<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>BrandAnything! &#187; Add new tag</title>
	<atom:link href="http://www.brandanything.biz/wordpress/?feed=rss2&#038;tag=add-new-tag" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.brandanything.biz/wordpress</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Mon, 22 Jun 2015 02:57:08 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.6.1</generator>
		<item>
		<title>ยิ่งน้อยก็ยิ่งมาก (ตอนที่ 1)</title>
		<link>http://www.brandanything.biz/wordpress/?p=1319</link>
		<comments>http://www.brandanything.biz/wordpress/?p=1319#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 15 Nov 2010 11:22:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles Anything]]></category>
		<category><![CDATA[Add new tag]]></category>
		<category><![CDATA[สรณ์ จงศรีจันทร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.brandanything.biz/wordpress/?p=1319</guid>
		<description><![CDATA[ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมามีคนในหลากหลายอาชีพธุรกิจได้ตั้งคำถามกับผมที่ฟังดูแล้วจะมีประเด็นคล้ายๆกันคือ “การสร้างแบรนด์ในอนาคตจะมีรูปแบบเป็นอย่างไร?” ประสบการณ์ที่ผ่านมาหลายปีได้สอนให้ผมรู้ว่าการสร้างแบรนด์หรือการคงไว้ซึ่งความแข็งแกร่งและแตกต่างของธุรกิจในวันนี้ไปจนถึงอนาคตอันไม่ไกลจนเกินไป ควรจะมีแนวคิดบนพื้นฐานของกลยุทธ์เพียงไม่กี่ข้อดังต่อไปนี้ 1. สั้น ตรง ชัด ลึก การสร้างแบรนด์ไม่ได้อยู่บนมิติของความกว้าง (Breadth) หรือการ แผ่กระจายของธุรกิจอีกต่อไป การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงแคบ (Depth) เป็นกลยุทธ์ที่ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้นในปัจจุบันและอนาคตที่กำลังเคลื่อนเข้ามาหา เราจะเห็นการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ต่างๆในเชิงลึก(Depth) แบบที่เข้าไปทะลุทะลวงแต่ละประเภทธุรกิจอย่างเข้มข้น เมื่อเช้าได้ดูข่าวเกี่ยวกับความสำเร็จของธุรกิจ SMEs รายหนึ่งในประเทศ ที่เคยเป็นเพียงแค่โรงงานผลิต (OEM) ให้กับแบรนด์ดังๆทั่วโลกในสินค้าประเภทกระเป๋าเดินทาง จากที่เคยมีรูปร่างหน้าตาเป็นเพียงแค่ทรงสี่เหลี่ยม สีดำๆ เทาๆ หรืออาจจะมีสีสันในบางรุ่นให้เลือกบ้าง แต่ปัจจุบันโรงงานผลิตกระเป๋าเดินทางรายนี้ได้กลายสภาพธุรกิจของตัวเองจาก OEM มาเป็น OBM จากกระเป๋าเดินทางที่เคยมีรูปร่างหน้าตาธรรมดาที่สุด ได้กลายพันธุ์มาเป็นกระเป๋าเดินทางที่แตกต่างสุดๆในท้องตลาด โครงสร้างของรูปทรงกระเป๋าเดินทางของโรงงานแห่งนี้ยังคงเหมือนเดิมแต่บุคลิกที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ได้เป็นตัวบ่งบอกกลยุทธ์ Customization ที่ลูกค้าสามารถเปลี่ยนหน้ากากบนกระเป๋าให้เป็นลวดลายที่สะท้อนถึงบุคลิกและตัวตนของคนคนนั้นเช่น หวานแหวว เปรี้ยว คิกขุโนเนะ ดุดัน หรือแบบนักบริหาร ด้วยลวดลายที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ลูกค้าได้สลับสับเปลี่ยนเอาเองตามใจชอบ ผู้ประกอบการ SMEs รายนี้ได้อธิบายถึงแรงบันดาลใจที่ได้สร้างแนวคิดของสินค้าใหม่ขึ้นมาไว้อย่างหน้าสนใจ ซึ่งฟังดูแล้วอาจจะไม่ได้เกี่ยวโยงกับประเด็น “สั้น ตรง ชัด ลึก” สักเท่าใดนัก แต่ก็มีข้อคิดในการสร้างแบรนด์ให้ได้คิดต่อยอด [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมามีคนในหลากหลายอาชีพธุรกิจได้ตั้งคำถามกับผมที่ฟังดูแล้วจะมีประเด็นคล้ายๆกันคือ</p>
<p>“การสร้างแบรนด์ในอนาคตจะมีรูปแบบเป็นอย่างไร?”</p>
<p>ประสบการณ์ที่ผ่านมาหลายปีได้สอนให้ผมรู้ว่าการสร้างแบรนด์หรือการคงไว้ซึ่งความแข็งแกร่งและแตกต่างของธุรกิจในวันนี้ไปจนถึงอนาคตอันไม่ไกลจนเกินไป ควรจะมีแนวคิดบนพื้นฐานของกลยุทธ์เพียงไม่กี่ข้อดังต่อไปนี้</p>
<p>1.	สั้น ตรง ชัด ลึก</p>
<p>การสร้างแบรนด์ไม่ได้อยู่บนมิติของความกว้าง (Breadth) หรือการ<br />
แผ่กระจายของธุรกิจอีกต่อไป</p>
<p>การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงแคบ (Depth) เป็นกลยุทธ์ที่ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้นในปัจจุบันและอนาคตที่กำลังเคลื่อนเข้ามาหา</p>
<p>เราจะเห็นการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ต่างๆในเชิงลึก(Depth) แบบที่เข้าไปทะลุทะลวงแต่ละประเภทธุรกิจอย่างเข้มข้น</p>
<p>เมื่อเช้าได้ดูข่าวเกี่ยวกับความสำเร็จของธุรกิจ SMEs รายหนึ่งในประเทศ ที่เคยเป็นเพียงแค่โรงงานผลิต (OEM) ให้กับแบรนด์ดังๆทั่วโลกในสินค้าประเภทกระเป๋าเดินทาง</p>
<p>จากที่เคยมีรูปร่างหน้าตาเป็นเพียงแค่ทรงสี่เหลี่ยม สีดำๆ เทาๆ หรืออาจจะมีสีสันในบางรุ่นให้เลือกบ้าง แต่ปัจจุบันโรงงานผลิตกระเป๋าเดินทางรายนี้ได้กลายสภาพธุรกิจของตัวเองจาก  OEM มาเป็น OBM </p>
<p>จากกระเป๋าเดินทางที่เคยมีรูปร่างหน้าตาธรรมดาที่สุด ได้กลายพันธุ์มาเป็นกระเป๋าเดินทางที่แตกต่างสุดๆในท้องตลาด</p>
<p>โครงสร้างของรูปทรงกระเป๋าเดินทางของโรงงานแห่งนี้ยังคงเหมือนเดิมแต่บุคลิกที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ได้เป็นตัวบ่งบอกกลยุทธ์ Customization ที่ลูกค้าสามารถเปลี่ยนหน้ากากบนกระเป๋าให้เป็นลวดลายที่สะท้อนถึงบุคลิกและตัวตนของคนคนนั้นเช่น หวานแหวว เปรี้ยว คิกขุโนเนะ ดุดัน หรือแบบนักบริหาร ด้วยลวดลายที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ลูกค้าได้สลับสับเปลี่ยนเอาเองตามใจชอบ</p>
<p>ผู้ประกอบการ SMEs รายนี้ได้อธิบายถึงแรงบันดาลใจที่ได้สร้างแนวคิดของสินค้าใหม่ขึ้นมาไว้อย่างหน้าสนใจ ซึ่งฟังดูแล้วอาจจะไม่ได้เกี่ยวโยงกับประเด็น “สั้น ตรง ชัด ลึก” สักเท่าใดนัก แต่ก็มีข้อคิดในการสร้างแบรนด์ให้ได้คิดต่อยอด</p>
<p>ก.	กระเป๋าเดินทางส่วนใหญ่ถูกผู้โดยสารจำนวนมากสลับสับเปลี่ยนเป็นอัตราที่สูงมากในแต่ละสนามบินทั่วโลก เนื่องด้วยความคล้ายคลึงกันของสินค้าประเภทนี้</p>
<p>เมื่อมีปัญหาก็ย่อมมีโอกาส</p>
<p>จาก Insight แบบนี้ที่ทุกๆคนเคยประสบมา เลยทำให้การเปิดตัว<br />
ของกระเป๋าเดินทางแบบ Customization เป็นที่ต้องการอย่างสูงในกลุ่มเป้าหมาย ไม่เพียงแค่ในประเทศไทย แต่ในกลุ่มเป้าหมายชาวต่างชาติด้วย</p>
<p>ข.	จากเหตุผลเบื้องต้น ผู้ประกอบการรายนี้จึงไม่ให้ใครจับโรงงานของเขาเป็นตัวประกันอีกต่อไป เขาได้เปลี่ยน Model จากเป็นเพียงผู้ผลิต (OEM) มาเป็นผู้สร้างและทำตลาดขายตรงสู่ลูกค้า (OBM) </p>
<p>แน่นอนที่สุดผลกำไรมีมากกว่า แรงกดดันที่ถูกผู้ว่าจ้างโขกสับอยู่ทุกวี่ทุกวันก็ลดน้อยลงไป ไม่ต้องกลัวว่าพรุ่งนี้จะมี Order เข้ามาแบบรอกันไปวันๆ กินน้ำใต้ศอก</p>
<p>เห็นด้วยกับแนวคิด “ยิ่งน้อยก็ยิ่งมากไหมครับ?”</p>
<p>ก็เพราะโรงงานแห่งนี้ตั้งใจที่จะมุ่งเน้นการทำตลาดเข้าสู่กลุ่มเป้าหมายที่แคบลงไม่ใช่ Mass Market อีกต่อไป จึงทำให้เขากลับได้ลูกค้ามากรายขึ้น สืบเนื่องจากการทำการตลาดที่แคบและลึกกว่าที่เคยเป็น ยิ่งน้อยก็เลยเป็นยิ่งมาก ฉันใดก็ฉันนั้น</p>
<p>แนวคิด “สั้น ตรง ชัด ลึก” ยังถูกนำมาประยุกต์ใช้กับการวาง Positioning ของแบรนด์ในธุรกิจที่ประสบความสำเร็จที่เราทุกคนต่างก็ยอมรับ</p>
<p>การวาง Positioning ที่ดีและมีประสิทธิภาพเปรียบเสมือนกับการสร้างตัวตนและจิตวิญญาณที่ชัดเจนให้กับแบรนด์ </p>
<p>ใครๆก็รู้ว่าชาเขียวโออิชิคือต้นตำรับชาเขียวแท้จากประเทศญี่ปุ่น</p>
<p>กิจกรรมการตลาดของโออิชิถูกหล่อหลอมเป็นปึกแผ่นที่เกี่ยวโยงไปในทิศทางเดียวกัน บน Positioning ของต้นตำรับชาเขียวแท้จากประเทศญี่ปุ่น</p>
<p>การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ การตลาดถูกสร้างขึ้นบนแนวคิดที่อิงไปยังประเทศญี่ปุ่นด้วยเหตุผลที่ว่า ประเทศญี่ปุ่นเป็นจุดกำเนิดของชาเขียวที่ดีและมีคุณภาพในความเข้าใจและทัศนคติของผู้บริโภคมาอย่างตลอด</p>
<p>แคมเปญโปรโมชั่นของโออิชิไปแต่ตัวทัวร์ยกแก๊งค์ครั้งล่าสุดก็เกี่ยวเนื่องกับการไปเที่ยวพร้อมเงินช้อปปิ้ง 1 ล้านเยนที่ประเทศญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน</p>
<p>แนวความคิด “สั้น ตรง ชัด ลึก” ของโออิชิ ได้ถูกนำเสนอผ่านการสื่อสารแบบเข้าใจได้ง่ายๆไม่ต้องตีลังกาแปลหรือถอดรหัสอะไรกันให้ปวดหัว แม้กระทั่งคนแก่ คนเฒ่า ลูกเด็กเล็กแดงยังเข้าใจ แบบดูแล้วก็ขำกลิ้งไปตามๆกัน พูดกันสนั่นเมือง</p>
<p>นี่แหละคือพลังของ  “สั้น ตรง ชัด ลึก” ที่ตรงกันข้ามกับการวาง Positioning และการวางแนวความคิดของการสื่อสารที่สลับซับซ้อน ยุ่งยากวุ่นวาย ท้ายสุดคนที่ได้รับข่าวสารนั้นๆก็จะงงไปตามๆกัน</p>
<p>ความล้มเหลวของแบรนด์บางตัวในประเทศไทยมาจากความไม่ชัดเจนในตัวตนและจิตวิญญาณ</p>
<p>แล้วเมื่อถูกนำออกมาถ่ายทอดต่อในชิ้นงานการสื่อสารก็จะพบกับความด้อยประสิทธิภาพ ด้อยพลังและด้อยความโดดเด่นจนกลุ่มเป้าหมายต้องเหลียวหลังให้</p>
<p>ยิ่งมากก็ยิ่งน้อยเพราะคงมีน้อยคนจริงๆที่ให้ความสนใจ ความสำคัญต่อแบรนด์นั้นๆ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันดูเยอะแยะเต็มไปหมดไม่รู้ว่าจะให้จำอะไรที่แบรนด์ๆนั้นต้องการจะบอก</p>
<p>สัจธรรมมีอยู่ว่าเราซื้อเครื่องรับทีวีเพื่อมาชมข่าว ชมละคร หรือชมความบันเทิงต่างๆ ไม่มีใครเสียสติซื้อเครื่องรับทีวีเพื่อมาชม สปอตโฆษณาของสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบการทั้งหลาย</p>
<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ แนวความคิดของการสื่อสารจำเป็นอย่างมากที่จะต้องทำหน้าที่เบียดให้แบรนด์ของตัวเองโดดเด่นขึ้นมาจากการถูกหลายสิบ หลายร้อยแบรนด์ทับถมกันอยู่ในช่วงโฆษณาแต่ละช่วงของวัน</p>
<p>ในแต่ละวันมีโฆษณาทางทีวีมากกว่า 2,000 สปอต</p>
<p>และแบรนด์แต่ละแบรนด์ก็ไม่ได้แข่งขันกับคู่ต่อสู้ของตนใน Category นั้น เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องทำหน้าที่ปากกัด เท้าถีบกับสปอตโฆษณาของเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ใน Category อื่นด้วย</p>
<p>จากการทำวิจัยทุกครั้งในแวดวงสื่อสารมวลชน โดยสถาบันวิจัยมืออาชีพหรือบริษัท Media ใหญ่ๆ เราจะพบว่าโฆษณาของแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับ ที่อยู่ใน Top 10 ในแต่ละยุคในแต่ละสมัยคือแบรนด์ที่มีความชัดเจนในตัวตนและจิตวิญญาณของตัวเอง ตลอดจนการสื่อสารที่ “สั้น ตรง ชัด ลึก” </p>
<p>โฆษณาที่มีความยาว (45 หรือ 60 วินาที) ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้เปรียบโฆษณาที่มีความสั้นกว่า ( 15 วินาที) เป็นต้น</p>
<p>ปัจจุบันโฆษณาชุดที่มีความยาว 45, 60 หรือ 90 วินาที เริ่มหายจากหน้าจอทีวี</p>
<p>เป็นไปได้ที่งบโฆษณาของผู้ประกอบการน้อยลง</p>
<p>เป็นไปได้ที่กลุ่มเป้าหมายมีสมาธิสั้นลง อะไรที่ต้องเสียเวลาไปจดไปจ่ออาจสร้างความรำคาญใจให้กับกลุ่มเป้าหมายก็เป็นได้</p>
<p>ถ้ายังมีใครจำได้เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว มีโฆษณาเหล้ายี่ห้อหนึ่งที่มีดาราหนุ่มฮ่องกงเป็นตัวแสดงนำในรูปแบบของมิวสิควีดีโอความยาวประมาณ 3-4 นาทีประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ด้วยแนวคิดที่แตกต่าง โดนใจกลุ่มเป้าหมายสุดๆ เป็นที่กล่าวถึงกันในวงการตลาด วงการโฆษณากันอย่างกว้างขวางว่า โฆษณาชิ้นนี้ได้ถูกจัดอยู่ในระดับชั้นเซียนไม่มีโฆษณาชิ้นไหนในประวัติศาสตร์ประเทศไทยที่จะลบสถิติความยาวหนังโฆษณาชุดนี้ได้</p>
<p>ในวันนี้เราจะเห็นหนังโฆษณาที่มีความยาวแค่ 15 วินาทีหรือน้อยกว่านั้นที่สามารถตรึงให้กลุ่มเป้าหมายหยุดและสนใจกับสิ่งที่แบรนด์ๆนั้นต้องการจะสื่อออกไป</p>
<p>ผมชอบโฆษณาที่สั้นเอามากๆ แต่เต็มอิ่มไปด้วยพลังแห่งการดึงดูด ของบริษัทสินมั่นคงประกันภัย ที่ต้องการสื่อให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้ว่าถ้าขับน้อยเบี้ยประกันก็น้อยตาม ชัดเจนมากและเข้าใจได้ง่ายในการวางแนวคิดของงานโฆษณาที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความยาวของหนังโฆษณาอีกต่อไป</p>
<p>การวางกลยุทธ์แบบน้อยๆแต่ได้ผลลัพธ์มากๆทำให้ผู้ประกอบการเห็นถึงทิศทางในการทำธุรกิจที่ชัดเจนมากขึ้น</p>
<p>เคยมีคนรุ่นก่อนๆได้สอนผมว่า ปลาใหญ่ย่อมกินปลาเล็ก</p>
<p>ใครมีเงินมากก็ย่อมชนะคนที่มีเงินน้อย</p>
<p>แต่ผมกลับไม่ค่อยจะเห็นด้วยสักเท่าใด</p>
<p>มีแบรนด์ที่ทุ่มงบการตลาดอย่างมหาศาลแบบให้เราอิจฉาตาร้อนอยู่มากมาย แต่ก็ยังไม่สามารถครอบครองตำแหน่งในเชิงส่วนแบ่งการตลาด (Share-of-Market) หรือส่วนแบ่งในใจของผู้บริโภคได้ (Share-of-Mind)</p>
<p>ถ้ามาลองตั้งสมการกันดูเราจะเห็นว่าแบรนด์เล็กๆที่ใช้งบไม่มากจนเกินไป ก็สามารถครอบครองส่วนแบ่งการตลาดและส่วนแบ่งในใจของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี</p>
<p>มีผลสำรวจจากหลายสำนักอีกเช่นเดียวกันที่ตอกย้ำแนวคิด ยิ่งน้อยก็ยิ่งมาก ว่าแบรนด์ที่ติดอยู่ในอันดับต้นๆของโลกหรือในประเทศไทยก็ดี บนพื้นฐานของความพึงพอใจต่อแบรนด์หรือแบรนด์ในใจของผู้บริโภค ส่วนมากก็ตกเป็นของมวยรองแทบทั้งสิ้น</p>
<p>มวยรองย่อมได้รับความเห็นใจและแรงสนับสนุนจากคนรอบข้างอยู่เสมอ และนี่ก็เป็นเหตุผลหลักที่ทำไมคนจะลุกขึ้นมาเชียร์แบรนด์ที่เป็นมวยรองของพวกเขา</p>
<p>แบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกในธุรกิจรถยนต์ ธุรกิจประกันชีวิต ธุรกิจสายการบิน และอื่นๆอีกมากมาย ในหลากหลายประเภทธุรกิจที่เคยใช้งบกันอย่างมหาศาล แต่กลับต้องดิ้นหนีเอาตัวรอดในวันนี้ เป็นหลักฐานทางสังคมที่ดีอีกชิ้นหนึ่งที่เราทุกคนควรจะได้เรียนรู้</p>
<p>วลีที่ว่า “Size doesn matter” หรือยิ่งใหญ่ก็ยิ่งได้เปรียบดูเหมือนจะใช้ไม่ค่อยได้แล้วต่อการทำธุรกิจในปัจจุบัน</p>
<p>“Small is beautiful” น่าจะเป็นคำที่ดูเข้ายุคเข้าสมัยมากกว่า</p>
<p>(โปรดติดตามตอนจบในฉบับหน้าครับ)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.brandanything.biz/wordpress/?feed=rss2&#038;p=1319</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไป (ตอนที่ 5)</title>
		<link>http://www.brandanything.biz/wordpress/?p=1159</link>
		<comments>http://www.brandanything.biz/wordpress/?p=1159#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 21 Sep 2010 06:10:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles Anything]]></category>
		<category><![CDATA[Add new tag]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไป]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.brandanything.biz/wordpress/?p=1159</guid>
		<description><![CDATA[ผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไป (ตอนที่ 5) โดย สรณ์ จงศรีจันทร์ &#8211; ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ในกลุ่มบริษัท ยัง แอนด์ รูบิแคม แบรนด์ 4. ต้องได้เห็น ต้องได้ลอง ถึงจะตัดสินใจซื้อ (ต่อ) มีตัวอย่างที่ผมชื่นชมและยกย่องที่สุดบนแนวคิดต้องได้เห็น ต้องได้ลอง ถึงจะตัดสินใจซื้อในระดับขั้นเทพของประเทศไทย เมื่อช่วง 10 กว่าปีที่แล้ว (ปีพ.ศ. 2540) ที่ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ธุรกิจการค้าไม่ว่าจะขนาดเล็กแค่ไหนหรือจะขนาดใหญ่แบบมีภูมิคุ้มกันมาอย่างต่อเนื่องต่างต้องโดนหางเลขกันไปถ้วนหน้า วิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 เป็นจุดเริ่มต้นที่คนไทยเริ่มรู้จักกับคำว่า Lay-off (การไล่พนักงานออก) การ Freeze เงินเดือน (ไม่ขึ้นเงินเดือน) หรือการลดเงินเดือน องค์กรในแต่ละภาคธุรกิจต่างต้องพากันเอาตัวรอด ไม่ว่าด้วยการใช้กลยุทธ์แบบไหนก็ตาม คำว่ากำไรคงไม่ใช่ลำดับของความสำคัญในวันนั้นโจทย์ของทุกองค์กรมีอยู่ว่า จะทำอย่างไรไม่ให้ธุรกิจของตนต้องแย่ลงไปกว่าเดิม การเอาตัวรอดได้ในช่วงวิกฤติขณะนั้นเป็นคำตอบสุดท้ายของผู้บริหารในทุกองค์กรเช่นกัน ภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นธุรกิจที่โดนมรสุมอย่างเต็มๆ เพราะเป็นภาคธุรกิจที่ใช้เงินในการลงทุนที่สูง เพื่อพัฒนาโครงการและต้องมีพนักงานเป็นจำนวนมากในแต่ละแผนกที่แตกต่างกันไปในการขับเคลื่อนองค์กรและธุรกิจให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการอสังหาริมทรัพย์เกือบทั้งร้อยในวันนั้นจะถูกสร้างขึ้นก็หลังจากเจ้าของโครงการได้รับเงินจองจำนวนหนึ่ง และระหว่างทางก็ต้องได้รับเงินค่างวดเพื่อนำไปซื้อวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างมาปลูกสร้างบ้านให้กับลูกค้าที่ได้จับจองบ้านเอาไว้ ดูเหมือนจะเป็นวัฒนธรรม ประเพณีไปโดยปริยาย ที่ทุกโครงการอสังหาริมทรัพย์ในบ้านเราจะต้องรับเงินจองและค่างวดก่อน ในทางตรงกันข้าม ลูกค้าจะไม่มีโอกาสได้เห็นสินค้าจริงก่อนที่จะตัดสินใจซื้อหรือวางเงินจอง การซื้อขายบ้านแต่ละหลังอยู่บนพื้นฐานของบ้านตัวอย่างที่มากับแบบพิมพ์เขียวและรูป Perspective [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไป (ตอนที่ 5) </strong>โดย สรณ์ จงศรีจันทร์ &#8211; ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ในกลุ่มบริษัท ยัง แอนด์ รูบิแคม แบรนด์</p>
<p>4. ต้องได้เห็น ต้องได้ลอง ถึงจะตัดสินใจซื้อ (ต่อ)</p>
<p>มีตัวอย่างที่ผมชื่นชมและยกย่องที่สุดบนแนวคิดต้องได้เห็น ต้องได้ลอง ถึงจะตัดสินใจซื้อในระดับขั้นเทพของประเทศไทย</p>
<p>เมื่อช่วง 10 กว่าปีที่แล้ว (ปีพ.ศ. 2540) ที่ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ธุรกิจการค้าไม่ว่าจะขนาดเล็กแค่ไหนหรือจะขนาดใหญ่แบบมีภูมิคุ้มกันมาอย่างต่อเนื่องต่างต้องโดนหางเลขกันไปถ้วนหน้า วิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 เป็นจุดเริ่มต้นที่คนไทยเริ่มรู้จักกับคำว่า Lay-off (การไล่พนักงานออก) การ Freeze เงินเดือน (ไม่ขึ้นเงินเดือน) หรือการลดเงินเดือน</p>
<p>องค์กรในแต่ละภาคธุรกิจต่างต้องพากันเอาตัวรอด ไม่ว่าด้วยการใช้กลยุทธ์แบบไหนก็ตาม คำว่ากำไรคงไม่ใช่ลำดับของความสำคัญในวันนั้นโจทย์ของทุกองค์กรมีอยู่ว่า จะทำอย่างไรไม่ให้ธุรกิจของตนต้องแย่ลงไปกว่าเดิม การเอาตัวรอดได้ในช่วงวิกฤติขณะนั้นเป็นคำตอบสุดท้ายของผู้บริหารในทุกองค์กรเช่นกัน</p>
<p>ภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นธุรกิจที่โดนมรสุมอย่างเต็มๆ เพราะเป็นภาคธุรกิจที่ใช้เงินในการลงทุนที่สูง เพื่อพัฒนาโครงการและต้องมีพนักงานเป็นจำนวนมากในแต่ละแผนกที่แตกต่างกันไปในการขับเคลื่อนองค์กรและธุรกิจให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>โครงการอสังหาริมทรัพย์เกือบทั้งร้อยในวันนั้นจะถูกสร้างขึ้นก็หลังจากเจ้าของโครงการได้รับเงินจองจำนวนหนึ่ง และระหว่างทางก็ต้องได้รับเงินค่างวดเพื่อนำไปซื้อวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างมาปลูกสร้างบ้านให้กับลูกค้าที่ได้จับจองบ้านเอาไว้</p>
<p>ดูเหมือนจะเป็นวัฒนธรรม ประเพณีไปโดยปริยาย ที่ทุกโครงการอสังหาริมทรัพย์ในบ้านเราจะต้องรับเงินจองและค่างวดก่อน</p>
<p>ในทางตรงกันข้าม ลูกค้าจะไม่มีโอกาสได้เห็นสินค้าจริงก่อนที่จะตัดสินใจซื้อหรือวางเงินจอง การซื้อขายบ้านแต่ละหลังอยู่บนพื้นฐานของบ้านตัวอย่างที่มากับแบบพิมพ์เขียวและรูป Perspective ที่สวยงามจากโบรชัวร์จนหักห้ามใจไม่ได้</p>
<p>ห้องนอนกว้าง โปร่งโล่งสบาย</p>
<p>ห้องรับแขกที่มีเฟอร์นิเจอร์สุดหรู พร้อมกับทีวีจอยักษ์</p>
<p>ห้องครัวอันแสนจะโอ่อ่า แบบในนิตยสารบ้านของต่างประเทศ พร้อมอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้เหมือนเชฟใหญ่ในโรงแรม 5 ดาว</p>
<p>สวนสวยด้วยแมกไม้ใบหญ้า ดูร่มรื่นเขียวขจี</p>
<p>สิ่งที่เกิดขึ้นในยุคนั้นเป็นเพียงแค่การสร้างจินตนาการหรือความฝันให้เกิดขึ้นในกลุ่มเป้าหมาย</p>
<p>บ่อยครั้งที่รูปแบบของ Perspective ในโบรชัวร์ก็ไม่ตรงกับสิ่งที่ได้เกิดขึ้นจริงหลังจากที่โครงการได้ถูกสร้างเสร็จ</p>
<p>สวนหย่อมที่ดูสวยงามและคลับเฮ้าส์ที่แสนจะใหญ่โต พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆไม่ได้เกิดจริงตามที่ระบุไว้ในโบรชัวร์การขาย</p>
<p>บางโครงการแอบตัดเอาไปทำบ้านอีก 1 หลัง เพื่อสร้างผลกำไรที่มากขึ้น เพื่อกระเป๋าของตัวเอง</p>
<p>สะพานลอยรถข้ามที่ถูกวาดไว้อย่างสวยงามในโบรชัวร์การขายก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริงตามที่พนักงานขายได้คุยโม้ คุยโตเอาไว้ ว่าลูกบ้านไม่ต้องขับรถไปอีก 5 กิโลเพื่อ U-turn เข้าเมือง และนี่คือความจริงที่เกิดขึ้นในยุคนั้น</p>
<p>ถนนในโครงการที่ฝันไว้ว่าจะมีขนาดกว้างและต้นไม้ใหญ่ปลูกไว้ตามฟุตบาทเพื่อความร่มรื่น ก็เป็นเพียงต้นมะขามเล็กๆสูงแค่ 2 เมตรเป็นต้น<br />
ปัญหาคือโอกาสของผู้ที่มีวิสัยทัศน์</p>
<p>จากปัญหาที่เกิดขึ้น ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่รายหนึ่งของประเทศไทยที่ทุกๆคนต้องรู้จักคือ Land &#038; Houses ได้ฉีกกฎการตลาดและการขายโครงการหมู่บ้านจัดสรรแบบหน้ามือเป็นหลังมือ</p>
<p>Land &#038; Houses ได้เปิดตัวแนวคิดนี้โดยผ่านการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ที่มีเนื้อหาใจความ “คุณต้องเก็บเงินมาทั้งชีวิตกว่าจะได้มีโอกาสเป็นเจ้าของบ้านสักหลัง คุณแน่ใจหรือว่าเงินที่คุณได้เสียไปจะไม่หายไปกับความฝันที่คุณมี”</p>
<p>Land &#038; Houses มีโฆษณา 2-3 ชุดที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเปลี่ยนทัศนคติของกลุ่มเป้าหมายต่อการเป็นเจ้าของบ้านในโครงการบ้านจัดสรรที่สร้างความประหลาดใจต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เองและต่อกลุ่มเป้าหมาย</p>
<p>Land &#038; Houses ยังปล่อยโฆษณาที่มีเนื้อหาใจความว่า “ของทุกสิ่งทุกอย่าง คุณจะต้องเห็นก่อน ลองก่อน คุณถึงจะควักเงินออกมาซื้อไม่ใช่หรือ? แล้วการซื้อบ้านแต่ละหลัง ทำไมคุณถึงยอมจ่ายเงินโดยที่ยังไม่ได้เห็นอะไรเลย” เป็นต้น</p>
<p>นับจากวันนั้นการซื้อบ้านหรือคอนโดแต่ละหลังในกลุ่มเป้าหมายก็เปลี่ยนไป ทุกโครงการมีบ้านหรือห้องชุดคอนโดมิเนียมที่พร้อมให้กลุ่มเป้าหมายสามารถเดินเข้าไปสำรวจก่อนว่าพอใจหรือเปล่า? ทิศดีหรือเปล่า? หน้าบ้านมีอะไรบดบังหรือเปล่า? ขนาดของห้องแต่ละห้องอยูในเกณฑ์ที่รับได้หรือเปล่า? เป็นต้น</p>
<p>Land &#038; Houses ยังทำบ้านตัวอย่างเป็น 2 รูปแบบเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้รับรู้ถึงความจริงที่ต้องมาคู่กับความฝัน</p>
<p>บ้านตัวอย่าง 1 หลังที่ตกแต่งอย่างสมบูรณ์แบบดูเหมือนบ้านในความฝันที่มักจะเห็นได้จากนิตยสารบ้านหรูๆทั่วไป รับรองได้ว่าใครเดินเข้าไปชมบ้านตัวอย่างในรูปแบบนี้มักจะถูกการตกแต่งและบรรยากาศพาไปแล้ว 50%  ที่เหลือคงต้องกลับมาดูที่กระเป๋าสตางค์ของตัวเองว่าสามารถควักออกมาจ่ายได้หรือเปล่า</p>
<p>ส่วนบ้านตัวอย่างอีก 1 รูปแบบที่ Land &#038; Houses ได้สร้างไว้ใกล้ๆกับบ้านตัวอย่างที่ถูกตกแต่งอย่างสมบูรณ์แบบคือ บ้านจริงๆที่ลูกบ้านจะได้รับไปในช่วงวันโอนกรรมสิทธิ์</p>
<p>ไม่ต้องเสียเวลามานั่งถกเถียงกันว่าทำไมบ้านเราถึงมีห้องน้ำไม่สวยเหมือนกับบ้านตัวอย่าง หรือทำไมห้องนอนของเราถึงไม่มีพรมและม่านเหมือนห้องตัวอย่าง</p>
<p>แบบนี้ยุติธรรมสุดๆไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบอีกต่อไป เพราะ “What you see is what you will get”</p>
<p>Land &#038; Houses ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจบนแนวคิดต้องได้เห็น ต้องได้ลองถึงจะตัดสินใจซื้อ แบบนำหน้าคู่แข่งไปหลายก้าวกระโดด จนทุกๆโครงการอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันได้นำมาปฏิบัติใช้กันอย่างแพร่หลาย</p>
<p>ผู้บริโภคหลอกไม่ได้อีกแล้ว เพราะพวกเขามีความคาดหวังที่สูงกว่าสิ่งที่ผู้ประกอบการเจ้าของสินค้าหรือบริการจะส่งมอบกลับไปให้พวกเขา และนี่คือการให้และรับที่ไม่มีวันพอดีจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่สุดท้ายผู้บริโภคก็ย่อมเป็นผู้ชนะ เพราะพวกเขาต้องการจะได้รับมากกว่าที่พวกเขาจะให้กลับไปในรูปแบบของ “การซื้อ”</p>
<p>หลายคนมักถามว่า แล้วตรงไหนคือจุดสมดุลที่พอดีระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย</p>
<p>คงไม่มีมาตรฐาน กฎเกณฑ์หรือทฤษฎีใดที่สามารถบ่งบอกถึงดัชนีตัวเลขแบบชัดๆได้</p>
<p>ถ้าเคยมีโอกาสได้ทำแบบสอบถามเกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการใช้บริการในโรงแรมใดโรงแรมหนึ่งที่คุณเคยไปพัก คุณอาจจะให้คะแนนแต่ละข้อไม่เหมือนกับเพื่อนของคุณที่เคยไปพักโรงแรมเดียวกัน ในวันเดียวกันก็ได้</p>
<p>และคุณก็อาจจะให้คะแนนในการพักครั้งที่ 2 ที่โรงแรมเดียวกัน ต่างจากผลรวมของคะแนนที่คุณได้พักในครั้งแรกก็เป็นได้</p>
<p>โรงแรมที่คุณไปพักเมื่อครั้งแรกก็ยังคงเป็นโรงแรมเดียวกันกับโรงแรมที่คุณไปพักในครั้งที่ 2 อาจจะแตกต่างกันแค่ห้อง ที่ไม่ใช่ห้องเดิมที่อยู่ชั้นต่ำกว่า อาจจะมีเสียงรบกวนจากภายนอกมากกว่า อาจจะมีน้ำไหลออกจากฝักบัวเบากว่าหรือในห้องมีกลิ่นอับมากกว่า</p>
<p>นี่คืออีกเหตุผลหนึ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำใจและต้องเข้าใจในการพัฒนาสิ่งที่ดีอยู่ให้ดีขึ้นไปกว่าเดิม ที่สำคัญต้องไม่ให้ลูกค้าคนสำคัญหลุดออกจากมือไปซบอกคู่แข่งอย่างเด็ดขาด</p>
<p>เคยคิดหรือไม่ว่าลูกค้าเป็นเผ่าพันธุ์ที่มักจะหาข้อผิดพลาดจากตัวสินค้าหรือบริการมากกว่าที่จะคอยยกยอปอปั้นในสิ่งที่คุณมี</p>
<p>ผมว่าเป็นเรื่องผิดปกติที่จะมีลูกค้าชมคุณจนออกนอกหน้า โดยไม่มีอะไรติเลยแม้แต่นิดเดียว ผมเชื่อว่าเขาคงต้องทำอะไรผิดแน่ถึงได้ยกยอปอปั้นมาเป็นตัวทดแทนในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับธรรมชาติของมนุษย์</p>
<p>แต่ก็มีตัวอย่างดีๆในธุรกิจที่ลูกค้ามีความพึงพอใจต่อสินค้าหรือบริการเหมือนกันในอัตราส่วนที่น้อยนิดมาก</p>
<p>กลับมาเรื่องของประเด็นต้องได้เห็น ต้องได้ลอง ถึงจะตัดสินใจซื้อในธุรกิจโรงแรมกันบ้าง ปัจจุบันโรงแรมจะเชื้อเชิญให้ลูกค้าเข้ามาเยี่ยมชมดูสภาพของห้องพัก (Inspect) ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าพักโดยเฉพาะในการเดินทางที่ไม่ได้มีการจองล่วงหน้าในสถานที่ท่องเที่ยวในแต่ละจังหวัด	</p>
<p>ผมเริ่มได้เห็นความจู้จี้จุกจิกของผู้บริโภคมากขึ้นทุกวันและตัวผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น</p>
<p>ตอนไปจังหวัดลำปาง เชียงใหม่และน่านเมื่อไม่นานมานี้ ก่อนที่จะตัดสินใจ Check-In พนักงานต้อนรับของแต่ละโรงแรมใน 3 จังหวัดคงเหนื่อยกับลูกค้าคนนี้พอสมควร</p>
<p>ห้องไม่มีวิว&#8230;ไม่เอา ห้องมีกลิ่นอับ&#8230;ไม่เอา ห้องมีเลข 13&#8230;ไม่เอา ห้องที่มีสัญญาณทีวีไม่ชัด&#8230;ไม่เอา ห้องที่มีห้องน้ำโทรม&#8230;ไม่เอา</p>
<p>เรื่องมากสุดๆ แต่ในฐานะที่ผมเป็นลูกค้า ผมมีสิทธิ์เรื่องมากไม่ใช่หรือ?</p>
<p>การตลาดยุคใหม่ต่างต้องสร้างกลยุทธ์ในการลดทอนระดับความเข้มข้นของความจู้จี้จุกจิกและอาการเรื่องมากของผู้บริโภค</p>
<p>ความพึงพอใจของผู้บริโภคเป็นคำที่ถูกใช้และเป็นที่นิยมมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์</p>
<p>ทุกวันนี้ผมมีความสุขกับข้อมูลข่าวสารที่ได้รับแจกฟรีๆจากนิตยสารประเภทต่างๆที่มีเนื้อหาสาระอยู่ในระดับคุณภาพดี อย่างเช่น BK, Guru, A Day Bulletin, Happening, 247 และอื่นๆอีก สิ่งที่กำลังตามมาที่น่าเป็นห่วงคือผู้บริโภคกำลังเคยตัวมากขึ้นกว่าเดิม ทำไมพวกเขาต้องจ่ายเงินซื้อข้อมูลข่าวสารต่างๆ ในเมื่อทุกวันนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างได้มาฟรีๆ ง่ายๆ ไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งคงไม่ต้องกล่าวถึงการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในโลกของอินเทอร์เน็ต</p>
<p>(โปรดติดตามตอนที่ 6 ในฉบับหน้าครับ)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.brandanything.biz/wordpress/?feed=rss2&#038;p=1159</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
