้องเดินทางถึงสนามบินเพื่อทำการ check-in เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมงสำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ และอย่างน้อย 2 ชั่วโมงสำหรับเที่ยวบินนานาชาติ </p>
<p>	นั่นหมายถึงผมต้องถึงสนามบินเวลาตี 5และต้องตื่นเวลาตี 4 อาบน้ำ แต่งตัวภายใน 30 นาที และอีก 30 นาทีที่เหลือคือเวลาในการเดินทางจากบ้านไปสนามบินที่ดูจะเร่งรีบไปสักหน่อย</p>
<p>	เมื่อถึงสนามบินตามกำหนดเวลาที่เตรียมไว้ ผมก็รีบเดินไปที่เคาน์เตอร์ของสายการบิน เพื่อทำการ check-in ยื่นบัตรโดยสารพร้อมกับบัตรประชาชนให้กับเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน</p>
<p>	ในวินาทีนั้นเจ้าหน้าที่ของสายการบินเงยหน้าขึ้นพูดกับผมว่า</p>
<p>	“คุณไม่ทราบหรือว่าไฟลทของเราดีเลย์” </p>
<p>	ด้วยความตกใจ เพราะถ้าไฟลทดีเลย์ ปัญหาที่จะตามมาก็คือทุกอย่างที่ถูกจัดเตรียมไว้ที่เชียงใหม่จะต้องถูกกระทบกระเทือนทันที</p>
<p>	การบรรยายแทนที่จะเริ่มได้ในเวลา 9 โมงเช้า ต้องล่าช้าไปเป็นช่วงเที่ยง</p>
<p>	ผู้ประกอบการ SME 80 ชีวิตคงต้องเสียเวลารอผมเก้อ </p>
<p>	สิ่งที่ผมเตรียมไว้ล่วงหน้าเพื่อการบรรยายก็ไม่สามารถถูกถ่ายทอดให้จบครบได้ในเวลา 1 วัน</p>
<p>	หลังจากที่ได้ยินพนักงานบอกถึงความล่าช้าของการเดินทางเป็นหลายชั่วโมง ผมก็เริ่มโต้ตอบกับพนักงานคนนั้นว่า</p>
<p>	“ถ้าผมรู้ว่าไฟลทดีเลย์ ผมจะรีบเดินทางออกจากบ้านตี 4 ครึ่งทำไม”</p>
<p>	มันคงไม่ได้เป็นเรื่องสนุกที่ผู้โดยสารจะต้องอดหลับ อดนอนแล้วรีบตื่นขึ้นมาเพื่อไปสนามบิน</p>
<p>	สิ่งที่ผมได้รับแจ้งกลับมาจากแบรนด์สายการบินนี้คือ ไฟลทดีเลย์ ไม่มีคำขอโทษ ไม่มีใครใส่ใจคอยดูแลผู้โดยสารที่ไม่สามารถเดินทางได้ตรงตามเวลาที่กำหนด<br />
	ไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดที่จะคอยบอกกับผู้โดยสารถึงสาเหตุที่ไฟลทต้องดีเลย์</p>
<p>	ช่วยไม่ได้ก็ไฟลทมันดีเลย์ พวกคุณจะเอาอะไรกันหนักหนา ปล่อยให้ผู้โดยสารคอยกันต่อไป โดยปราศจากเหตุผลที่แท้จริง</p>
<p>	ในทางตรงกันข้าม ถ้าคุณมาสาย เคาน์เตอร์ check-in จะปิด ถึงเวลาเครื่องบินต้องบิน มันเป็นปัญหาของผู้โดยสารไม่มีสายการบินใดมารอผู้โดยสารหรอก</p>
<p>	ในบางโอกาสถ้าผู้โดยสารได้ check-in เข้าไปแล้วแต่อาจเดินช้อปปิ้งจนเพลินหรือลืมดูนาฬิกา ผู้โดยสารผู้นั้นอาจโดนสายการบินประนาฌได้ด้วยการป่าวประกาศออกไมโครโฟนเสียงดังลั่นสนามบินว่า “ผู้โดยสารที่ใช้นามว่าคุณ&#8230;กรุณารีบขึ้นเครื่องได้ที่ประตูทางออกหมายเลข&#8230;เดี๋ยวนี้”</p>
<p>	แล้วถ้าคุณยังไม่ขึ้นเครื่องประตูเครื่องบินก็จะถูกปิด กระเป๋าที่คุณ check-in ที่อยู่ใต้ท้องเครื่องบินก็ถูกแยกออกคืนคุณโดยทันที และตั๋วโดยสารในเที่ยวบินนั้นก็ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก</p>
<p>	ผมไม่ถือถ้าเราไม่สามารถปฏิบัติตามกฎการบินได้อย่างเคร่งครัด สายการบินไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมารองรับผู้โดยสารคนใดคนหนึ่งเพียงแค่คนเดียว คุณต้องยอมรับสภาพกับการที่เขาเด้งกระเป๋าคุณออกจากใต้ท้องเครื่องบิน</p>
<p>	แล้วเกิดอะไรขึ้นกับความล่าช้าในเที่ยวบินที่ผมต้องเดินทางไปเชียงใหม่?</p>
<p>	ผมต้องกระเสือกกระสนย้ายไปนั่งอีกสายการบินนึงที่มีตารางการบินไปเชียงใหม่เวลา 7.30 น.</p>
<p>	ต้องเสียค่าตั๋วโดยสารใหม่ให้กับสายการบินใหม่ แต่ต้องรอเงินคืนจากสายการบินที่เกิดความล่าช้าเป็นเวลานานพอสมควร</p>
<p>	เขาไม่ผิด เพียงแต่แบรนด์แบรนด์นั้นกำลังลงโทษผู้บริโภคอยู่อย่างไม่รู้ตัว</p>
<p>	มันเป็นเรื่องยุติธรรมไหม ถ้าผู้โดยสารจ่ายเงิน 100 บาท แต่กลับได้แค่ 80 บาทของความคาดหวัง</p>
<p>	20 บาทที่หายไปคือความล่าช้าของสายการบิน กำหนดการที่ถูกกระทบกระเทือนในจังหวัดเชียงใหม่ การรอคอยของผู้ประกอบการ SME 80 ชีวิต และการที่ต้องรอเงินคืนจากสายการบินที่เป็นต้นเหตุของปัญหาที่เกิดความล่าช้า</p>
<p>	ผมรู้สึกว่าผู้บริโภคในยุคนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสุดๆ</p>
<p>	เอาใจยากมากยิ่งขึ้น</p>
<p>	ที่สำคัญไม่มีใครเลยที่จะยอมให้ใครมาเอาเปรียบตนเองได้อีกต่อไป</p>
<p>	ผู้ประกอบการบางรายมีอัตราการเปลี่ยนแปลงตัวเองที่ช้ากว่าผู้บริโภคหลายเท่า</p>
<p>	ถ้าผู้บริโภคต้องจ่ายเงิน 100 บาทออกไป ผมยืนยันว่าไม่มีใครที่มีความคาดหวังจากสิ่งที่จะได้รับมาบนพื้นฐานของความพึงพอใจต่อประสิทธิภาพของสินค้าหรือบริการนั้นเพียงแค่ 80 บาท </p>
<p>	มีแต่จะคาดหวังมากกว่า 100 บาท</p>
<p>คิดถึงตัวคุณเองตอนไปซื้อส้มที่ตลาด</p>
<p>แม่ค้าบอกว่ากิโลละ 35 บาท คุณจะเอ่ยปากต่อแม่ค้าทันทีว่า 3 กิโล </p>
<p>100 บาทได้มั้ย</p>
<p>	แปลว่าคุณซื้อได้ถูกลง 5 บาท</p>
<p>	แล้วคุณเคยขอของแถมบ้างหรือเปล่า เมื่อซื้ออะไรในปริมาณมากๆหรือในราคาสูงๆ</p>
<p>	จริงไหมที่ผู้บริโภคยิ่งมีความคาดหวังสูงมากขึ้น เมื่อต้องจ่ายเงินแพงมากขึ้น</p>
<p>	ถ้าคุณต้องเดินทางโดยสายการบินแบบประหยัด (Low cost airlines) การที่เขาไม่มีหนังสือพิมพ์ อาหารหรือเครื่องดื่มบริการให้คุณฟรีในขณะเดินทาง คงไม่ได้ทำให้ผู้โดยสารทั่วไปหงุดหงิด</p>
<p>	ในทางตรงกันข้ามคุณจะลุกขึ้นมาโวยวายเรียกร้องสิทธิ์ของคุณทันที หากสายการบินแห่งชาติไม่บริการหนังสือพิมพ์ อาหารหรือเครื่องดื่มในขณะเดินทาง<br />
	เป็นเพราะราคาเป็นตัวกำหนดระดับและความหลากหลายของการบริการ ที่เป็นตัวกำหนดระดับของความคาดหวังในท้ายที่สุด</p>
<p>	อย่างไรก็ตาม ทำไมผู้โดยสารถึงไม่ให้อภัยสายการบินทุกระดับ ไม่ว่าจะเต็มราคาหรือแบบประหยัด (Low Cost Airlines) ในกรณีที่เครื่องบินต้องล่าช้า<br />
	อย่าบอกนะว่าแบบประหยัด (Low Cost Airlines) เครื่องออกล่าช้าได้มากหน่อย</p>
<p>	การตรงต่อเวลาของสายการบินและความปลอดภัยเป็นสิ่งที่ทุกสายการบินจะต้องมีอยู่ในสายเลือดของธุรกิจการบิน ไม่ว่าคุณจะเกิดมารวยหรือเกิดมาจน ชีวิตของทุกคนมีค่าเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง</p>
<p>	ไม่ใช่ว่าเมื่อเครื่องบินต้องล่าช้า คนรวยเท่านั้นที่จะถูกกระทบกระเทือน</p>
<p>	ลองนึกถึงคนจนบ้างว่า ถ้าเขาต้องรีบบินไปให้กำลังใจภรรยาสุดที่รัก ที่กำลังรอคลอดลูกอยู่ในโรงพยาบาล จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเครื่องล่าช้า และสามีจะไม่มีโอกาสเข้าไปในห้องคลอดเพื่อให้กำลังใจ</p>
<p>	คงขำดีถ้าสายการบินแบบประหยัด (Low Cost Airlines) จะบอกกับผู้โดยสารว่าเครื่องบินทุกลำของเขาไม่มีเข็มขัดนิรภัย เนื่องจากแนวคิดของธุรกิจคือแบบประหยัดและถอดเอาเข็มขัดในทุกที่นั่งออกหมด</p>
<p>	กรุณาอย่าลงโทษผู้บริโภค</p>
<p>	คุณขาดเขาแล้วคุณจะรู้สึก</p>
<p>	ใครคือคนที่จ่ายเงินเดือนให้กับคุณ</p>
<p>	ไม่ใช่ CEO หรือเจ้าของธุรกิจอย่างแน่นอน</p>
<p>	คนเหล่านั้นแค่ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ในการนำเงินของลูกค้าส่งต่อไปยังคุณ</p>
<p>	จงเทิดทูนลูกค้าเยี่ยงราชาเป็นคำที่ยังคงใช้ได้อย่างดีในทุกๆยุคทุกๆสมัย และอีกหลายร้อยปีข้างหน้า</p>
<p>	ธุรกิจขาดลูกค้าไม่ได้ แต่ลูกค้าขาดคุณได้เพราะเขามีทางเลือกมากมาย</p>
<p>	คุณจับผู้บริโภคเป็นตัวประกันไม่ได้อีกต่อไป</p>
<p>	ถ้าใครจับผู้บริโภคเป็นตัวประกัน ตัวประกันเหล่านี้แหละที่จะกลายสภาพเป็นผู้ก่อการร้ายในที่สุด</p>
<p>	เขาจะบอกต่อในความชั่วร้ายของธุรกิจที่ลงโทษเขา อย่างที่เราทราบกันในคำว่า Word of Mouse และ Word of Mouth </p>
<p>	ในตำราเขาบอกว่าถ้าลูกค้าไม่พึงพอใจเขาจะบอกต่อ 10 คน และถ้าไม่พึงพอใจอย่างมากๆก็จะบอกต่อ 20 คน</p>
<p>	ผมว่าแนวคิดนี้น่าจะผิดไปแล้ว</p>
<p>	สมัยนี้ถ้าไม่พอใจจะน้อยหรือจะมากไม่ใช่ประเด็น ลูกค้าจะบอกต่อเป็นพันๆ หมื่นๆ หรือแสนๆ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่าง Facebook, Twitter หรือส่ง Clip Video ลง Youtube </p>
<p>	งานนี้มีแต่เจ๊งกับเจ๊งอย่างเดียว</p>
<p>	มาตั้งต้นกันใหม่เถอะ</p>
<p>	Customer is always king.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.brandanything.biz/wordpress/?feed=rss2&#038;p=2486</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คุณอยากจะขายอะไร?</title>
		<link>https://www.brandanything.biz/wordpress/?p=2404</link>
		<comments>https://www.brandanything.biz/wordpress/?p=2404#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 03 Aug 2014 14:00:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles Anything]]></category>
		<category><![CDATA[BrandAnything]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.brandanything.biz/wordpress/?p=2404</guid>
		<description><![CDATA[ผมได้มีโอกาสเดินทางไปพักผ่อนกับภรรยาในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ที่ประเทศไต้หวัน เป็นเวลา 6 วัน การเดินทางไปเที่ยวในครั้งนี้ไม่ได้ไปเที่ยวด้วยกันตามลำพัง 2 คน เนื่องจากไม่มีเวลาเตรียมตัว เลยตัดสินใจใช้บริการบริษัททัวร์ที่มีชื่อเสียง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางพร้อมที่พักและอาหารทุกมื้อ อยู่ในระดับราคาที่คนทั่วไปจะรับได้ คณะที่เดินทางไปพร้อมกันในเที่ยวนี้มีทั้งหมด 32 คน รวมมัคคุเทศก์คนไทย 1 คนที่มีประสบการณ์สูงมาก เหมือนกับหลายๆคณะทัวร์ที่ผมเดินทางไปหลายประเทศ ก็จะมีผู้ร่วมเดินทางทุกเพศ ทุกวัย ลูกทัวร์ที่ไปกับคณะเราในครั้งนี้มีอายุน้อยที่สุด 3 ขวบ เป็นลูกสาวของคุณหมอท่านหนึ่งจากโรงพยาบาลในจังหวัดสกลนคร และมีลูกทัวร์อีกท่านหนึ่งที่มีอายุมากที่สุดในคณะเดินทางของเรา ท่านทำอาชีพอะไร ไม่มีใครทราบ แต่หลายๆคนจะเรียกท่านว่า “อาเจ๊ก” ท่านมีอายุ 75 ปี ที่ดูไม่เหมือน 75 ปีเอาเลย เพราะดูแข็งแรงมาก เดินเร็ว ยืนตัวตรง พูดจาชัดถ้อยชัดคำ ผมยังนึกว่าท่านอายุเพียง 60 ปีต้นๆด้วยซ้ำ แต่ท่านมีลูกชายอายุประมาณ 30 ปีเดินทางมาเป็นเพื่อน เพื่อดูแลเอาใจใส่คุณพ่อตัวเอง ดูแล้วน่าประทับใจมาก มีความกตัญญูสูงมาก ถึงแม้ว่าหนุ่มคนนี้จะดูไม่ค่อยสนุกกับการเดินทางไปไต้หวันสักเท่าใด ผมอาจจะสังเกตจากการที่หนุ่มคนนี้ไม่สุงสิงกับใครเลย ไม่พกกล้องถ่ายรูป ไม่สนใจมัคคุเทศก์ที่พยายามจะอธิบายหรือบรรยายเรื่องราวต่างๆของสถานที่ท่องเที่ยวให้พวกเราฟัง และคอยโทรศัพท์ทางไกลกลับประเทศไทยเป็นระยะๆ ลูกทัวร์ที่ร่วมคณะเดินทางมีหลากหลายอาชีพเช่นเดียวกัน นอกเหนือจากความหลากหลายของอายุ [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>	ผมได้มีโอกาสเดินทางไปพักผ่อนกับภรรยาในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ที่ประเทศไต้หวัน เป็นเวลา 6 วัน</p>
<p>	การเดินทางไปเที่ยวในครั้งนี้ไม่ได้ไปเที่ยวด้วยกันตามลำพัง 2 คน เนื่องจากไม่มีเวลาเตรียมตัว เลยตัดสินใจใช้บริการบริษัททัวร์ที่มีชื่อเสียง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางพร้อมที่พักและอาหารทุกมื้อ อยู่ในระดับราคาที่คนทั่วไปจะรับได้</p>
<p>	คณะที่เดินทางไปพร้อมกันในเที่ยวนี้มีทั้งหมด 32 คน รวมมัคคุเทศก์คนไทย 1 คนที่มีประสบการณ์สูงมาก	เหมือนกับหลายๆคณะทัวร์ที่ผมเดินทางไปหลายประเทศ ก็จะมีผู้ร่วมเดินทางทุกเพศ ทุกวัย ลูกทัวร์ที่ไปกับคณะเราในครั้งนี้มีอายุน้อยที่สุด 3 ขวบ เป็นลูกสาวของคุณหมอท่านหนึ่งจากโรงพยาบาลในจังหวัดสกลนคร</p>
<p>	และมีลูกทัวร์อีกท่านหนึ่งที่มีอายุมากที่สุดในคณะเดินทางของเรา ท่านทำอาชีพอะไร ไม่มีใครทราบ แต่หลายๆคนจะเรียกท่านว่า “อาเจ๊ก” ท่านมีอายุ 75 ปี ที่ดูไม่เหมือน 75 ปีเอาเลย เพราะดูแข็งแรงมาก เดินเร็ว ยืนตัวตรง พูดจาชัดถ้อยชัดคำ ผมยังนึกว่าท่านอายุเพียง 60 ปีต้นๆด้วยซ้ำ แต่ท่านมีลูกชายอายุประมาณ 30 ปีเดินทางมาเป็นเพื่อน เพื่อดูแลเอาใจใส่คุณพ่อตัวเอง ดูแล้วน่าประทับใจมาก มีความกตัญญูสูงมาก ถึงแม้ว่าหนุ่มคนนี้จะดูไม่ค่อยสนุกกับการเดินทางไปไต้หวันสักเท่าใด</p>
<p>	ผมอาจจะสังเกตจากการที่หนุ่มคนนี้ไม่สุงสิงกับใครเลย ไม่พกกล้องถ่ายรูป ไม่สนใจมัคคุเทศก์ที่พยายามจะอธิบายหรือบรรยายเรื่องราวต่างๆของสถานที่ท่องเที่ยวให้พวกเราฟัง และคอยโทรศัพท์ทางไกลกลับประเทศไทยเป็นระยะๆ</p>
<p>	ลูกทัวร์ที่ร่วมคณะเดินทางมีหลากหลายอาชีพเช่นเดียวกัน นอกเหนือจากความหลากหลายของอายุ</p>
<p>	มีคุณหมอ 4 คน ข้าราชการระดับสูงที่เพิ่งจะเกษียณ เจ้าของธุรกิจขนาดพันล้าน ผู้ประกอบการ SME ในหลายประเภทธุรกิจ อดีตนักกีฬาทีมชาติ อาจารย์ นักการตลาด อดีตผู้บริหารระดับสูงบริษัทโฆษณา นักเรียนประถม นักเรียนอนุบาลและอื่นๆอีก</p>
<p>	ต้องขอออกตัวก่อนว่าเพียงแค่ 32 ชีวิต มัคคุเทศก์ก็มีอาการปวดหัวตั้งแต่วินาทีแรก ด้วยความต้องการที่หลากหลาย ความคาดหวังที่มากเกินจริงของการเป็นผู้บริโภคอย่างพวกเราที่ยากจะตอบสนองได้ครบทุกคนในเวลาเดียวกัน</p>
<p>	อย่างเช่นการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อ ก็ยังยากที่จะทำให้ทุกชีวิตบนโต๊ะอาหารมีรอยยิ้มได้</p>
<p>	บางคนไม่ทานปลา ไม่ทานผัก ไม่ทานหมู ไม่ทานของมัน ไม่ทานของพิสดารเป็นต้น แต่เท่าที่แอบสังเกตในวันท้ายๆ ทุกคนชอบทานไข่เจียว แต่ก็ไม่มีไข่เจียวเสิร์ฟในช่วง 2-3 วันแรกๆ ซึ่งน่าเสียดายโอกาสที่ปล่อยให้หายไปในการสร้างหนึ่งในความประทับใจต่อกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ร่วมเดินทางอย่างพวกเรา</p>
<p>	การเดินทางไปยังประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียอย่างเช่น จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง เป็นธรรมเนียมที่บริษัททัวร์ทุกบริษัทจะต้องมีการสอดแทรกรายการ “ซื้อสินค้าท้องถิ่น” เข้าไปในโปรแกรมทัวร์ของแต่ละวัน</p>
<p>	ในบางประเทศโดยเฉพาะการไปทัวร์ประเทศจีน บางคณะถึงขนาดต้องเข้าเยี่ยมชม และแวะซื้อของถึง 2 จุดในแต่ละวัน ซึ่งหนักหนาสาหัสสำหรับคณะเดินทางหรือลูกทัวร์พอสมควร</p>
<p>	แทนที่จะได้เที่ยวและมีเวลาแวะในแต่ละสถานที่นานๆ มีเวลาถ่ายรูปเยอะๆ แต่กลับต้องเสียเวลาไปกับการแวะเข้าร้านขายสินค้าท้องถิ่นประเภทต่างๆ หมดเวลาไปเป็นชั่วโมงๆในแต่ละวัน</p>
<p>	แล้วเกิดอะไรขึ้นกับคณะของผมที่ไปไต้หวันในคราวนี้?</p>
<p>	ไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติ ทุกๆคนก็พอจะเดาได้ว่า เดี๋ยวเขาก็ต้องพาพวกเราเข้าร้านโน้น ออกร้านนี้ เพื่อไปหาซื้อของฝาก ของใช้ ติดตัวกลับเมืองไทย</p>
<p>	เนื่องจากผมจำเป็นต้องหากรณีศึกษาเพื่อมาบรรยายเกี่ยวกับความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค โดยมีความคิดที่จะต้องแอบสังเกตและวิเคราะห์การทำธุรกิจของร้านขายของ<br />
ฝากในไต้หวัน 3 ร้านที่พวกเราได้แวะเข้าไป แล้วเดี๋ยวในช่วงท้ายของบทความนี้ ผมจะลองถอดรหัสดูว่า ร้านใดน่าจะยั่งยืนที่สุด</p>
<p>	ก่อนอื่นต้องอธิบายโดยย่อเกี่ยวกับเรื่องราวของร้านทั้ง 3 ประเภทนี้</p>
<p>1.	ร้านขายหยก</p>
<p>มีหยกราคาตั้งแต่ 300 บาทไปจนถึงราคาหลาย 10 ล้านบาท </p>
<p>ห้ามถ่ายรูป<br />
รูปแบบของงานดีไซน์ไม่ต่างจากสิ่งที่คนทั่วไปจะคุ้นชิน ในรูปทรงของตัวหยกเอง</p>
<p>	มีสัตว์มงคลทุกชนิดที่เป็นหยก </p>
<p>	มีวัตถุมงคลทุกชนิดที่เป็นหยก </p>
<p>	มีความเป็นจีนสูงมาก</p>
<p>	คนขายพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ การซื้อขายต้องให้มัคคุเทศก์ของเราช่วยทำหน้าที่เป็นล่ามในการแปล</p>
<p>	ในร้านมีพื้นที่กว้างใหญ่มาก ไม่มีการแบ่งโซนให้เกิดความชัดเจน ไม่มี Theme หรือ Concept ที่ชัดเจน ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ข้างในดูกระจัดกระจายไปหมด พื้นที่มีขนาดกว้างใหญ่จนไม่สามารถต้อนให้พวกเราอยู่ได้แบบเป็นกลุ่ม เป็นก้อน เพื่อช้อนขึ้นมาในครั้งเดียวได้</p>
<p>	ไม่มีการโน้มน้าวด้วยเรื่องราว ที่มาและที่ไป ว่าทำไมพวกเราถึงจะต้องซื้อหยก ขาดแบรนด์และเรื่องราวที่ดี โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ วัยรุ่นดูไม่ให้ความสนใจเอาเลยเพราะไม่มีอะไร โดยเฉพาะรูปแบบงานดีไซน์ที่จะโดนกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ </p>
<p>	ที่สำคัญหยกแท้หรือหยกเทียม ไม่มีใครในคณะเราสามารถแยกได้ เพราะพวกเราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านหยก </p>
<p>	และที่น่าเป็นห่วงอีกข้อคือ คนขายที่มีอายุเฉลี่ยค่อนข้างสูงวัย ดูไม่กระตือรือร้น ลุ่มหลงในการบริการสักเท่าใด อยู่ไปวันๆ ขายไม่ได้ก็ยังคงได้เงินเดือนเหมือนเดิมแล้วจะเหนื่อยพูดปากเปียกปากแฉะโน้มน้าวลูกค้าไปทำไม</p>
<p>2.	ร้านขายใบชาอู๋หลง</p>
<p>เจ้าของร้านใช้เวลาในการบรรยายเกี่ยวกับสรรพคุณของชาแต่ละประเภทนานถึง 30 นาที พูดภาษาไทยไม่เป็น ภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย ไม่เหมือนกับร้านขายยาต่างๆในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ ที่ผู้บรรยายพูดภาษาไทยแบบน้ำไหลไฟดับ คล่องเหมือนคนไทยอย่างไงอย่างงั้น สุดท้ายคนในแต่ละคณะเคลิ้มไปกับคารมของผู้บรรยายหมดเงินไปกันไม่มากก็น้อย ซึ่งต่างจากอาเฮียที่ร้านขายใบชาในไต้หวันนี้อย่างสิ้นเชิง</p>
<p>	ราคาชาอู๋หลงน้ำหนัก 15 กรัม สูงถึง 2,500 บาท</p>
<p>	หีบห่อบรรจุภัณฑ์ดูไม่มีเสน่ห์ ไม่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีให้เลือกเพียงขนาดเดียว คือกระป๋องที่บรรจุชาน้ำหนัก 150 กรัม</p>
<p>	ไม่มีเรื่องราวที่น่าสนใจ น่าเสียดายบรรยากาศโดยรวมของร้านขายใบชานี้ ไม่มีกลิ่นอายและจิตวิญญาณของความเป็นต้นตำรับชาอู๋หลงที่ดี สุดยอด ไร้เทียมทาน</p>
<p>3.	ร้านขายขนมพายสอดไส้สัปปะรด</p>
<p>หลายคนบอกว่าถ้าไม่ได้ลิ้มลองขนมพายสอดไส้สัปปะรดคุณก็ยังไปไม่ถึงไต้หวัน</p>
<p>มีการเล่าต่อๆกันว่าประธานาธิบดีเจียง ไค เช็ค ของไต้หวัน มีความชอบ</p>
<p>ส่วนตัวในการรับประทานพายสอดไส้สัปปะรดของร้านนี้เป็นพิเศษ จะแอบแวะมาซื้อเป็นครั้งเป็นคราว (จริงไม่จริงไม่ทราบ แต่มัคคุเทศก์เขาเล่าให้พวกเราฟัง)</p>
<p>ราคาต่อกล่องมีตั้งแต่ 100 กว่าบาทไปจนถึง 300 กว่าบาท</p>
<p>หีบห่อบรรจุภัณฑ์สวยมาก มีหลายขนาดให้เลือก</p>
<p>มีการให้ชิมกันอย่างไม่อั้น แบบไม่ต้องรับประทานอาหารกลางวันก็ได้บรรยากาศภายในร้านตกแต่งแบบเข้ายุค เข้าสมัย มีความเป็นจีน ผสมผสานกับความร่วมสมัยกันอย่างลงตัว</p>
<p>	เมื่อซื้อหลายกล่องก็จะมีการแพ็คเข้ากล่องใหญ่ พร้อมผูกเชือก มีปากกาเมจิกให้เขียนชื่อ ที่อยู่ เพื่อไม่ให้หลง</p>
<p>	มีระบบในการจ่ายเงินและรับสินค้าที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ลูกค้าในร้านจะมี 100 คนก็สามารถเอาอยู่ โดยถูกจัดแบ่งออกเป็นโซน เป็นชั้นแยกกันออกไป เช่น คณะคนไทยอยู่ชั้น 2 คณะคนเกาหลีอยู่ชั้น 1 คณะคนอินโดอยู่ชั้น 3 เป็นต้น ไม่กระจัดกระจาย แค่อ้าปากตะโกนก็ได้ยินกันหมด เหมือนถูกจับขังไว้ในสถานกักกันและมีผู้คุมคอยยุว่าสินค้าตัวนั้นดีอย่างไร ตัวนี้ดีอย่างไร</p>
<p>	ใช้บัตรเครดิตได้</p>
<p>	พนักงานทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส อยากจะได้เราเป็นลูกค้า ถึงแม้จะไม่สามารถพูดภาษาไทยได้ และอังกฤษได้ไม่ดีนัก แต่พวกเราก็ไม่สนใจ เพราะทุกอย่างได้ถูกอธิบายมาก่อนบนรถทัวร์ และมีการให้ชิมก่อนการตัดสินใจซื้อ</p>
<p>	แล้วคุณอยากจะเป็นเจ้าของธุรกิจใดจาก 3 ร้านนี้?</p>
<p>	คำตอบที่ได้มาจากเสียงส่วนใหญ่เกือบ 100% อยากจะเป็นเจ้าของร้านขายพายสอดไส้สัปปะรด</p>
<p>	เพราะอะไร?</p>
<p>1.	ใครๆก็กินได้ ตั้งแต่เด็ก 3 ขวบไปจนถึงอาเจ๊กอายุ 75 ปี กินเองหรือซื้อไปฝากคนก็ไม่มีใครปฏิเสธ แต่ถ้าซื้อหยกไปฝากก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะชอบแบบหรือถือโชคลางอะไรหรือเปล่าถ้าโชคร้ายซื้อหยกปลอมไปฝากก็น่าจะเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร</p>
<p>2.	ราคาถูกเมื่อเทียบกับราคาของหยกหรือใบชา</p>
<p>3.	มีน้ำหนักเบา ไม่ต้องกลัวน้ำหนักเกิน ถึงแม้ว่าใบชาหรือหยกจะมีขนาดเบาก็ตาม แต่ราคาก็ยังเป็นปัจจัยหลักเมื่อคุณต้องซื้อไปฝากคนที่บ้าน หรือที่ทำงานด้วยจำนวนมากๆ อย่าลืมว่าคนไทยเป็นคนที่ชอบซื้อของฝาก</p>
<p>4.	มีการสร้างความเชื่อต่อสินค้าด้วยเรื่องราวที่มาและที่ไปจนใครๆก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ (สินค้าก็ไม่ได้อร่อยแบบขั้นเทพตามความคาดหวังส่วนตัวของผม แต่ก็รับได้)</p>
<p>5.	มีรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่โดดเด่น สะดุดตา มีหลายขนาดให้เลือกตามงบประมาณ และตามคุณลักษณะของกลุ่มเป้าหมายที่รอของฝากที่ประเทศไทย ถ้าเป็นเด็กหน่อยก็กล่องเล็กหน่อย ถ้าเป็นเจ้านายก็ต้องกล่องขนาดใหญ่ รวมทุกรส ซื้อไปให้ใครรับรองไม่เสียหน้า ด้วยภาพลักษณ์ที่สะท้อนถึงรสนิยมของผู้ซื้อ</p>
<p>สรุปแล้วความสำเร็จของแบรนด์ก็ขึ้นอยู่กับคำเพียงไม่กี่คำ ที่เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนความสำเร็จและยั่งยืน</p>
<p>ดี เด่น โดน ดัง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.brandanything.biz/wordpress/?feed=rss2&#038;p=2404</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จินตนาการ&#8230;วิชาการ</title>
		<link>https://www.brandanything.biz/wordpress/?p=2392</link>
		<comments>https://www.brandanything.biz/wordpress/?p=2392#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 04 Jul 2014 02:39:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles Anything]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.brandanything.biz/wordpress/?p=2392</guid>
		<description><![CDATA[“จินตนาการมีความสำคัญมากกว่าความรู้” อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ประเทศไทยเป็นประเทศแห่งความเห็นไม่ค่อยจะเป็นประเทศแห่งความคิด สังเกตดูง่ายๆจากเหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ประเทศไทยช่วงระหว่างเดือนกันยายน ถึง พฤศจิกายนที่เพิ่งผ่านไป เราจะเห็นนักวิชาการจากหลากหลายสำนักหรือสถาบันการศึกษาออกมาวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นจากมหาอุทกภัยในทุกแง่มุม นักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญเกือบทุกท่านต่างมีความเห็นที่แตกต่างกัน บ้างก็ทำตัวเป็นซินแสพยากรณ์ไปไกลถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาจากเหตุการณ์ดังกล่าว บางท่านถึงขนาดเอาตำแหน่งของตัวเองในฐานะที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในภาครัฐบาลออกมาการันตีว่ายังไงสนามบินดอนเมืองหรือกรุงเทพน้ำจะไม่มีวันท่วม เพียงไม่กี่วันน้ำก็เข้าท่วมสนามบินดอนเมืองและกรุงเทพชั้นนอกแบบตั้งตัวไม่ทัน ขนาด ศปภ. เองก็ยังเอาตัวไม่รอด จำเป็นต้องย้ายศูนย์ปฏิบัติการจากสนามบินดอนเมืองไปยังอาคารเอนโก้ บริเวณเขตจตุจักร ถ้าเราเอาพื้นที่ข่าวจากทุกสื่อมาร้อยเรียงเป็นเวลาและเนื้อที่ ผมเชื่อได้เลยว่ามูลค่าถ้าเราคิดเป็นราคาค่าสื่อน่าจะไม่ต่ำกว่าหลายร้อยล้านบาท แล้วพวกเราในฐานะประชาชนคนธรรมดาได้อะไรจากข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ ความสับสน งุนงงจากความคิดเห็นมากกว่าวิธีการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม อย่างเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพจากผู้เชี่ยวชาญในสายอาชีพนั้น ความคิดต่างจากความเห็น คุณต้องใช้เวลาในการคิดในขณะที่คุณสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างง่ายกว่า ด้วยประเด็นที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีตหรือประเด็นที่เกิดขึ้นรอบๆตัวคุณ มันเป็นสิ่งที่เวียนว่ายอยู่ใกล้ตัวคุณแบบที่ใครๆก็สามารถพูดได้อย่างที่คุณกำลังจะพูดในเชิงความเห็น ประเภทที่ว่าพูดกันไปวันๆ จะจริงก็ได้ จะเท็จก็ไม่เชิง เพราะมันเป็นความเห็น ดูแล้วไม่ต้องรับผิดชอบเท่าใดนัก ความคิดกับจินตนาการเป็นสิ่งที่เดินไปข้างหน้าอย่างพร้อมเพรียงกัน จินตนาการก็ต่างจากวิชาการไม่มากก็น้อย จินตนาการไม่มีรูปทรงสัณฐานที่คุณสามารถจับต้องได้ ไม่ใช่รูปทรงสี่เหลี่ยมหรือทรงกลมใดๆทั้งสิ้น ในขณะที่วิชาการมีความเป็นระบบ มีที่มาและที่ไป จากซ้ายไปขวา จากบนลงล่าง วิชาการได้ถูกรวบรวมจากสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตมาเป็นทฤษฎี แนวคิดหรือหลักการ จินตนาการมักมีความเกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่ยังไม่เคยเกิดขึ้น มีความเกี่ยวเนื่องกับความทะเยอทะยานหรือความฝันของใครบางคน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เรามักจะเรียกว่าความคิดสร้างสรรค์หรือนวัตกรรมที่สามารถขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตมนุษย์บนโลกใบนี้ให้ดีขึ้นได้ บุคคลผู้มีชื่อเสียงเหล่านี้ต่างก็ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้บริโภคบนโลกใบนี้มาแทบทั้งนั้น John F. Kennedy อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้สร้างประวัติศาสตร์ให้ชาวโลกได้รู้ว่ามนุษย์สามารถเดินทางไปยังดวงจันทร์และเหยียบบนดวงจันทร์ได้ Akio Morita อดีตประธานบริษัทโซนี่ เป็นผู้สร้างแนวคิดของการนำความสุขจากเสียงเพลงออกจากบ้านไปที่ไหนก็ได้ด้วยแบรนด์ Sony [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>	“จินตนาการมีความสำคัญมากกว่าความรู้” อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์</p>
<p>	ประเทศไทยเป็นประเทศแห่งความเห็นไม่ค่อยจะเป็นประเทศแห่งความคิด</p>
<p>	สังเกตดูง่ายๆจากเหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ประเทศไทยช่วงระหว่างเดือนกันยายน ถึง พฤศจิกายนที่เพิ่งผ่านไป</p>
<p>	เราจะเห็นนักวิชาการจากหลากหลายสำนักหรือสถาบันการศึกษาออกมาวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นจากมหาอุทกภัยในทุกแง่มุม</p>
<p>	นักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญเกือบทุกท่านต่างมีความเห็นที่แตกต่างกัน บ้างก็ทำตัวเป็นซินแสพยากรณ์ไปไกลถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาจากเหตุการณ์ดังกล่าว</p>
<p>	บางท่านถึงขนาดเอาตำแหน่งของตัวเองในฐานะที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในภาครัฐบาลออกมาการันตีว่ายังไงสนามบินดอนเมืองหรือกรุงเทพน้ำจะไม่มีวันท่วม</p>
<p>	เพียงไม่กี่วันน้ำก็เข้าท่วมสนามบินดอนเมืองและกรุงเทพชั้นนอกแบบตั้งตัวไม่ทัน</p>
<p>	ขนาด ศปภ. เองก็ยังเอาตัวไม่รอด จำเป็นต้องย้ายศูนย์ปฏิบัติการจากสนามบินดอนเมืองไปยังอาคารเอนโก้ บริเวณเขตจตุจักร</p>
<p>	ถ้าเราเอาพื้นที่ข่าวจากทุกสื่อมาร้อยเรียงเป็นเวลาและเนื้อที่ ผมเชื่อได้เลยว่ามูลค่าถ้าเราคิดเป็นราคาค่าสื่อน่าจะไม่ต่ำกว่าหลายร้อยล้านบาท<br />
	แล้วพวกเราในฐานะประชาชนคนธรรมดาได้อะไรจากข้อมูลข่าวสารเหล่านี้</p>
<p>	ความสับสน งุนงงจากความคิดเห็นมากกว่าวิธีการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม อย่างเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพจากผู้เชี่ยวชาญในสายอาชีพนั้น<br />
	ความคิดต่างจากความเห็น</p>
<p>	คุณต้องใช้เวลาในการคิดในขณะที่คุณสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างง่ายกว่า ด้วยประเด็นที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีตหรือประเด็นที่เกิดขึ้นรอบๆตัวคุณ</p>
<p>	มันเป็นสิ่งที่เวียนว่ายอยู่ใกล้ตัวคุณแบบที่ใครๆก็สามารถพูดได้อย่างที่คุณกำลังจะพูดในเชิงความเห็น</p>
<p>	ประเภทที่ว่าพูดกันไปวันๆ จะจริงก็ได้ จะเท็จก็ไม่เชิง เพราะมันเป็นความเห็น</p>
<p>	ดูแล้วไม่ต้องรับผิดชอบเท่าใดนัก</p>
<p>	ความคิดกับจินตนาการเป็นสิ่งที่เดินไปข้างหน้าอย่างพร้อมเพรียงกัน</p>
<p>	จินตนาการก็ต่างจากวิชาการไม่มากก็น้อย</p>
<p>	จินตนาการไม่มีรูปทรงสัณฐานที่คุณสามารถจับต้องได้ ไม่ใช่รูปทรงสี่เหลี่ยมหรือทรงกลมใดๆทั้งสิ้น</p>
<p>	ในขณะที่วิชาการมีความเป็นระบบ มีที่มาและที่ไป จากซ้ายไปขวา จากบนลงล่าง</p>
<p>	วิชาการได้ถูกรวบรวมจากสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตมาเป็นทฤษฎี แนวคิดหรือหลักการ</p>
<p>	จินตนาการมักมีความเกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่ยังไม่เคยเกิดขึ้น มีความเกี่ยวเนื่องกับความทะเยอทะยานหรือความฝันของใครบางคน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เรามักจะเรียกว่าความคิดสร้างสรรค์หรือนวัตกรรมที่สามารถขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตมนุษย์บนโลกใบนี้ให้ดีขึ้นได้</p>
<p>	บุคคลผู้มีชื่อเสียงเหล่านี้ต่างก็ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้บริโภคบนโลกใบนี้มาแทบทั้งนั้น</p>
<p>	John F. Kennedy อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้สร้างประวัติศาสตร์ให้ชาวโลกได้รู้ว่ามนุษย์สามารถเดินทางไปยังดวงจันทร์และเหยียบบนดวงจันทร์ได้<br />
	Akio Morita อดีตประธานบริษัทโซนี่ เป็นผู้สร้างแนวคิดของการนำความสุขจากเสียงเพลงออกจากบ้านไปที่ไหนก็ได้ด้วยแบรนด์ Sony Walkman ที่เปิดตัวในเดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ. 1979</p>
<p>	Steve Job อดีตประธานบริษัท Apple เป็นผู้เปลี่ยนแปลงให้ผู้บริโภคทั้งโลกได้ใช้เทคโนโลยีที่ยุ่งยากซับซ้อนได้อย่าง่ายดายมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญได้กลายพันธุ์ให้เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันที่ดูดีได้</p>
<p>	ความแตกต่างของแบรนด์ทั้งหลายบนโลกใบนี้ล้วนมาจากเบื้องหลังของผู้ที่มีจินตนาการสูงๆแทบทั้งสิ้น</p>
<p>	แบรนด์ที่ประสบกับความสำเร็จและอยู่ในใจของผู้บริโภคจำเป็นต้องมีความโดดเด่นและแตกต่าง</p>
<p>	ความโดดเด่นและความแตกต่างย่อมสร้างคุณค่าที่สูงกว่าให้กับแบรนด์ สร้างมูลค่าในด้านราคาที่ดีให้กับแบรนด์โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องขายของถูกอยู่เสมอไปและท้ายที่สุด</p>
<p>สามารถสร้างค่านิยมในกลุ่มผู้บริโภคต่อแบรนด์ได้เหนือชั้นกว่า</p>
<p>	คงไม่มีตำราใดในโลกในเชิงวิชาการที่จะทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จและยั่งยืนได้</p>
<p>	หนังสือที่มีขายอยู่ในท้องตลาดล้วนเป็น how to และทำไมเมื่ออ่านจบแล้ว ปฏิบัติตามก็แล้ว ครั้งแล้วครั้งเล่าก็ยังไม่รวยสักที</p>
<p>	ที่ยังไม่รวยสักทีก็เพราะตำราก็คือวิชาการที่ถูกเรียบเรียงให้เป็นแค่แนวคิดและหลักการเท่านั้น</p>
<p>	แนวคิดและหลักการย่อมอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ต้องไม่ลืมที่จะผสมผสานจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์เข้าไปเพื่อให้เกิดความสมดุล</p>
<p>	Logic เป็นสิ่งที่ดีแต่ก็ต้องมี Magic เข้าไปเพื่อสร้างเสน่ห์ให้ดูดียิ่งขึ้น</p>
<p>	ลองย้อนกลับมาดูวิถีชีวิตของผู้บริโภคในวันนี้กันบ้าง</p>
<p>	จากที่เคยมีโทรศัพท์บ้านก็มีโทรศัพท์มือถือ</p>
<p>	จากที่เคยมีโทรศัพท์มือถือก็มีอะไรไม่รู้ที่เรียกว่า Smart Phone </p>
<p>	จากที่เคยมีและยังมี Smart Phone อยู่ก็มีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า ipad หรือ Tablet ที่มีความสามารถในการติดต่อสื่อสาร ค้นหา และรับส่งข้อมูลได้อย่างไร้เทียมทาน</p>
<p>	ในเชิงวิชาการเราคงรู้ว่าผู้บริโภคต้องการอะไร ทิศทางของเทคโนโลยีจะมุ่งไปทางไหน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นข้อมูลที่พอจะเดาได้</p>
<p>	ในเชิงจินตนาการ แบรนด์ชั้นนำของโลกในแต่ละอุตสาหกรรมคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อรังสรรค์ในสิ่งที่เรียกว่านวัตกรรมทางความคิด ไปดักจับความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค</p>
<p>	แบรนด์ชั้นนำของโลก ไม่เพียงต้องการส่วนแบ่งทางการตลาดและรายได้ที่เป็นกอบเป็นกำ</p>
<p>	แบรนด์ชั้นนำของโลกยังต้องการความเป็นผู้นำทางด้านชื่อเสียงที่ดูมีคุณค่ามากกว่าสิ่งที่จับต้องได้</p>
<p>	แบรนด์บางแบรนด์ไม่ได้เป็นแบรนด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่กลับถูกยอมรับจากผู้บริโภคส่วนใหญ่ว่าเป็นแบรนด์ที่ดีที่สุด</p>
<p>	ผมเชื่อว่าผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์ที่ยิ่งใหญ่ต้องมีความมุ่งมั่น ทุ่มเท แรงบันดาลใจ จินตนาการเพื่อผลักดันให้แบรนด์ของตนมุ่งไปสู่ความเป็นเลิศ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.brandanything.biz/wordpress/?feed=rss2&#038;p=2392</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Ministry of Brand Management</title>
		<link>https://www.brandanything.biz/wordpress/?p=2380</link>
		<comments>https://www.brandanything.biz/wordpress/?p=2380#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 12 Jun 2014 04:01:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles Anything]]></category>
		<category><![CDATA[BrandAnything]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.brandanything.biz/wordpress/?p=2380</guid>
		<description><![CDATA[ประเทศไทยมีกระทรวงทั้งหมด 19 กระทรวง ที่มีบทบาทและหน้าที่แตกต่างกันไปในการขับเคลื่อนประเทศชาติในภาคธุรกิจที่หลากหลาย รวมทั้งเป็นหน่วยงานที่คอยช่วยเหลือดูแลและพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม รวมถึงการกินดี อยู่ดีของภาคประชาชนโดยรวม มีใครเคยคิดไหมว่า ผู้บริโภคในแต่ละวันมีปฏิสัมพันธ์กับสรรพสิ่งที่อยู่รอบตัวพวกเขาในรูปแบบของแบรนด์มากน้อยเพียงใด อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่า แบรนด์เป็นเพียงแค่โลโก้ที่สวย สะดุดตา หรือหีบห่อบรรจุภัณฑ์ที่แตกต่าง ไม่เหมือนใคร แบรนด์เป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ดีๆ ที่ผู้บริโภคมีต่อสินค้า บริการ พนักงานในองค์กร โฆษณา ประชาสัมพันธ์ หรือกิจกรรมสังคมจากแต่ละองค์กร เป็นต้น ผมจึงอยากให้ประเทศไทยมีกระทรวงบริหารจัดการแบรนด์ (Ministry of Brand Management) เพื่อนำพาสิ่งที่ดีในปัจจุบันให้ดียิ่งขึ้นไปอีกในอนาคต บนความสามารถในการแข่งขัน ในตลาดที่ใหญ่ขึ้นอย่างยั่งยืน โดยจะต้องไม่คิดแค่การแข่งขันในวงแคบ อย่างในประเทศไทยเท่านั้น ลองย้อนกลับมาดูในธุรกิจที่ปรึกษา การบริหารจัดการแบรนด์อย่าง Brand Agency หรือ เอเจนซี่โฆษณา ที่มีหน่วยงาน Strategic Planning และ Consumer Insights บริษัทเหล่านี้มีบทบาทและหน้าที่ในการสร้างแบรนด์ให้กับสินค้าหรือบริการต่างๆ ได้อย่างสำเร็จและมีประสิทธิภาพ เพราะคนในสายอาชีพนี้ เขามีความรู้ ความสามารถและ ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการปั้นดินให้เป็นดาว จากของที่ธรรมดาที่สุด สู่ของที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่า สร้างมูลค่ามากมายมหาศาลให้สินค้าและบริการในแต่ละอุตสาหกรรม [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>	ประเทศไทยมีกระทรวงทั้งหมด 19 กระทรวง ที่มีบทบาทและหน้าที่แตกต่างกันไปในการขับเคลื่อนประเทศชาติในภาคธุรกิจที่หลากหลาย รวมทั้งเป็นหน่วยงานที่คอยช่วยเหลือดูแลและพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม รวมถึงการกินดี อยู่ดีของภาคประชาชนโดยรวม</p>
<p>	มีใครเคยคิดไหมว่า ผู้บริโภคในแต่ละวันมีปฏิสัมพันธ์กับสรรพสิ่งที่อยู่รอบตัวพวกเขาในรูปแบบของแบรนด์มากน้อยเพียงใด</p>
<p>	อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่า แบรนด์เป็นเพียงแค่โลโก้ที่สวย สะดุดตา หรือหีบห่อบรรจุภัณฑ์ที่แตกต่าง ไม่เหมือนใคร</p>
<p>	แบรนด์เป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ดีๆ ที่ผู้บริโภคมีต่อสินค้า บริการ พนักงานในองค์กร โฆษณา ประชาสัมพันธ์ หรือกิจกรรมสังคมจากแต่ละองค์กร เป็นต้น</p>
<p>	ผมจึงอยากให้ประเทศไทยมีกระทรวงบริหารจัดการแบรนด์ (Ministry of Brand Management) เพื่อนำพาสิ่งที่ดีในปัจจุบันให้ดียิ่งขึ้นไปอีกในอนาคต บนความสามารถในการแข่งขัน ในตลาดที่ใหญ่ขึ้นอย่างยั่งยืน โดยจะต้องไม่คิดแค่การแข่งขันในวงแคบ อย่างในประเทศไทยเท่านั้น</p>
<p>ลองย้อนกลับมาดูในธุรกิจที่ปรึกษา การบริหารจัดการแบรนด์อย่าง Brand Agency หรือ เอเจนซี่โฆษณา ที่มีหน่วยงาน Strategic Planning และ Consumer Insights </p>
<p>	บริษัทเหล่านี้มีบทบาทและหน้าที่ในการสร้างแบรนด์ให้กับสินค้าหรือบริการต่างๆ ได้อย่างสำเร็จและมีประสิทธิภาพ เพราะคนในสายอาชีพนี้ เขามีความรู้ ความสามารถและ<br />
ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการปั้นดินให้เป็นดาว จากของที่ธรรมดาที่สุด สู่ของที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่า สร้างมูลค่ามากมายมหาศาลให้สินค้าและบริการในแต่ละอุตสาหกรรม</p>
<p>	อย่างที่เราทราบกัน แบรนด์เป็นพลังที่มีความสามารถในการแยกและทำให้สินค้าหรือบริการตัวหนึ่งแตกต่างจากอีกตัวหนึ่งได้</p>
<p>	ทำไมผู้บริโภคถึงเลือกโทรศัพท์มือถือแบรนด์หนึ่งที่อาจมี Feature และ Function เหมือนกับอีกแบรนด์หนึ่ง</p>
<p>	ที่สำคัญไปกว่า แบรนด์มีพลังที่สามารถสร้างมูลค่าของสินค้าตัวหนึ่งให้ได้ราคามากกว่าแบรนด์อีกตัวหนึ่ง</p>
<p>	ทำไมผู้บริโภคถึงยอมจ่ายเงินซื้อสินค้าชนิดหนึ่งในราคาที่แพงกว่าสินค้าประเภทเดียวกัน โดยเฉพาะสินค้าที่เป็นประเภท Commodity อย่างเช่น ข้าว น้ำตาล หรือน้ำดื่ม</p>
<p>	กระทรวงบริหารจัดการแบรนด์ (Ministry of Brand Management) ควรจะมีบทบาทและหน้าที่ในการจัดการภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีรวมไปถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ทุกคนในสภา ในฐานะที่ถูกมองว่าเป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนประเทศชาติที่ใหญ่ที่สุด</p>
<p>	กระทรวงบริหารจัดการแบรนด์ (Ministry of Brand Management) จะมีบทบาทและหน้าที่ในการช่วยลบล้างภาพลักษณ์ที่ประชาชนส่วนใหญ่มักจะมองบุคคลเหล่านี้ว่ามีแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว เล่นพรรค เล่นพวกหรือแม้กระทั่งดีแต่พูด</p>
<p>	การลบล้างภาพลักษณ์คงไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากไปกว่าการที่จะทำอย่างไรให้บุคคลเหล่านี้มีทัศนคติ นิสัยใจคอและวิธีคิดเป็นที่ยอมรับต่อประชาชน</p>
<p>	คล้ายๆกับการสร้างแบรนด์ที่เป็นสินค้าหรือบริการ คุณไม่สามารถจะหลอกผู้บริโภคได้ว่าโลชั่นทาหน้าของคุณสามารถทำให้หน้าที่หมองคล้ำของผู้บริโภคขาวได้ในเวลา 7 วัน หากสินค้าตัวนั้นไม่มีประสิทธิภาพที่ดี โดดเด่นและแตกต่างจริงๆ</p>
<p>	การสร้างแบรนด์ไม่ได้เป็นแค่การสร้างภาพอย่างที่หลายๆคนเข้าใจ</p>
<p>	การสร้างภาพคือการทำอะไรก็ได้ ที่เป็นเพียงแค่เปลือกนอกเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถสร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจได้</p>
<p>	ผมมองว่ากระทรวงบริหารจัดการแบรนด์ (Ministry of Brand Management) ควรจะมีบทบาทและหน้าที่ในการนำสินค้าและบริการดีๆจากความมุ่งมั่นตั้งใจของชาว SME ออกไปยังต่างประเทศ เพื่อสร้างรายได้ ความภาคภูมิใจ และศักดิ์ศรีต่อผู้ประกอบการ SME ที่มีสินค้าและบริการที่ดีๆ แต่ถูกซ่อนไว้ด้วยความไม่มีทิศทาง ไม่มีจุดยืนในการทำธุรกิจ</p>
<p>	ผมไม่ได้มองข้ามความสำคัญของกระทรวงหรือกรม กอง ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบรนด์ให้กับธุรกิจของผู้ประกอบการ SME ที่มีอยู่หลากหลายหน่วยงานในปัจจุบัน</p>
<p>	มันจะดีกว่าไหมที่ผู้ประกอบการสามารถเดินมาที่ที่เดียวแล้วสามารถได้รับบริการแบบ One Stop Shop Concept จาก Total Solution ที่กระทรวงบริหารจัดการแบรนด์ (Ministry of Brand Management) จะดูแลให้ตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำไปสู่กระบวนการปลายน้ำ</p>
<p>	Model จะเป็นเหมือน Brand Consulting Agency และ Creative Agency ที่อยู่ในรูปแบบกระทรวง มีหน่วยงานเฉพาะเจาะจงในการหา Insights ของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์และพัฒนาสินค้าและบริการในแต่ละประเภทให้มีทิศทางและจุดยืนที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น</p>
<p>	จากนั้นก็นำข้อมูลที่มีอยู่เข้าสู่กระบวนการตั้งชื่อ ออกแบบหีบห่อบรรจุภัณฑ์อย่างมีระบบ</p>
<p>	มีการตั้งชื่อใหม่ให้เหมาะสมกับประเภทธุรกิจสินค้าและบริการที่ไม่สร้างความประหลาดใจและงุนงงให้ผู้บริโภคในต่างประเทศ</p>
<p>	เช่น พรทิพย์ PORN TIP ที่มีความหมายในภาษาอังกฤษว่า การแนะนำสิ่งที่เป็นเรื่องลามก</p>
<p>	หรือ Nok Food ที่มีการอ่านออกเสียงในภาษาอังกฤษว่า No-K (โน-เค) Food แปลว่า อาหารที่แย่มากๆ</p>
<p>	หรือชื่อภาษาไทยบางชื่อที่มีความหมายหยาบคาย ไม่เป็นสิริมงคลในบางประเทศ เช่นในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ฮ่องกง หรือ ฟิลิปปินส์ (ขอสงวนไม่เอ่ยถึงด้วยมารยาท) </p>
<p>	ถ้าผู้อ่านเคยเดินทางไปหลายๆประเทศที่พัฒนาแล้ว คุณจะเห็นว่าในซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือร้านค้าปลีกที่มีสินค้าจากประเทศไทยตั้งวางขายอยู่บนชั้นวางสินค้า สินค้าของเราจะขาดความโดดเด่นในรูปแบบหีบห่อบรรจุภัณฑ์ สู้คู่แข่งจากหลายๆประเทศแทบจะไม่ได้เลย</p>
<p>	เพราะอะไร?</p>
<p>	ข้อแรกคือ คนทำงานด้านออกแบบหีบห่อบรรจุภัณฑ์ที่ผมเคยเห็นในบางหน่วยงานไม่มีประสบการณ์ ส่วนใหญ่เป็นเด็กเพิ่งจบมารับจ๊อบ ขาดความรู้ความเข้าใจต่อหลักการและแนวคิดของการดีไซน์ ไม่เคยมีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศเพื่อดูสภาพของการแข่งขันในตลาดที่พัฒนาไปไกลมากกว่าประเทศไทย</p>
<p>	ถัดมาคือเอาประหยัดเข้าว่า ผมเห็นใจผู้ประกอบการที่มีเงินทุนน้อยกว่าบริษัทใหญ่ๆ ที่เป็นของคนไทยหรือต่างประเทศที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์</p>
<p>	เมื่อใดที่มีการใช้มืออาชีพเข้ามาทำงาน เมื่อนั้นก็ย่อมมีคำว่า “ราคา” เข้ามาเกี่ยวข้อง</p>
<p>	ราคาเป็นปัจจัยที่คอยบั่นทอนความกล้าของผู้ประกอบการ SME ส่วนใหญ่ </p>
<p>	ในความเป็นจริงสิ่งที่มีราคาถูก ไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการจะสามารถประหยัดต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า</p>
<p>	ในทางตรงกันข้าม หากผู้ประกอบการมีหีบห่อบรรจุภัณฑ์ที่แตกต่างและโดดเด่นด้วยต้นทุนที่อาจจะสูงขึ้นอีกหน่อย ในระยะยาวมันคือการลงทุนที่ดีกว่าไม่ใช่หรือ </p>
<p>	Unseen is Unsold คือแนวคิดที่เหมาะสมที่สุดในการนำมาใช้กับการตลาดสมัยใหม่</p>
<p>	เมื่อสินค้าที่อยู่ในร้านไม่มีใครเห็น ไม่มีใครมองเพราะหีบห่อบรรจุภัณฑ์ไม่สวยไม่โดดเด่น ไม่สะดุดตาผู้บริโภคที่เดินผ่านไปมาในร้านก็ไม่มีความสนใจที่อยากจะเหลียวมอง</p>
<p>	สุดท้ายสินค้าขายไม่ได้แล้วมันจะคุ้มไหมกับการลงทุนครั้งแรกที่อยู่บนพื้นฐานของราคาที่ต้องถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว</p>
<p>	ในภาคปฏิบัติ งบประมาณในแต่ละปีที่ถูกจัดไปให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบรนด์ในธุรกิจ SME มีมากพอสมควร มากพอที่จะทำให้ผู้ประกอบการ SME ไม่จำเป็นต้องควักเงินจากกระเป๋าตัวเองออกมาใช้ด้วยซ้ำไป</p>
<p>	เราต้องเข้าใจว่าการสร้างแบรนด์ให้ยั่งยืนในตลาดต่างประเทศไม่ได้หมายถึงการทำกิจกรรมแบบ Exhibition หรือ Road Show ในประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น</p>
<p>	Exhibition หรือ Road Show เป็นเครื่องมือในกระบวนการท้ายๆในการนำแบรนด์ไป “พบกับกลุ่มเป้าหมาย” </p>
<p>	ผมได้พบกับความล้มเหลวในหลายธุรกิจของ SME ที่เสียเงินจองบูธและเสียเวลาไปกับการออกบูธในต่างประเทศ กับบางหน่วยงานราชการ ผลที่ได้กลับมาคือไม่มีคำสั่งซื้อจากกลุ่มเป้าหมายในประเทศนั้นๆ</p>
<p>	จะโทษหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่ได้ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่คนนอกจะรู้ดีไปหมดทุกเรื่องเกี่ยวกับความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคในประเทศนั้นๆ หรือแม้กระทั่งกลยุทธ์ ที่มาและที่ไปของสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบการ SME ที่มีจำนวนเป็นร้อยเป็นพันที่หน่วยงานเหล่านี้ต้องดูแลอยู่</p>
<p>	ทุกอย่างต้องมีจุดเริ่มต้นในตัวตนและการวางตำแหน่งของสินค้าหรือบริการที่ชัดเจนและแตกต่าง</p>
<p>	บ่อยครั้งผู้ประกอบการจะบอกว่าสินค้าของเขาดีสุดๆ ซึ่งผมก็ไม่เถียงเพราะว่าสินค้าของเขาถูกจัดอยู่ในระดับดีสุดๆจริงๆ</p>
<p>	นอกเหนือจากกระบวนการต้นน้ำแล้ว เรายังต้องถอยกลับมาดูแลให้ความสำคัญกระบวนการปลายน้ำด้วย</p>
<p>	ในที่นี้หมายถึง เราจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสินค้าและผู้บริโภคที่อยู่ในท้องถิ่นนั้นได้อย่างไร</p>
<p>เราไม่ควรปล่อยให้แบรนด์ถูกทอดทิ้ง เมื่อแบรนด์มีโอกาสเติบโตในตลาดต่างประเทศ</p>
<p>เป็นไปได้ยากที่ผู้ประกอบการจะใช้เวลากินอยู่กับแบรนด์ในต่างประเทศที่ตนได้สร้างไว้</p>
<p>แล้วใครที่จะทำหน้าที่เหล่านี้</p>
<p>ผมขอให้ลองทบทวนอีกทีว่า กระทรวงบริหารจัดการแบรนด์ (Ministry of Brand Management) จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้ประกอบการทั้งหลายในหลายๆประเทศทั่วโลก</p>
<p>	คล้ายๆกับการมีตัวแทนของ Brand Agency A, B, C ที่มีออฟฟิศอยู่ตามเมื่องใหญ่ๆทั่วโลก มีหน่วยงานวางแผนกลยุทธ์ ออกแบบหีบห่อ สร้างงานโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ไปจนถึง การทำวิจัยแบบ Post Tracking ว่าแบรนด์ของผู้ประกอบการมีสุขภาพอยู่ในระดับดีมากหรือกำลังป่วย เพื่อการขับเคลื่อนแบรนด์ไทยสู่แบรนด์สากลให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขันและศักดิ์ศรีเทียบชั้นแบรนด์ระดับโลก</p>
<p>ผมเชื่อเสมอว่าสินค้าและบริการจากประเทศไทยมีความโดดเด่น และแตกต่าง</p>
<p>	ผมขอเป็นกำลังใจให้ครับ	</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.brandanything.biz/wordpress/?feed=rss2&#038;p=2380</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การตลาดยุค 3.0 [Marketing 3.0]</title>
		<link>https://www.brandanything.biz/wordpress/?p=1681</link>
		<comments>https://www.brandanything.biz/wordpress/?p=1681#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Jan 2012 11:54:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles Anything]]></category>
		<category><![CDATA[Marketing 3.0]]></category>
		<category><![CDATA[PFIZER ENTREPRENEURSHIP]]></category>
		<category><![CDATA[SASIN]]></category>
		<category><![CDATA[Sohn Chongsrichan]]></category>
		<category><![CDATA[การตลาดยุค 3.0]]></category>
		<category><![CDATA[สรณ์ จงศรีจันทร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.brandanything.biz/wordpress/?p=1681</guid>
		<description><![CDATA[Marketing 3.0 [การตลาดยุค 3.0] Class for PFIZER ENTREPRENEURSHIP ; MANAGEMENT OF INNOVATION @ SASIN 26 January 2012 Download here, www.brandanything.biz/download/MARKETING 3.0 HANDOUT.pdf.zip ^____^]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>Marketing 3.0 [การตลาดยุค 3.0]<br />
Class for PFIZER ENTREPRENEURSHIP ; MANAGEMENT OF INNOVATION @ SASIN<br />
26 January 2012</p>
<p><a href="http://www.brandanything.biz/download/MARKETING 3.0 HANDOUT.pdf.zip" target="_blank"><img src="http://i824.photobucket.com/albums/zz165/brandanything/Marketing30.png" border="0" alt="Photobucket" width="575" height="413" /></a></p>
<p>Download here, <a href="www.brandanything.biz/download/MARKETING 3.0 HANDOUT.pdf.zip">www.brandanything.biz/download/MARKETING 3.0 HANDOUT.pdf.zip</a></p>
<p>^____^</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.brandanything.biz/wordpress/?feed=rss2&#038;p=1681</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วัฒนธรรม&#8230;วัฒน“กรรม”</title>
		<link>https://www.brandanything.biz/wordpress/?p=1609</link>
		<comments>https://www.brandanything.biz/wordpress/?p=1609#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 16 Sep 2011 06:02:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles Anything]]></category>
		<category><![CDATA[BrandAnything]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.brandanything.biz/wordpress/?p=1609</guid>
		<description><![CDATA[วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และเทศกาลเป็นสิ่งที่อยู่ควบคู่กับวิถีชีวิตของคนมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นประเทศเล็ก ประเทศใหญ่ หรือประเทศระดับอภิมหาอำนาจต่างล้วนมีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และเทศกาลกันทั่วหน้า เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นประเทศเกิดใหม่หรือประเทศที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน ต่างก็มีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีและเทศกาลแตกต่างกันไป ถ้าลองมองย้อนกลับมาดูที่มาและที่ไปของวัฒนธรรมในมุมมองของนักการตลาดหรือนักสร้างแบรนด์ วัฒนธรรมเป็นกลไกตัวสำคัญตัวหนึ่งในการสร้างโอกาส ในการทำธุรกิจที่ช่วยต่อยอดให้ผู้ประกอบการประสบกับความร่ำรวยและมั่งคั่ง ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจการคมนาคมและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องต่างได้รับอานิสงจากวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และเทศกาลที่ถูกสร้างกันมาอย่างตลอดต่อเนื่อง ลองนึกถึงตัวอย่างวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และเทศกาลของไทยเราในแต่ละช่วงเวลาของปีอย่างเช่น งานสงกรานต์ งานแห่เทียนเข้าพรรษา งานลอยกระทง ธุรกิจที่ได้ประโยชน์เต็มๆจากเทศกาลเหล่านี้คือธุรกิจการท่องเที่ยวธุรกิจร้านอาหาร หรือแม้กระทั่งธุรกิจอัดขยายรูปเป็นต้น ต้องขอบคุณวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และเทศกาลที่ได้สร้างโอกาสทางธุรกิจอย่างมหาศาลให้กับคนทั้งโลก ผมไม่มีข้อมูลทางวิชาการว่าธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และเทศกาล มีมูลค่าทางเศรษฐกิจของโลกเป็นอัตราส่วนเท่าใด หรือเป็นการว่าจ้างงานในอัตราส่วนเท่าใด แต่พอจะรู้ว่ารายได้จากการท่องเที่ยวที่มาจากการใช้เงินของคนในประเทศไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเที่ยวประเทศไทย เป็นตัวเลขที่อยู่ประมาณอันดับ 1 ใน 3 ของรายได้รวมทางเศรษฐกิจทั้งประเทศ การตลาดยุคใหม่ในปัจจุบันได้หยิบฉวยวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และเทศกาลมาเป็นกลยุทธ์ในการสร้างแบรนด์กันอย่างแพร่หลาย ทุกๆวันที่ 12 สิงหาคม ของแต่ละปีเป็นวันแม่แห่งชาติของคนไทย คุณจะเห็นแคมเปญหนึ่งในหลายๆแคมเปญของแบรนด์รังนก รณรงค์ให้คนรู้จักคุณค่าของความรัก โดยเฉพาะความรักความห่วงใยที่จะต้องมีให้กับคุณแม่ผู้บังเกิดเกล้า คุณจะต้องทดแทนพระคุณแม่ที่กำเนิดชีวิตคุณด้วยสิ่งดีๆที่มีคุณค่าอย่างสูงส่ง บอกรักคุณแม่ด้วยแบรนด์รังนกแท้ 100% [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และเทศกาลเป็นสิ่งที่อยู่ควบคู่กับวิถีชีวิตของคนมายาวนาน</p>
<p>ไม่ว่าจะเป็นประเทศเล็ก ประเทศใหญ่ หรือประเทศระดับอภิมหาอำนาจต่างล้วนมีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และเทศกาลกันทั่วหน้า</p>
<p>เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นประเทศเกิดใหม่หรือประเทศที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน ต่างก็มีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีและเทศกาลแตกต่างกันไป</p>
<p>ถ้าลองมองย้อนกลับมาดูที่มาและที่ไปของวัฒนธรรมในมุมมองของนักการตลาดหรือนักสร้างแบรนด์ วัฒนธรรมเป็นกลไกตัวสำคัญตัวหนึ่งในการสร้างโอกาส ในการทำธุรกิจที่ช่วยต่อยอดให้ผู้ประกอบการประสบกับความร่ำรวยและมั่งคั่ง</p>
<p>ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจการคมนาคมและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องต่างได้รับอานิสงจากวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และเทศกาลที่ถูกสร้างกันมาอย่างตลอดต่อเนื่อง</p>
<p>ลองนึกถึงตัวอย่างวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และเทศกาลของไทยเราในแต่ละช่วงเวลาของปีอย่างเช่น งานสงกรานต์ งานแห่เทียนเข้าพรรษา งานลอยกระทง</p>
<p>ธุรกิจที่ได้ประโยชน์เต็มๆจากเทศกาลเหล่านี้คือธุรกิจการท่องเที่ยวธุรกิจร้านอาหาร หรือแม้กระทั่งธุรกิจอัดขยายรูปเป็นต้น</p>
<p>ต้องขอบคุณวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และเทศกาลที่ได้สร้างโอกาสทางธุรกิจอย่างมหาศาลให้กับคนทั้งโลก</p>
<p>ผมไม่มีข้อมูลทางวิชาการว่าธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และเทศกาล มีมูลค่าทางเศรษฐกิจของโลกเป็นอัตราส่วนเท่าใด หรือเป็นการว่าจ้างงานในอัตราส่วนเท่าใด แต่พอจะรู้ว่ารายได้จากการท่องเที่ยวที่มาจากการใช้เงินของคนในประเทศไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเที่ยวประเทศไทย เป็นตัวเลขที่อยู่ประมาณอันดับ 1 ใน 3 ของรายได้รวมทางเศรษฐกิจทั้งประเทศ</p>
<p>การตลาดยุคใหม่ในปัจจุบันได้หยิบฉวยวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และเทศกาลมาเป็นกลยุทธ์ในการสร้างแบรนด์กันอย่างแพร่หลาย</p>
<p>ทุกๆวันที่ 12 สิงหาคม ของแต่ละปีเป็นวันแม่แห่งชาติของคนไทย คุณจะเห็นแคมเปญหนึ่งในหลายๆแคมเปญของแบรนด์รังนก รณรงค์ให้คนรู้จักคุณค่าของความรัก โดยเฉพาะความรักความห่วงใยที่จะต้องมีให้กับคุณแม่ผู้บังเกิดเกล้า คุณจะต้องทดแทนพระคุณแม่ที่กำเนิดชีวิตคุณด้วยสิ่งดีๆที่มีคุณค่าอย่างสูงส่ง บอกรักคุณแม่ด้วยแบรนด์รังนกแท้ 100%</p>
<p>วันวาเลนไทน์ วันแห่งความรักสากลของคนทั่วโลกเป็นโอกาสที่สินค้าประเภทช๊อคโกแลตจะใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างรายได้ แทนที่คุณจะต้องซื้อดอกกุหลาบให้กับคนที่คุณรัก (ด้วยราคาที่แพงมากในช่วงเทศกาลพิเศษนี้กับความเหี่ยวเฉาที่จะตามมาในอีกไม่กี่วันข้างหน้า) ทำไมไม่มอบช๊อคโกแลตแทนดอกกุหลาบ ราคาถูกกว่า เก็บได้นานกว่า อยู่ในรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่สวยหรูและแถมยังอร่อยปากอีกด้วย</p>
<p>ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่จะรู้จักและมีโอกาสได้ไปเที่ยวตลาดน้ำอัมพวา จ.สมุทรสงคราม ตลาดสามชุก จ.สุพรรณบุรี หรือตลาดน้ำอโยธยา จ.อยุธยา ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยมือมนุษย์แบบอลังการงานสร้าง ใครเห็นต้องชมว่าทำไมสร้างได้ยิ่งใหญ่ขนาดนี้</p>
<p>ด้วยความเป็น “ตลาด” ที่มีวัฒนธรรมซ่อนอยู่ เรื่องราวที่เล่าต่อกันมาเป็นทอดๆ จึงทำให้ “ตลาด” เหล่านี้ได้รับการยอมรับและนิยมกันในวงกว้าง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก และรายได้จำนวนมากให้กับท้องถิ่นนั้นๆ</p>
<p>นักท่องเที่ยวมีความสุขที่ได้ซื้อรูปโปสการ์ด เสื้อยืดคอกลมที่มีชื่อของสถานที่นั้น คำขวัญแปลกๆที่เรียกเสียงฮาและความสนใจจากผู้พบเห็นได้เป็นอย่างดี</p>
<p>ความจริงเสื้อคอกลมสีขาวมีลวดลายพิมพ์อยู่กลางหน้าอกหาซื้อที่ไหนก็ได้ในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป เมื่อเทียบกับเสื้อยืดที่มีคุณภาพใกล้เคียงกันที่ขายในสถานที่ท่องเที่ยวเหล่านั้น</p>
<p>คนซื้อคงไม่ได้เปรียบเทียบเส้นด้ายหรือเส้นใยผ้ากันแบบในห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ระหว่างของที่ซื้อจากตลาดน้ำอัมพวากับเสื้อยืดอีกตัวที่มีขายอยู่ที่ประตูน้ำ </p>
<p>ความแตกต่างของสินค้าไม่ได้ถูกกำหนดขึ้นจากคุณภาพหรือคุณลักษณะทางกายภาพที่จับต้องได้ แต่บ่อยครั้งความรู้สึกทางจิตใจจะมีอิทธิพลที่สูงกว่าและอยู่เหนือเหตุผลใดๆทั้งปวง</p>
<p>บ่อยครั้งราคาก็ไม่ได้เป็นดัชนีชี้วัดว่าของที่แพงกว่าจะมีคุณภาพที่ดีกว่าเสมอไป หรือโดนใจผู้บริโภคกว่าของที่อาจจะมีราคาที่ถูกกว่าด้วยซ้ำ</p>
<p>เรามักจะเรียกปรากฏการณ์ ความรู้สึกเหล่านี้ว่า “คุณค่า” </p>
<p>วัฒนธรรมก็เปรียบเสมือนคุณค่าที่ถูกฝังอยู่ในใจผู้บริโภค ฉันใดก็ฉันนั้น</p>
<p>เราจะชื่นชมและเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมต่างๆที่อยู่รอบตัวเรา</p>
<p>วัฒนธรรมถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของสิ่งที่ดีงาม เป็นที่ยอมรับและเป็นที่สืบต่อกันไปจากรุ่นสู่รุ่น</p>
<p>วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ถูกเปิดเผยออกสู่สังคม ไม่มีอะไรภายใต้วัฒนธรรมที่จำเป็นจะต้องถูกปิดบังซ่อนเร้น</p>
<p>วัฒนธรรมหรือวัฒน “กรรม”</p>
<p>คุณว่าระหว่างโรงภาพยนตร์ที่เรามักคุ้นกันกับโรงละคร สถานที่ใดมีจำนวนมากกว่ากัน</p>
<p>เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมามีเทศกาลประกวดภาพยนตร์ออสการ์ในสหรัฐอเมริกา และตามมาด้วยเทศกาลการประกวดภาพยนตร์ในประเทศไทย ที่มีลักษณะรูปแบบของงานที่คล้ายคลึงกัน เพื่อยกย่องศิลปิน นักแสดงดีเด่น ผู้กำกับหนังดีเด่น นักประพันธ์เพลงดีเด่น และอื่นๆอีกหลายแขนง</p>
<p>ภายหลังจากที่เทศกาลดังกล่าวได้เสร็จสิ้นลง ทันใดนั้นก็มีข่าวแพร่กระจายในวงกว้างทั่วโลก (ในระดับเทศกาลประกวดภาพยนตร์ออสการ์) ว่าศิลปิน นักแสดงหรือผู้กำกับคนใดได้รางวัลอะไรกันบ้าง</p>
<p>เคยย้อนกลับมาดูบ้างไหมว่ามีเวทีใดบ้างที่มีการประกวดละคร มหรสพ งิ้ว อะไรทำนองที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมบนโลกใบนี้บ้างไหม</p>
<p>ในแต่ละยุคสมัยเมื่อความเจริญทางเศรษฐกิจได้แผ่ออกไปในทั่วทุกจังหวัดของประเทศไทย มีการเกิดขึ้นของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบของพลาซ่า ห้างสรรพสินค้า ไฮเปอร์มาร์ท และคอมมูนิตี้ มอลล์ ที่มีขนาดแตกต่างกันไปตามความเหมาะสม</p>
<p>สิ่งที่ติดพ่วงมาด้วยกันกับพลาซ่า คือการเกิดขึ้นของธุรกิจโรงภาพยนตร์ขนาดเล็กและขนาดกลางหลายๆโรงในพลาซ่านั้นๆที่กระจายกันอยู่ทั่วประเทศ สามารถรองรับวิถีชีวิตของคนที่อาศัยอยู่ตามหัวเมืองใหญ่ๆ</p>
<p>จะมีฝูงชนแห่เข้าไปดูภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์จำนวนมากมายมหาศาลโดยเฉพาะภาพยนตร์เรื่องที่นิยมในแง่มุมที่แตกต่างกันไป</p>
<p>ความสำเร็จที่ตามมาก็ย่อมสะท้อนรายได้ของภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ</p>
<p>เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่เป็นโรงละครในประเทศไทย คงสามารถนับนิ้วกันได้ว่ามีเหลืออยู่กี่โรง ไม่ช้าไม่นานก็คงจะหายสิ้นกันไป</p>
<p>มนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์ที่แปลกประหลาด</p>
<p>มนุษย์มักจะชื่นชมและเห็นคุณค่าอย่างเหลือล้นกับสิ่งที่เป็น “วันนี้” และ “วันพรุ่งนี้” อะไรที่เป็น “อดีต” กลับไม่สามารถสร้างแรงดึงดูดได้ดีเท่ากับ “กระแสนิยม” หรือที่เข้าใจง่ายๆกับคำว่า “แฟชั่น” </p>
<p>การตลาดที่ต้องพึ่งพาการย้อนยุคกลับไปในอดีตก็คงมีเพียงแต่เรื่องของการท่องเที่ยว เช่น ไปดูสุสานหอยล้านปี อุทยานประวัติศาสตร์ วัดวาอาราม รอยเท้าไดโนเสาร์ เป็นต้น</p>
<p>สิ่งเหล่านี้ทำเงินไม่ได้มากเท่ากับการตลาดสมัยใหม่ที่สร้างกลยุทธ์บนจินตนาการที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น</p>
<p>ลองถามตัวเองดูว่าคุณไปพิพิธภัณฑ์ครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ ไปดูโขน ดูละครไทยเมื่อไหร่ </p>
<p>ในขณะที่รายได้จากภาพยนตร์ใหญ่อย่างเช่น อวตาร ทำเงินเกือบหมื่นล้านบาททั่วโลก</p>
<p>ดนตรีไทยประเภทตีขิม สีซอ ไม่มีแรงที่จะดึงดูดให้คนยุคปัจจุบันหันกลับเข้าไปชมได้อีก โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น</p>
<p>ในขณะที่นักร้องวงดนตรี K-POP จากประเทศเกาหลี กลับเรียกเสียงกรี๊ดจากกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นได้ บัตรราคาแพงเท่าใดก็ขายหมดในไม่กี่วัน มิหนำซ้ำยังมีขบวนไปเฝ้ารอรับกันถึงสนามบิน ตามกันมาจนถึงโรงแรม ร้องกรี๊ดกร๊าดกันสนั่นหน้าโรงแรมที่ศิลปินเหล่านี้พัก บ้างก็ถึงกับร้องไห้น้ำตาไหลอย่างไร้เหตุผล เมื่อเจอศิลปิน K-POP ตัวเป็นๆเดินออกมาผ่านฝูงชนแล้วหันมาประสานสายตากับตน จนขาอ่อนแทบจะสลบหัวฝาดพื้น</p>
<p>เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาต้องชมประเทศเกาหลีว่าสามารถสร้างวัฒนธรรมระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>เกาหลีไม่ได้มีวัฒนธรรมที่โดดเด่นเหมือนหลายประเทศในโลก</p>
<p>วัฒนธรรมในยุคโลกาภิวัตน์ของเกาหลีคือการสร้างกระบวนการรับรู้ผ่านการตลาดแบบบูรณาการ ใครต่อใครต้องหันกลับมาศึกษาและเรียนรู้ในกลยุทธ์การตลาดเชิงวัฒนธรรมของเกาหลี</p>
<p>แดจังกึมเป็นตัวอย่างที่ดีอันหนึ่ง ที่ได้ทำให้คนไทยแห่กันไปเที่ยวเกาหลี แห่ไปรอเข้าคิวรับประทานอาหารเกาหลี</p>
<p>เด็กหนุ่ม เด็กสาววัยรุ่นในปัจจุบันคลั่งไคล้ศิลปินเกาหลีมากกว่าที่จะคลั่งไคล้ศิลปวัฒนธรรมแบบไทยๆ ดูดีๆพวกคนหนุ่มสาวเหล่านี้ต่างมีหน้าตาและทรงผมเป็นแบบคนเกาหลีไปเรียบร้อยแล้ว</p>
<p>สินค้าและบริการอย่างเช่นมิสทีน วุฒิศักดิ์คลินิก นิติพนคลินิก ต่างได้ใช้กลยุทธ์ K-POP เป็นโอกาสทางการตลาดไปเรียบร้อยโรงเรียนเกาหลีแล้ว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.brandanything.biz/wordpress/?feed=rss2&#038;p=1609</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นวัตกรรม&#8230;นวัตธรรม</title>
		<link>https://www.brandanything.biz/wordpress/?p=1606</link>
		<comments>https://www.brandanything.biz/wordpress/?p=1606#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 24 Aug 2011 04:54:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles Anything]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.brandanything.biz/wordpress/?p=1606</guid>
		<description><![CDATA[นวัตกรรม (Innovation) ตามความหมายจากพจนานุกรมแปลว่าสิ่งใหม่ วิธีการใหม่ การนำสิ่งใหม่หรือวิธีการใหม่เข้ามา (Change, Alteration, Transformation) นวัตกรรมต่างๆในโลกถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภค เพื่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลพลอยได้ที่ตามมา แต่ในอีกแง่คิดนึง นวัตกรรมได้ถูกนำมาเป็นกลยุทธ์และอาวุธที่สำคัญอันหนึ่งต่อองค์กรในด้านการแข่งขันเพื่อนำพาให้องค์กรนั้นๆสามารถครอบครองความเป็นผู้นำในธุรกิจได้ การเป็น ผู้นำในธุรกิจหมายถึง ความได้เปรียบในเชิงพาณิชย์ ที่สามารถครองใจผู้บริโภคได้ ไม่ว่าจะเป็นภาพลักษณ์ ภาพพจน์ และท้ายสุดได้สร้างความจงรักภักดีในกลุ่มผู้บริโภค บ่อยครั้งที่ผู้บริโภคยึดติดกับความเป็นที่หนึ่งของแบรนด์ต่างๆ ผู้บริโภคน้อยรายที่จะลุ่มหลงและหลงใหลต่อแบรนด์ที่ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีใครรู้จัก ความคุ้นเคยและเคยชินเป็นปัจจัยหลักซึ่งนำมาถึงความน่าเชื่อถือ ความมั่นใจและความภูมิใจในกลุ่มผู้บริโภค นวัตกรรมเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคมองเห็นคุณค่าและชื่นชม แต่มีใครเคยคิดถึงการทำธุรกิจที่นำทั้งนวัตกรรมและนวัตธรรมควบคู่กันไปหรือเปล่า นวัตธรรมคืออะไร ความหมายและที่มาของคำว่า “ธรรม” ในภาษาไทยมีความหลากหลายในความเข้าใจ ในแต่ละมุมมอง ภาษาไทยมีเสน่ห์ที่คำหนึ่งคำสามารถถอดรหัส แปลความได้ในหลากหลายมิติ เมื่อคำ 2 คำถูกนำมาเชื่อมกัน คุณธรรมและศีลธรรมในการทำธุรกิจที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีอยู่ในสายเลือด คุณธรรมและศีลธรรมเปรียบเสมือนบันไดขั้นแรกที่ผู้ประกอบการทุกรายจะต้องเหยียบเพื่อก้าวขึ้นต่อไปยังขั้นบันไดที่สูงขึ้น นวัตธรรมเป็นพื้นฐานของขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อและศรัทธาจากบรรพบุรุษมาสู่มนุษย์ที่ดำรงชีวิตในปัจจุบัน คนไทยมีวัฒนธรรมรับประทานข้าวเป็นอาหารหลัก คนไทยมีวัฒนธรรมในการไหว้ต่อผู้หลัก ผู้ใหญ่หรือคนที่เราเคารพรักที่แสดงออกถึงมิตรไมตรีและมารยาทในสังคม แต่ก็น่าเสียดายที่บ่อยครั้งเราไม่ได้รักษาขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมเหล่านี้ให้อยู่อย่างยั่งยืนต่อไป คนไทยยังใส่สูทผูกเนคไทเข้าประชุมสภา ในขณะที่ผู้หลักผู้ใหญ่นักการเมืองในประเทศฟิลิปปินส์หรือมาเลเซีย ใส่ชุดประจำชาติไปไหนมาไหนแทนการใส่สูทผูกเนคไท ที่ดูอุ้ยอ้าย แสนจะอึดอัด ไม่สบายตัว ธรรมชาติเป็นสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัย เพราะธรรมชาติให้สิ่งดีๆกับเรา โดยเฉพาะการดำรงชีวิตอยู่ให้รอดปลอดภัย สินค้าหลายชนิดถูกสร้างขึ้นจากวัตถุดิบทางธรรมชาติ [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>นวัตกรรม (Innovation) ตามความหมายจากพจนานุกรมแปลว่าสิ่งใหม่ วิธีการใหม่ การนำสิ่งใหม่หรือวิธีการใหม่เข้ามา (Change, Alteration, Transformation)</p>
<p>นวัตกรรมต่างๆในโลกถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภค เพื่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลพลอยได้ที่ตามมา</p>
<p>แต่ในอีกแง่คิดนึง นวัตกรรมได้ถูกนำมาเป็นกลยุทธ์และอาวุธที่สำคัญอันหนึ่งต่อองค์กรในด้านการแข่งขันเพื่อนำพาให้องค์กรนั้นๆสามารถครอบครองความเป็นผู้นำในธุรกิจได้</p>
<p>การเป็น ผู้นำในธุรกิจหมายถึง ความได้เปรียบในเชิงพาณิชย์ ที่สามารถครองใจผู้บริโภคได้ ไม่ว่าจะเป็นภาพลักษณ์ ภาพพจน์ และท้ายสุดได้สร้างความจงรักภักดีในกลุ่มผู้บริโภค</p>
<p>บ่อยครั้งที่ผู้บริโภคยึดติดกับความเป็นที่หนึ่งของแบรนด์ต่างๆ</p>
<p>ผู้บริโภคน้อยรายที่จะลุ่มหลงและหลงใหลต่อแบรนด์ที่ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีใครรู้จัก ความคุ้นเคยและเคยชินเป็นปัจจัยหลักซึ่งนำมาถึงความน่าเชื่อถือ ความมั่นใจและความภูมิใจในกลุ่มผู้บริโภค</p>
<p>นวัตกรรมเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคมองเห็นคุณค่าและชื่นชม แต่มีใครเคยคิดถึงการทำธุรกิจที่นำทั้งนวัตกรรมและนวัตธรรมควบคู่กันไปหรือเปล่า</p>
<p>นวัตธรรมคืออะไร</p>
<p>ความหมายและที่มาของคำว่า “ธรรม” ในภาษาไทยมีความหลากหลายในความเข้าใจ ในแต่ละมุมมอง ภาษาไทยมีเสน่ห์ที่คำหนึ่งคำสามารถถอดรหัส แปลความได้ในหลากหลายมิติ เมื่อคำ 2 คำถูกนำมาเชื่อมกัน</p>
<p>คุณธรรมและศีลธรรมในการทำธุรกิจที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีอยู่ในสายเลือด คุณธรรมและศีลธรรมเปรียบเสมือนบันไดขั้นแรกที่ผู้ประกอบการทุกรายจะต้องเหยียบเพื่อก้าวขึ้นต่อไปยังขั้นบันไดที่สูงขึ้น</p>
<p>นวัตธรรมเป็นพื้นฐานของขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อและศรัทธาจากบรรพบุรุษมาสู่มนุษย์ที่ดำรงชีวิตในปัจจุบัน</p>
<p>คนไทยมีวัฒนธรรมรับประทานข้าวเป็นอาหารหลัก</p>
<p>คนไทยมีวัฒนธรรมในการไหว้ต่อผู้หลัก ผู้ใหญ่หรือคนที่เราเคารพรักที่แสดงออกถึงมิตรไมตรีและมารยาทในสังคม</p>
<p>แต่ก็น่าเสียดายที่บ่อยครั้งเราไม่ได้รักษาขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมเหล่านี้ให้อยู่อย่างยั่งยืนต่อไป</p>
<p>คนไทยยังใส่สูทผูกเนคไทเข้าประชุมสภา ในขณะที่ผู้หลักผู้ใหญ่นักการเมืองในประเทศฟิลิปปินส์หรือมาเลเซีย ใส่ชุดประจำชาติไปไหนมาไหนแทนการใส่สูทผูกเนคไท ที่ดูอุ้ยอ้าย แสนจะอึดอัด ไม่สบายตัว</p>
<p>ธรรมชาติเป็นสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัย เพราะธรรมชาติให้สิ่งดีๆกับเรา โดยเฉพาะการดำรงชีวิตอยู่ให้รอดปลอดภัย</p>
<p>สินค้าหลายชนิดถูกสร้างขึ้นจากวัตถุดิบทางธรรมชาติ เช่นอาหารการกิน เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรค เป็นต้น</p>
<p>ธรรมชาติให้ทั้งคุณและในขณะเดียวกันก็ให้ทั้งโทษ แต่มีหลายทฤษฎีบอกไว้ว่า ธรรมชาติจะไม่รังแกชาวโลก ถ้าชาวโลกไม่เป็นฝ่ายรังแกธรรมชาติก่อน เหมือนกับเหตุการณ์น้ำท่วม แผ่นดินถล่มในหลายประเทศเมื่อปลายปี 2553 จนถึง ต้นปี 2554</p>
<p>และอีกหนึ่งคำของธรรมที่ถูกหล่อหลอมให้อยู่กับชาวพุทธมาโดยตลอดต่อเนื่องหลายพันปีคือ “ธรรมะ” ที่เราชาวพุทธถือปฏิบัติในการบำเพ็ญกุศล ปฏิบัติในสิ่งที่ดีไม่เบียดเบียนผู้อื่น</p>
<p>โดยสรุปนวัตธรรมน่าจะแปลว่าการนำสิ่งใหม่ หรือวิธีการใหม่เข้ามาใช้ควบคู่ไปกับการคงไว้ซึ่งสิ่งดีๆไม่เบียดเบียนเพื่อนมนุษย์ด้วยกันหรือเปล่า</p>
<p>ที่จริงแล้วในหลวงของเราได้ฝากปรัชญาหนึ่งไว้ให้กับชาวไทยและชาวโลกเมื่อหลายปีก่อน ด้วยคำจำกัดความแบบสั้นๆและเข้าใจง่ายกว่าคือ เศรษฐกิจพอเพียงในการทำธุรกิจ และชีวิตที่พอเพียงในการดำรงชีวิต ในมุมมองของผู้บริโภค</p>
<p>นวัตธรรมในธุรกิจ</p>
<p>มีตัวอย่างของแบรนด์ที่ผมขอยกย่องเป็นพิเศษในการทำธุรกิจแบบนวัตธรรม เมื่อประมาณ 3-4 ปีที่แล้ว แบรนด์โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบเติมเงิน Happy ได้ปล่อยแคมเปญโฆษณา 1 ชุด ที่มีตัวแสดงเอกเล่นเป็นนักร้องระดับซุปเปอร์สตาร์ของเกาหลี (Rain) ออกมาร้องรำทำเพลงที่พยายามจะสื่อให้ผู้บริโภคทราบว่าการโทรศัพท์หากันไม่จำเป็นต้องคุยกันนานๆ ไม่จำเป็นต้องโทรหากันบ่อยๆ แบบที่เรามักจะได้ยินกันบ่อยๆว่าโทรให้กระจาย SMS กันให้แหลกลานในสื่อโฆษณา</p>
<p>เนื้อหาโดยสรุปในแคมเปญโฆษณาชุดนี้คือ แต่ถ้าจำเป็นก็โทร ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องโทร และต้องโทรแบบพอเพียงอย่าสุรุ่ยสุร่าย</p>
<p>Happy เป็นแบรนด์อันดับต้นๆของประเทศไทย</p>
<p>ผมเชื่อว่าคนส่วนมากจะรู้จักแบรนด์ Happy ในฐานะที่เป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบเติมเงิน</p>
<p>และถ้าคุณจะลองถามเพื่อนๆว่าสีแดงมี Brand Association กับแบรนด์อะไร ผมกล้ายืนยันได้ว่า แบรนด์ Happy จะหลุดออกมาอยู่ประมาณ 1 ใน 3 ร่วมกับแบรนด์ ดังๆระดับโลก เช่น Coke หรือ KFC</p>
<p>เป็นไปได้อย่างไรที่ผู้ประกอบการจะต้องเสียเงินไปกับการสร้างแคมเปญโฆษณาหลายสิบล้านบาท แต่กลับเชื้อเชิญให้กลุ่มเป้าหมายหรือผู้บริโภค “โทรกันอย่างพอเพียง!”</p>
<p>รายได้หลักจากแบรนด์ Happy มาจากการที่ผู้บริโภคโทรกันมากๆไม่ใช้หรือ ยิ่งโทรกันกระจายเพียงใดรายได้ก็ย่อมได้มากขึ้นเป็นเงาตามตัว ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้งอกงามเป็นกอบเป็นกำ และมั่งคั่งในที่สุด</p>
<p>และเมื่อประมาณปลายปี 2553 DTAC ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ Happy ก็ได้ปล่อยแคมเปญโฆษณาออกสู่สาธารณชนอีก 1 ชุดที่มีชื่อว่า Disconnect to Connect (ปิดเพื่อเปิด) โดยมีเนื้อหาสาระในภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ว่าความสัมพันธ์ ความรักและสายใยที่คน ควรจะมีให้กันกลับถูกปิด โดยที่มีฝ่ายหนึ่งมัวลุ่มหลงอยู่กับการส่งข้อความผ่านเครื่องรับ-ส่งโทรศัพท์ประเภทหนึ่ง โดยที่ไม่ใส่ใจต่อคนข้างเคียง หรือคนในครอบครัว วันๆไม่ทำอะไรยกเว้นแต่รับ-ส่งข้อความผ่านเครื่องรับ-ส่งโทรศัพท์ประเภทหนึ่งที่เป็นที่นิยมในวงกว้าง ในทุกกลุ่มอายุและเพศที่มีสถานะทางสังคมค่อนข้างไปทางมีอันจะกิน เหลือกินเหลือใช้</p>
<p>ในช่วงท้ายของภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ ตัวแสดงทั้งหลายที่เมามันอยู่กับการรับ-ส่งข้อความได้หยุดพฤติกรรมเหล่านั้น ส่งผลให้ความสัมพันธ์ ความรักและสายใยในครอบครัว หรือระหว่างคนรักกลับสู่สภาพปกติ มีรอยยิ้ม</p>
<p>สิ่งที่ผู้ประกอบการรายนี้และอีกหลายๆรายที่ผมไม่ได้ยกมาเป็นตัวอย่าง ได้นำสิ่งใหม่หรือวิธีการใหม่เข้ามาใช้ควบคู่ไปกับการคงไว้ซึ่งสิ่งดีๆต่อสังคมในรูปแบบนวัตธรรม</p>
<p>เสีย (รายได้) เพื่อได้ (ชื่อเสียง)</p>
<p>ธุรกิจในอดีตมักมุ่งหวังกับการครอบครองส่วนแบ่งการตลาดให้สูงที่สุด</p>
<p>ธุรกิจในอดีตมักมุ่งหวังรายได้จากยอดขายให้ได้มากที่สุด</p>
<p>แนวคิดในการทำธุรกิจยุคใหม่อาจจะไม่ได้เน้นย้ำถึงการมีส่วนแบ่งการตลาดหรือการมียอดขายที่สูงที่สุดอีกต่อไป แต่กลับหันไปมุ่งเน้นในการเป็นองค์กรแห่งความดี มีนวัตธรรมเพื่อเสริมสร้างหรือเพียงเพื่อขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้สังคมและสิ่งแวดล้อมดีขึ้นอีกสักนิดอีกสักหน่อย</p>
<p>ผมเชื่อว่าหลายองค์กรชั้นนำกำลังเร่งสร้างแนวคิดของ Share of Heart มากกว่า Share of Market</p>
<p>เมื่อใดที่แบรนด์อยู่ในใจของผู้บริโภค เมื่อนั้นผู้บริโภคจะกลายพันธุ์สู่สภาพเป็นสาวกในที่สุด</p>
<p>การตลาดที่แท้จริง คือการที่มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน มีจุดยืนของสินค้าที่โดดเด่น</p>
<p>เป็นไปไม่ได้ที่ใครสักคนจะยึดตลาดและผู้บริโภคทั้งหมดไว้ได้เพียงคนเดียว อย่างที่รู้กันในรูปแบบ STP (Segmentation, Targeting, Positioning)</p>
<p>แนวคิดยิ่งน้อยก็ยิ่งมาก อย่างทฤษฎีพาเรทโต้ 20:80 เป็นตัวตอกย้ำถึงการที่แบรนด์จะต้องมีคุณธรรม ความดี ติดตัวอยู่เสมอ ขอให้มีลูกค้าแค่ 20 คนใน 100 คน แต่ใช้ 80 ใน 100 ก็น่าจะเพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจอยู่ได้อย่างจีรังยั่งยืนไม่ใช่หรือ </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.brandanything.biz/wordpress/?feed=rss2&#038;p=1606</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ของจริง ของปลอม</title>
		<link>https://www.brandanything.biz/wordpress/?p=1455</link>
		<comments>https://www.brandanything.biz/wordpress/?p=1455#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 28 Apr 2011 07:37:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles Anything]]></category>
		<category><![CDATA[Sohn Chongsrichan]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.brandanything.biz/wordpress/?p=1455</guid>
		<description><![CDATA[ถ้าจะพูดถึงแหล่งสินค้าลอกเลียนแบบที่ใหญ่ที่สุดประเทศหนึ่งในโลก คงไม่มีใครจะปฏิเสธว่าประเทศจีนได้ถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีชื่อเสียงในด้านการผลิตสินค้าลอกเลียนแบบเกือบทุกประเภท ใครจะเคยคิดว่าไข่ไก่ก็สามารถถูกปลอมขึ้นมาได้ และคงจะไม่ต้องกล่าวถึงภาพยนตร์ในรูปแบบ DVD, Memory Card, กระเป๋าของคุณผู้หญิงระดับไฮโซจากฝั่งทวีปยุโรป, เสื้อผ้าแฟชั่นทุกประเภททั้งชายและหญิง เด็กและผู้ใหญ่ แม้กระทั่งแบรนด์ดังของธุรกิจร้านกาแฟจากอเมริกาที่มีต้นตำรับจากเมืองซีแอตเติ้ลอย่าง Starbucks ยังมีผู้ประกอบการในประเทศจีนลอกเลียนแบบ เปิดร้านกาแฟประเภทเดียวกันโดยใช้ชื่อว่า Starsbuck สังเกตให้ดีมีตำแหน่งในการวางตัว S อยู่กันคนละที่ แต่จะมีใครสักกี่คนที่มีความจำหรือความเข้าใจต่อการสะกดของร้านกาแฟดังแบรนด์นี้ได้อย่างลึกซื้ง ใครที่เคยเดินทางไปประเทศจีนอาจจะมีโอกาสได้เคยเห็นร้านขายเสื้อผ้าแฟชั่นของประเทศจีนที่มีตราสัญลักษณ์เป็นรูปสัตว์ประเภทจระเข้ ที่มีความคล้ายคลึงกับแบรนด์ดังระดับโลกอย่างเช่น Lacoste และ Crocodile โลโก้ของ Lacoste เป็นรูปจระเข้หันไปทางขวาและมีลิ้นสีแดง ในขณะที่โลโก้ของ Crocodile เป็นรูปจระเข้ที่หันไปทางซ้ายและมีลิ้นสีเดียวกับตัวจระเข้ ทั้ง 2 แบรนด์เป็นแบรนด์ของจริงที่มีตำนานมายาวนานไม่มีใครลอกเลียนแบบใคร ต่างคนก็ต่างมีกลยุทธ์และกิจกรรมการตลาดที่เข้มข้น แบบมืออาชีพ ที่วางขายอยู่ในหลายประเทศทั่วโลกแบรนด์ทั้ง 2 ไม่ได้แค่ต่อสู้กันในทางการตลาดที่เหน็ดเหนื่อย แต่แบรนด์ทั้ง 2 ยังต้องเจอกับการแข่งขันโดยทางตรงจากแบรนด์ที่ลอกเลียนแบบจากจีนที่มีราคาถูกกว่า เป็นเรื่องที่น่าอมยิ้ม เมื่อเห็นแบรนด์ที่รู้จักคุ้นเคย แล้วจู่จู่ก็เจอสินค้าประเภทเดียวกันในประเทศจีน ที่มีความคล้ายคลึงกันในเกือบทุกมิติของตัวสินค้า แต่มีการอ่านออกเสียงเรียกแบรนด์ที่เป็นผู้ลอกเลียนแบบแบรนด์ใหญ่ๆให้เพี้ยนออกไป ที่สำคัญอัตลักษณ์ของรูปแบบโลโก้ การใช้สี รูปแบบของหีบห่อ และขนาดก็มีความเหมือนเช่นเดียวกัน ถ้าผู้บริโภคไม่รู้อิโหน่อิเหน่ รับรองได้ว่าต้องซื้อผิดยี่ห้อในราคาที่ถูกสุดๆเหมือนกับลูกน้องผมคนหนึ่งที่เคยไปเมืองเซินเจิ้นแล้วก็ถูกหลอกให้ซื้อ Memory Card ที่มีรูปแบบเหมือนกับแบรนด์ดังอย่าง [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ถ้าจะพูดถึงแหล่งสินค้าลอกเลียนแบบที่ใหญ่ที่สุดประเทศหนึ่งในโลก คงไม่มีใครจะปฏิเสธว่าประเทศจีนได้ถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีชื่อเสียงในด้านการผลิตสินค้าลอกเลียนแบบเกือบทุกประเภท</p>
<p>ใครจะเคยคิดว่าไข่ไก่ก็สามารถถูกปลอมขึ้นมาได้ และคงจะไม่ต้องกล่าวถึงภาพยนตร์ในรูปแบบ DVD, Memory Card, กระเป๋าของคุณผู้หญิงระดับไฮโซจากฝั่งทวีปยุโรป, เสื้อผ้าแฟชั่นทุกประเภททั้งชายและหญิง เด็กและผู้ใหญ่</p>
<p>แม้กระทั่งแบรนด์ดังของธุรกิจร้านกาแฟจากอเมริกาที่มีต้นตำรับจากเมืองซีแอตเติ้ลอย่าง Starbucks ยังมีผู้ประกอบการในประเทศจีนลอกเลียนแบบ เปิดร้านกาแฟประเภทเดียวกันโดยใช้ชื่อว่า Starsbuck สังเกตให้ดีมีตำแหน่งในการวางตัว S อยู่กันคนละที่</p>
<p>แต่จะมีใครสักกี่คนที่มีความจำหรือความเข้าใจต่อการสะกดของร้านกาแฟดังแบรนด์นี้ได้อย่างลึกซื้ง</p>
<p>ใครที่เคยเดินทางไปประเทศจีนอาจจะมีโอกาสได้เคยเห็นร้านขายเสื้อผ้าแฟชั่นของประเทศจีนที่มีตราสัญลักษณ์เป็นรูปสัตว์ประเภทจระเข้ ที่มีความคล้ายคลึงกับแบรนด์ดังระดับโลกอย่างเช่น Lacoste และ Crocodile </p>
<p>โลโก้ของ Lacoste เป็นรูปจระเข้หันไปทางขวาและมีลิ้นสีแดง</p>
<p>ในขณะที่โลโก้ของ Crocodile เป็นรูปจระเข้ที่หันไปทางซ้ายและมีลิ้นสีเดียวกับตัวจระเข้</p>
<p>ทั้ง 2 แบรนด์เป็นแบรนด์ของจริงที่มีตำนานมายาวนานไม่มีใครลอกเลียนแบบใคร ต่างคนก็ต่างมีกลยุทธ์และกิจกรรมการตลาดที่เข้มข้น แบบมืออาชีพ ที่วางขายอยู่ในหลายประเทศทั่วโลกแบรนด์ทั้ง 2 ไม่ได้แค่ต่อสู้กันในทางการตลาดที่เหน็ดเหนื่อย แต่แบรนด์ทั้ง 2 ยังต้องเจอกับการแข่งขันโดยทางตรงจากแบรนด์ที่ลอกเลียนแบบจากจีนที่มีราคาถูกกว่า</p>
<p>เป็นเรื่องที่น่าอมยิ้ม เมื่อเห็นแบรนด์ที่รู้จักคุ้นเคย แล้วจู่จู่ก็เจอสินค้าประเภทเดียวกันในประเทศจีน ที่มีความคล้ายคลึงกันในเกือบทุกมิติของตัวสินค้า แต่มีการอ่านออกเสียงเรียกแบรนด์ที่เป็นผู้ลอกเลียนแบบแบรนด์ใหญ่ๆให้เพี้ยนออกไป ที่สำคัญอัตลักษณ์ของรูปแบบโลโก้ การใช้สี รูปแบบของหีบห่อ และขนาดก็มีความเหมือนเช่นเดียวกัน</p>
<p>ถ้าผู้บริโภคไม่รู้อิโหน่อิเหน่ รับรองได้ว่าต้องซื้อผิดยี่ห้อในราคาที่ถูกสุดๆเหมือนกับลูกน้องผมคนหนึ่งที่เคยไปเมืองเซินเจิ้นแล้วก็ถูกหลอกให้ซื้อ Memory Card ที่มีรูปแบบเหมือนกับแบรนด์ดังอย่าง SanDisk ในราคาที่ไม่สามารถปฏิเสธได้</p>
<p>แล้วคุณภาพเป็นอย่างไรบ้าง? </p>
<p>คงยังไม่มีคำตอบเพราะยังใช้งานได้ดีจนถึงวันนี้</p>
<p>ทำไมจีนชอบลอกเลียนแบบ?</p>
<p>ผมขอใช้ความเห็นส่วนตัวในมุมมองที่แปลกแตกต่างจากหลายๆนักวิชาการหรือนักการตลาด จะถูกหรือจะผิดต้องขอออกตัวมา ณ ที่นี้</p>
<p>1.	จากความยากจนมาเป็นความร่ำรวย<br />
คนจีนเคยลำบากมาก่อนตั้งแต่อดีตอันยาวไกล<br />
คนจีนใช้ชีวิตแบบอยู่ไปวันๆ ถูกกดขี่ข่มเหงจากการปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์<br />
รายได้ต่อหัว ต่อครอบครัว ต่อปี มีอัตราที่ต่ำมากๆ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่ด้อยพัฒนาด้วยกันมีใครเคยคิดไหมว่าถ้าวันหนึ่งเราพอจะมีเงินซื้อสินค้ามาใช้ เราอยากจะซื้อสินค้าที่ไม่มีใครรู้จักหรืออยากจะซื้อสินค้าที่ใครๆก็รู้จักคนที่อยู่ในสถานะที่ยากจน มักต้องการให้สังคมเกิดความยอมรับ นับถือต่อตนเมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ร่ำรวยมีจะกิน ที่ไม่จำเป็นต้องสร้างสถานะทางสังคมให้แก่ตัวเองด้วยวัตถุสิ่งของบนเรือนร่างที่เรามักจะเรียกว่า Social Status เป็นไปได้ไหมว่า ถ้าคนๆหนึ่งที่มีสถานะทางสังคมที่ยากลำบากกว่า เมื่อมีโอกาสก็อยากจะได้สินค้าแบรนด์เนมในราคาที่ตนสามารถจะเป็นเจ้าของได้</p>
<p>คนในประเทศจีนสามารถซื้อ Rolex รุ่นลอกเลียนแบบเกรด C ได้ในราคาแค่ไม่ถึง 1 พันบาท และ Rolex ในรุ่นลอกเลียนแบบซุปเปอร์เกรด A ที่มีราคา 2 พันกว่าบาท โดยที่คนทั่วไปที่ไม่มีโอกาสมายืนจ้อง ยืนเพ่ง จะไม่สามารถรับรู้ได้ถึงความต่างระหว่างของจริงและของลอกเลียนแบบได้</p>
<p>มีหลายคนเคยถามว่า ทำไมรัฐบาลจีนถึงไม่จริงจังที่จะปราบปรามแหล่งผลิตสินค้าลอกเลียนแบบ</p>
<p>มีผู้ประกอบการเจ้าของสินค้าแบรนด์เนมดังๆทั่วโลกบ่นเป็นเสียงเดียวกันด้วยว่า รัฐบาลจีนมีส่วนช่วยสนับสนุนให้เกิดสินค้าลอกเลียนแบบเหล่านี้จะจริง จะเท็จอย่างไรคงไม่ใช่ประเด็น<br />
แต่ถ้าคุณเป็นพ่อคน แม่คน คุณจะมีความสุขไหมที่ลูกๆ (ประชาชนที่อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลหนึ่งรัฐบาลใด) ของคุณจะมีโอกาสเงยหน้าอ้าปากอย่างมีความสุข ที่จะได้เป็นเจ้าของสินค้าแบรนด์เนมดังๆในราคาที่ใครๆก็สามารถจะจับจ่ายซื้อมาเป็นเจ้าของได้<br />
ผมลองคิดต่างมุมดู สิ่งที่ประเทศจีนกำลังทำอยู่ได้สร้างปรากฏการณ์แบบของดีทำไมต้องแพง ของดีมีชาติสกุลราคาถูกไม่ได้หรือ</p>
<p>หรือถ้าลองพิจารณาให้ถี่ถ้วน เป็นไปได้ไหมผู้บริโภคในปัจจุบันกำลังถูกคุกคาม ถูกเอารัดเอาเปรียบด้วยราคาที่ไม่เป็นธรรมจากผู้ประกอบการแบรนด์ดังระดับโลกอยู่หรือเปล่า</p>
<p>2.	R&#038;D ตกยุคไปแล้ว<br />
Research &#038; Development เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆในการสร้างนวัตกรรมสินค้าแปลกๆใหม่ๆออกสู่ตลาดโลก</p>
<p>งบประมาณ R&#038;D ในแต่ละปีของบริษัทใหญ่ๆมีเม็ดเงินเป็นตัวเลขมากมายมหาศาล บางที่มีมากกว่างบประมาณการตลาดเสียด้วยซ้ำ</p>
<p>แนวคิดของประเทศจีนแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เพราะ R&#038;D เป็นสิ่งที่อาจจะตกยุคไปแล้ว<br />
เดี๋ยวนี้ต้อง C&#038;D – Copy &#038; Development </p>
<p>เอาเป็นว่ามีอะไรดีก็เอามาพัฒนาต่อในภาคการผลิตเลยดีกว่า แทนที่จะไปมัวเสียเวลากับการคิดค้น</p>
<p>แต่สังเกตให้ดี จีนไม่ได้แค่ทำ C&#038;D อย่างที่หลายๆคนเข้าใจ</p>
<p>จีนได้ทำ C, M &#038; D หรือ Copy, Modification &#038; Development ที่ทำให้ของสิ่งหนึ่งดีกว่าที่มันเคยเป็นในราคาที่ใกล้เคียงกับสินค้าที่ขายอยู่ในตลาดหรือสินค้าที่มีคุณภาพใกล้เคียงกันกับสินค้าที่ขายอยู่ในตลาดแต่ในราคาที่ขายถูกกว่าอย่างเห็นได้ชัด<br />
อย่ามองว่าจีนทำของดีมีคุณภาพไม่เป็น</p>
<p>ผมอยากให้ลองทบทวนถึงมหกรรมกีฬาระดับโลกโอลิมปิคที่จัดขึ้นในกรุงปักกิ่งเมื่อวันที่ 8 เดือน 8 ปี 08 หรือเซี่ยงไฮ้ เวิล์ด เอ็กซ์โป ระหว่างเดือน พฤษภาคม ถึงเดือนตุลาคม ปี 2010 และล่าสุดมหกรรมกีฬาเอเชี่ยน เกมส์ ที่เมืองกวางโจว ในเดือน พฤศจิกายนปี 2010 ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสินค้าประเภทไก่กาหรือลอกเลียนแบบใครหรือเปล่า</p>
<p>ปัจจุบันจีนได้กลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ มีเงินคงคลังมากมายมหาศาลที่จะคิดค้นหรือพัฒนาอะไรออกมาเพื่อเขย่าคนทั้งโลกได้ตลอดเวลา ด้วยความพร้อมของทุนทรัพย์ จำนวนประชากรที่มากพอที่จะคัดเอาหัวกะทิออกมาจากจำนวนประชากรมากถึง 1,400 ล้านคน และที่สำคัญทิศทางของผู้นำประเทศและความเป็นหนึ่งเดียวของจีนที่สร้างความสามัคคีกลมเกลียว</p>
<p>เป็นไปได้ไหมว่าการที่จีนได้เคยทำของลอกเลียนแบบออกสู่ตลาดเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นฝึกซ้อมฝีมือของตัวเองว่าอยู่ในระดับขั้นไหน เวลาที่ผ่านพ้นไปได้บอกให้จีนรู้ว่าสิ่งที่ยาก สิ่งที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนจีนก็ได้ทำสิ่งเหล่านั้นได้อย่างสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี</p>
<p>แล้วทำไมจีนต้องงมงายอยู่กับการผลิตของที่ถูกและไร้คุณภาพที่คอยลอกเลียนแบบชาวบ้าน สู้เริ่มต้นเดินก้าวที่หนึ่งใหม่ในตลาดโลกที่เปิดกว้างเป็นเสรีมากขึ้นด้วยการผลิตและส่งออกสินค้าระดับซุปเปอร์เกรด A ภายใต้แบรนด์ของตัวเองที่มีตัวตนที่ชัดเจน มีเสน่ห์ที่ล้ำลึกแต่ในราคาที่ใครๆก็เป็นเจ้าของได้ ไม่ดีกว่าหรือ? </p>
<p>Welcome the China Brand!!!</p>
<p>หมายเหตุ การทำธุรกิจจำเป็นต้องเคารพในกฎ กติกา มีศีลธรรมและจรรยาบรรณ การลอกเลียนแบบทำสิ่งใดที่ทำให้อีกฝ่ายต้องเดือดร้อน โดยเฉพาะของสิ่งนั้นที่ได้มีการขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องหลีกเลี่ยง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.brandanything.biz/wordpress/?feed=rss2&#038;p=1455</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อะไรที่ไม่เคยเกิด&#8230;จะเกิด</title>
		<link>https://www.brandanything.biz/wordpress/?p=1436</link>
		<comments>https://www.brandanything.biz/wordpress/?p=1436#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 05 Apr 2011 02:49:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles Anything]]></category>
		<category><![CDATA[Sohn Chongsrichan]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.brandanything.biz/wordpress/?p=1436</guid>
		<description><![CDATA[วิกฤตอุทกภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคมปีนี้ในหลายจังหวัดเกือบทั่วทุกภาคในประเทศไทย น่าจะเป็นสถานการณ์ที่รุนแรงที่สุดในรอบ 50-60 ปี มีผู้ประสบอุทกภัยกว่า 6 ล้านคน หลายชุมชนและหลายครัวเรือนในแต่ละจังหวัดตกอยู่ในสภาพที่น่ากลัวและยากลำบากที่สุด มีผู้เสียชีวิตกว่า 100 คน ในบางตำบลน้ำท่วมถึงหลังคาบ้านชั้นที่ 2 ในขณะที่บางตำบลอาจจะมีน้ำท่วมถึงคอ ไม่ว่าจะมีระดับน้ำท่วมสูงขนาดไหน ประชาชนต่างได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า เห็นสภาพการกินอยู่ของผู้เดือดร้อนเหล่านี้แล้ว รู้สึกหดหู่ใจและน่าสงสารเป็นอย่างมาก แต่ก็ขอส่งกำลังใจไปให้ อย่าเพิ่งท้อถอยเด็ดขาด เพราะชีวิตเกิดมายังต้องต่อสู้กันอีกต่อไป ไม่มีใครสามารถกำหนดอนาคตได้ ถ้ารู้ว่าน้ำจะท่วมริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงหน้าฝน ชาวบ้านคงจะไม่ปล่อยให้บ้านของตัวเองตกอยู่ในสภาพที่เตี้ยและต่ำจนน้ำจากแม่น้ำลำคลองสามารถไหลเข้าท่วมบ้านเรือนของพวกเขาได้ Akio Morita ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท โซนี่ ในประเทศญี่ปุ่น ได้เปิดตัว Sony Walkman รุ่น TPS – L2 ในวันที่ 1 กรกฎาคม 1979 หรือเมื่อ 31 ปีที่แล้ว ให้กับผู้คลั่งไคล้ในการนำพาความบันเทิงจากเสียงเพลงออกไปนอกบ้านได้ มีใครเคยคิดว่าเครื่องรับวิทยุ FM และ AM พร้อมฟังก์ชั่นเล่นเทปคาสเซ็ทที่มีขนาดใหญ่เทอะทะ สุดท้ายก็ถูกพัฒนาให้กลายเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีขนาดเล็กเท่าฝ่ามือในราคาที่ใครๆก็สามารถจะเป็นเจ้าของได้ จาก Sony Walkman ที่เป็นระบบเล่นเทปคาสเซ็ทก็ถูกกลายพันธุ์มาเป็นระบบเล่นแผ่น CD [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>วิกฤตอุทกภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคมปีนี้ในหลายจังหวัดเกือบทั่วทุกภาคในประเทศไทย น่าจะเป็นสถานการณ์ที่รุนแรงที่สุดในรอบ 50-60 ปี</p>
<p>มีผู้ประสบอุทกภัยกว่า 6 ล้านคน หลายชุมชนและหลายครัวเรือนในแต่ละจังหวัดตกอยู่ในสภาพที่น่ากลัวและยากลำบากที่สุด มีผู้เสียชีวิตกว่า 100 คน</p>
<p>ในบางตำบลน้ำท่วมถึงหลังคาบ้านชั้นที่ 2 ในขณะที่บางตำบลอาจจะมีน้ำท่วมถึงคอ ไม่ว่าจะมีระดับน้ำท่วมสูงขนาดไหน ประชาชนต่างได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า</p>
<p>เห็นสภาพการกินอยู่ของผู้เดือดร้อนเหล่านี้แล้ว รู้สึกหดหู่ใจและน่าสงสารเป็นอย่างมาก แต่ก็ขอส่งกำลังใจไปให้ อย่าเพิ่งท้อถอยเด็ดขาด เพราะชีวิตเกิดมายังต้องต่อสู้กันอีกต่อไป</p>
<p>ไม่มีใครสามารถกำหนดอนาคตได้</p>
<p>ถ้ารู้ว่าน้ำจะท่วมริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงหน้าฝน ชาวบ้านคงจะไม่ปล่อยให้บ้านของตัวเองตกอยู่ในสภาพที่เตี้ยและต่ำจนน้ำจากแม่น้ำลำคลองสามารถไหลเข้าท่วมบ้านเรือนของพวกเขาได้</p>
<p>Akio Morita ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท โซนี่ ในประเทศญี่ปุ่น ได้เปิดตัว Sony Walkman รุ่น TPS – L2 ในวันที่ 1 กรกฎาคม 1979 หรือเมื่อ 31 ปีที่แล้ว ให้กับผู้คลั่งไคล้ในการนำพาความบันเทิงจากเสียงเพลงออกไปนอกบ้านได้</p>
<p>มีใครเคยคิดว่าเครื่องรับวิทยุ FM และ AM พร้อมฟังก์ชั่นเล่นเทปคาสเซ็ทที่มีขนาดใหญ่เทอะทะ สุดท้ายก็ถูกพัฒนาให้กลายเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีขนาดเล็กเท่าฝ่ามือในราคาที่ใครๆก็สามารถจะเป็นเจ้าของได้</p>
<p>จาก Sony Walkman ที่เป็นระบบเล่นเทปคาสเซ็ทก็ถูกกลายพันธุ์มาเป็นระบบเล่นแผ่น CD หรือแผ่น DVD จนสุดท้ายมาเป็นรูปแบบ MP3 หรือ MP4 ที่มีขนาดของเครื่องเล่นที่ยิ่งเล็กลงไปอีกจนแทบจะแยกไม่ออกว่าอุปกรณ์ชิ้นนั้นคืออะไร</p>
<p>ในบางรุ่นมีขนาดเล็กกว่ากลักไม้ขีดไฟด้วยซ้ำ</p>
<p>มีเกิด ก็มีตาย</p>
<p>เราคงไม่สามารถหาซื้อเครื่องเล่น VDO เทปในระบบ VHS ได้อีกต่อไป</p>
<p>เคยคิดไหมว่ามีอะไรต้องหายตายจากโลกนี้ไปด้วยการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำนำสมัย</p>
<p>Pager, เครื่องเล่นเทปคาสเซ็ท, เครื่องเล่นเทประบบ VHS, โทรทัศน์จอแก้วรูปทรงแบบตู้ปลาที่เคยมีราคาหลายหมื่นบาทในรุ่นจอ 29 นิ้ว แต่ขายกันอยู่เพียงแค่ 3,000 กว่าบาทในวันนี้ และอีกไม่นานก็คงจะไม่ได้เห็นสินค้าทีวีรูปทรงตู้ปลานี้อีกต่อไป</p>
<p>จากจอทีวีหรือคอมพิวเตอร์มอนิเตอร์ที่เคยเป็น LCD ที่นับว่าดีมากแล้ว กลับกลายเป็นอดีตไปในทันทีเมื่อเจอกับเทคโนโลยีของจอที่เป็นระบบ LED ที่มีความคมชัดสูงสุด ประหยัดพลังงานมากกว่าและมีรูปทรงที่เย้ายวนกว่าเช่นกัน</p>
<p>ชีวิตของสินค้าและบริการชั่งมีอายุที่สั้นมาก</p>
<p>การคาดเดาความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนเสมอไป</p>
<p>หลายคนมักจะพูดว่าของใช้ในปัจจุบันมีราคาที่ถูกลงอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับราคาของสินค้าที่มีความใกล้เคียงกันในสมัยก่อน</p>
<p>เพราะผู้ผลิตได้ตั้งใจที่จะไม่ผลิตสินค้ารุ่นหนึ่งรุ่นใดให้มีความคงทนถาวรมากจนเกินไป</p>
<p>เนื่องด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกว่าของผู้บริโภค</p>
<p>จากคอมพิวเตอร์ Notebook ที่เคยมีราคาแสนกว่าบาทในอดีต แต่ในปัจจุบันมีราคาเพียงแค่ไม่กี่หมื่นบาท เพื่อให้ผู้บริโภคซื้อหาได้ง่ายขึ้น และที่สำคัญไม่รู้สึกเสียดายที่จะเปลี่ยนเครื่องใหม่อีกเครื่องในอีก 1-2 ปีข้างหน้าด้วย ฟังก์ชั่นต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการของผู้บริโภค</p>
<p>ในขณะเดียวกันคอมพิวเตอร์ Notebook ในปัจจุบันก็เจอกับการแข่งขันในทางอ้อมจาก Blackberry, iPhone, หรือ iPad ที่มีฟังก์ชั่นในการทำงานบางอย่างที่สามารถทดแทนคอมพิวเตอร์ Notebook ได้ แต่มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นไปอีก</p>
<p>ถูก-เร็ว-ดี</p>
<p>ผู้ประกอบการมักจะบอกว่าผู้บริโภคสามารถเลือกคำได้แค่ 2 คำจาก 3 คำนี้ ถูก-เร็ว-ดี</p>
<p>ถ้าถูกและเร็วจะไม่ดี</p>
<p>ถ้าดีและถูกจะไม่เร็ว</p>
<p>ถ้าดีและเร็วก็จะไม่ถูก</p>
<p>แต่ทราบไหมครับว่ามีหลายธุรกิจในปัจจุบันกำลังจะลบล้างคำพูดและความเชื่อเหล่านี้ ที่ผู้บริโภคสามารถเลือกได้เพียงแค่ 2 คำจาก 3 คำที่ให้ไว้</p>
<p>ทั้งถูก ทั้งเร็ว และทั้งดี</p>
<p>การให้บริการระบบ Internet จากผู้ประกอบการหลายค่ายทำให้ชีวิตของผู้บริโภคมีความสะดวกสบายมากขึ้น ผู้บริโภคทุกคนต่างต้องการความรวดเร็วจากสินค้าและบริการตัวนี้ รวมถึงความน่าเชื่อถือและบริการหลังการขายจากแต่ละผู้ประกอบการเช่นเดียวกัน</p>
<p>ค่าบริการรายเดือนมีราคาที่คุ้มสุดคุ้ม เพียงแค่ไม่กี่ร้อยบาทต่อเดือนคุณก็จะได้รับความเร็วหลายเมกะไบต์มาใช้กันอย่างสนุกสนาน</p>
<p>ค่าบริการรายเดือนของ True Online Hi-Speed Internet มีค่าบริการรายเดือนเพียงแค่ 2,299 บาทต่อความเร็วสูงสุดถึง 16 Mbps</p>
<p>การบริการติดตั้งสามารถจะแล้วเสร็จภายในเวลา 48 ชั่วโมง หลังจากที่ผู้บริโภคได้จ่ายเงินและจัดเตรียมเอกสารที่จำเป็นให้ต่อเจ้าหน้าที่</p>
<p>ไม่เพียงแค่บริการติดตั้งระบบ Internet ที่รวดเร็วทันใจ แต่เจ้าหน้าที่ที่มาทำการติดตั้งต่างก็มีความมุ่งมั่น ความเพียรพยายามและการบริการด้วยรอยยิ้มที่สร้างความประหลาดใจต่อผู้บริโภคและคิดอยู่เสมอว่าผู้บริโภคคือผู้ที่มีพระคุณต่อผู้ประกอบการรายนั้นๆ</p>
<p>ความดีมีประสิทธิภาพของระบบ Internet ที่ถูกติดตั้งไว้ให้แก่ผู้บริโภครายนั้นๆ ก็ได้สร้างความพึงพอใจไม่แพ้ราคาและความรวดเร็วจากบริการเช่นกัน</p>
<p>ระบบความเร็วและความแรงของ Internet จากบางแบรนด์ยังถูกอัพเกรดให้มีประสิทธิภาพขึ้นไปอีก โดยผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องเสียเงินเพิ่มอีกเลย มีแต่จะถูกลง</p>
<p>คุณเคยสังเกตไหมว่าสินค้าในปัจจุบันมีการท้าทายผู้บริโภคในด้าน “ความดีมีประสิทธิภาพ” จากสินค้าในแต่ละประเภทอุตสาหกรรมอย่างไร?</p>
<p>ตัวอย่างที่ดีในอดีตคือการส่งพิซซ่ามาถึงบ้านด้วยเวลาไม่เกิน 30 นาที ถ้าเกินกว่านี้พิซซ่าชิ้นนั้นรับฟรีไปเลย</p>
<p>การสั่งซื้ออาหารในร้าน Fast Food บางแบรนด์ถึงขนาดท้าให้กดนาฬิกาที่ถูกวางไว้หน้าเคาน์เตอร์ว่า ถ้าได้รับอาหารที่สั่งเกิน 1 นาที ผู้บริโภคก็จะได้รับคูปองเพื่อนำไปแลกเครื่องดื่มฟรี 1 แก้วเป็นการทดแทน</p>
<p>สินค้าประเภทครีมนวดผมบางแบรนด์ถึงขนาดท้าทายให้เอามาคืน ถ้าไม่พึงพอใจ ไม่ใช่แค่ 1 เท่าของราคาสินค้า แต่จะคืนเงินให้ถึง 10 เท่าของราคาสินค้าตัวนั้น</p>
<p>ความดีงาม ความเร็ว ความถูก (คุ้มเงิน คุ้มราคา) ของสินค้า ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้แบรนด์ของตัวเองแตกต่างจากคู่แข่ง ผู้บริโภคไม่ชอบถูกบังคับให้เลือก 2 ใน 3 อีกต่อไป ถ้าผู้บริโภคเลือกได้พวกเขาก็จะบอกว่าขอเลือก 3 ใน 3 และขอแถมอีก 1 ได้ไหม?</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.brandanything.biz/wordpress/?feed=rss2&#038;p=1436</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
